พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ ( หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ) ?>
ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์แห่งภาคอีสาน
The Buddhist Art Conservation Club Of Esan (North Eastern Part Of Thailand)
30 ตุลาคม 2569, 17:12:57 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

กติกาในการ เช่า-แลกเปลี่ยนพระเครื่อง | พระเครื่องเมืองอุบลราชธานี | แจ้งปัญหาการใช้งาน
แจ้งเรื่องการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่จะให้เช่าพระเครื่องฯ | วิธีสมัครสมาชิกเว็บ

หน้า: 1 ... 76 77 [78]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ ( หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี )  (อ่าน 2198123 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1473

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 19%
HP: 72.3%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1155 เมื่อ: 24 ตุลาคม 2569, 05:35:31 »

"ถ้าเรามาพิจารณา ถึงเรื่องความตาย
เห็นอายุมันสั้นไป ไม่ยืดยาวอีกแล้ว
คราวนี้ จะได้รีบเตรียมเนื้อ เตรียมตัว
จะได้รีบขวนขวาย หาสิ่งที่เป็นสาระ
สร้างคุณงามความดี ให้เกิดมีขึ้นในตน
ทันกับกาลเวลา ซึ่งเรายังมีชีวิตอยู่

เพราะฉะนั้น มรณสติ ระลึกถึงความตาย
จึงเป็นของมีคุณค่ามาก แต่คนทั้งหลาย
ถ้าพูดถึงเรื่องความตายแล้ว ไม่ชอบ
กลับกลัว
แต่ความดี อยู่ที่ความตาย
ถ้าคนเรา พิจารณาถึงความตายแล้ว
ทำดีได้ง่าย"

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี


* 15 (14) copy700.jpg (527.68 KB, 700x1164 - ดู 85 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1473

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 19%
HP: 72.3%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1156 เมื่อ: 25 ตุลาคม 2569, 05:47:07 »

การหัดภาวนาเบื้องต้น คือ
หัดให้เข้าถึงจิตเป็นหนึ่ง
หัดเบื้องต้นก็จริง แต่มันถึงที่สุดได้ คือ จิตที่สงบนิ่งเป็นหนึ่ง มันก็ถึงที่สุดแล้ว
การฝึกหัดจิต หัดมากหัดน้อยเท่าไรก็ตาม
ต้องการให้จิตเข้าถึงที่สุด คือ จิตเป็นหนึ่งเท่านั้น
การฝึกหัดจิตไม่นอกเหนือจากจิตเป็นหนึ่ง
ส่วนอุบายปัญญาที่จะเกิดขึ้น มันเป็นเฉพาะบุคคล
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี


* 3 (1) copy700.jpg (451.55 KB, 700x906 - ดู 79 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1473

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 19%
HP: 72.3%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1157 เมื่อ: 26 ตุลาคม 2569, 06:08:06 »

บางคนหรือบางครั้งมองดูในตัวของเรา
ไม่มีเลยสิ่งที่ดี
ศีล๕ ก็ไม่มี ศีล๘ ก็ไม่มี
แล้วจะเอาธรรมที่ไหน
มาตั้งไว้ในจิตในใจของตน
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
จากหนังสือธรรมะเล่มที่๒๗


* 397 copy700.jpg (489.4 KB, 700x1078 - ดู 66 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1473

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 19%
HP: 72.3%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1158 เมื่อ: 27 ตุลาคม 2569, 05:23:43 »

ความเห็นของผู้มีกิเลสข้าข้างตัว ยากที่จะเห็นตามธรรมวินัยคำสอนของพระพุทธเจ้า
ตกลงถ้ามีกิเลสอยู่ในใจของผู้ใดแล้ว  ความเห็นของผู้นั้นไม่บริสุทธิ์ใช้ไม่ได้
ทางที่พ้นทุกข์ที่แท้จริงนั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนให้อบรมใจ
คนใดได้มาอบรมใจ ใจสงบแล้วทอดธุระปล่อยวางเสียซึ่งสิ่งต่างๆ
ลงในปัจจุบันสงบได้ จะเห็นชัดขึ้นมาภายในเลยว่า
ทางนี้เป็นทางเป็นไปเพื่อสันติโดยแท้จริง

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
ปุจฉาวิสัชนาในต่างประเทศ
ณ.ประเทศออสเตรเลีย วันที่ 19 พ.ย. – 12 ธ.ค. พ.ศ. 2519


* 17 (6) copy700.jpg (624.54 KB, 700x1165 - ดู 31 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1473

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 19%
HP: 72.3%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1159 เมื่อ: 28 ตุลาคม 2569, 06:00:22 »

#ทำดีได้ดี
เราทำดีแล้วความดีของเราย่อมไม่หนีไปไหน
เราเป็นตัวของเองอยู่ดีๆ นั่นแหละ
คนอื่นให้ ก็เป็นการส่งเสริมความดีอย่างหนึ่ง
เขาไม่ให้ ความดีนั้นก็เป็นเราอยู่ดีๆ นั่นเอง
ถ้าพิจารณาได้อย่างนี้ ก็จะเป็นความดีของเราขึ้นอีกขั้นหนึ่ง
ถ้าไปคิดว่า เราทำดีแล้วเขาไม่ให้ความดีแก่เรา
เลยโกรธ คิดน้อยใจ เกิดอิจฉาริษยาอาฆาตพยาบาทแก่เขา
เลยสร้างกิเลสขึ้นมาใหญ่โต กิเลสสร้างกิเลสขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง
แทนที่จะชำระ เลยสะสมให้พอกพูนขึ้นมา
กิเลสคือความเศร้าหมองของใจ เราเห็นง่าย
ความเศร้าหมองที่เห็นง่ายๆ คือ ความโกรธ กลุ้มใจ
ทำให้มืดมิดปิดไม่ให้เห็นความดีของตนและคนอื่น
เขาจะดีสักเท่าไหร่ก็ไม่ยอมเห็น ไม่ยอมรู้ อันนั้นกิเลสปกปิดไว้
คือ ปิดใจของเรา หุ้มห่อใจของเรา ปัญญาของเรา
ไม่ให้เห็นเรื่องความดีของคนอื่นและสิ่งอื่น
จากพระธรรมเทศนาเรื่อง กิเลส
โดยหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วันที่ 17 กุมภาพันธุ์ 2520
ณ วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย


* 18 (1) copy 700.jpg (508.1 KB, 700x916 - ดู 11 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1473

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 19%
HP: 72.3%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1160 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2569, 06:04:42 »

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ขัดเกลาจิตใจของเราไม่ให้คิดชั่ว
ทำความเพียรพยายามคิดแต่ทางดี ทางบุญ ทางกุศล
ผลักดันความชั่วให้มันออกไป
จิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอเป็นสุข
สุขอะไรจะสุขเท่าอันนี้ไม่มี
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
จากหนังสือธรรมะเล่มทที่58


* 25 (1) copy700.jpg (449.92 KB, 700x1023 - ดู 9 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1473

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 19%
HP: 72.3%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1161 เมื่อ: วันนี้ เวลา 06:34:15 »

ศาสนาพุทธสอนถึงอัตตา สอนอัตตาเสียก่อนจึงค่อยสอนอนัตตา
อัตตา คือตัวตน ท่านสอนเบื้องต้น ให้พึ่งตนเอง ตนของตนเป็นที่พึ่งของตน
นี่เรียกว่าสอนถึงตัวตน เมื่อสอนอัตตาแล้วให้ ให้คิดค้นถึงตัวอัตตา
ที่เป็นของตนของตัวนั้นมีอะไรเป็นของแน่นอนถาวร
แล้วเป็นตนเป็นตัวจริงไหม คิดค้นไปถึงอัตตาแล้ว ไม่มีอะไรเป็นสาระ
เช่น ขันธ์๕ รูปก็ไม่ใช่ถาวรแน่นอน แก่เฒ่าชำรุดทรุดโทรม ไปเป็นลำดับ
ห้ามไม่ได้ บอกไม่ฟัง  ในผลที่สุดก็ดับสลายหายไป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนามธรรมก็ทำนองเดียวกัน
เวทนา เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยไม่มีเวทนาก็หายไป
สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เสื่อมสูญไปหมด
ในผลที่สุดก็ไม่มีสิ่งใดที่แน่นอนถาวร เห็นขันธ์๕เป็นของไม่แน่นอนถาวรถึงจะวางได้
วางนั้นแหละ คือ ตัวอนัตตา ปล่อยวางคือตัวอนัตตาทั้งรูปทั้งนาม
สอนเรื่องภาวนาจิตก็เป็นอนัตตา สอนไม่ได้ห้ามไม่ฟัง ไม่ให้คิดนึกก็คิดนึก
พอเราปล่อยวางไม่ยึดเอามาเป็นของเรา จิตที่คิดนึกส่งส่ายก็เลยหมดเรื่องไป
ถ้าเราไปยึดก็กลายเป็นของเราขึ้นมา ถ้าไม่ยึดก็เลยเป็นอนัตตา
เมื่อถึงอนัตตาเมื่อไหร่แล้วจะรู้สึกด้วยตนเองว่า
อะไรเป็นอนัตตา อะไรเป็นอัตตา เห็นชัดด้วยตนเอง
แต่อัตตาหรืออนัตตานั่นแหละเป็นเครื่องวัดเทียบกันอยู่ตลอดเวลา
ถ้ามีแต่อนัตตาฝ่ายเดียวไม่มีอัตตาเสียแล้ว เราก็ไม่มีเครื่องวัดเครื่องเทียบ
เมื่อไม่มีเครื่องวัดเครื่องเทียบก็ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร
อัตตามีสุขขนาดไหน มีทุกข์ขนาดไหน
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
ปุจฉาวิสัชนาในต่างประเทศ
ณ.ประเทศอินโดนิเซีย  วันที่ 25 ธ.ค. พ.ศ. 2519 – 17 มกราคม พ.ศ.2520


* 27 (2) copy700.jpg (615.76 KB, 700x1130 - ดู 8 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 76 77 [78]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!