|
middle spirit
|
 |
« ตอบ #1140 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2569, 06:01:44 » |
|
#มรรค 8 ซึ่งเห็นว่าเป็นของยากและเป็นของมากก็ดี เมื่ออาศัยความไม่ประมาท เพียรพยายามดำเนินติดต่อไปไม่ให้ขาดไม่ให้วิ่น มรรคทั้ง 8 จะเป็นของน้อยลงๆ แล้วจะยังเหลือแต่ผู้รู้ผู้พิจารณากับอารมณ์ที่พิจารณาอยู่นั้น หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี (สามทัพธรรม รหัส 4 หน้า 149)
|
.
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
middle spirit
|
 |
« ตอบ #1141 เมื่อ: 11 ตุลาคม 2569, 06:22:18 » |
|
#ธรรมไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดหรอก ธรรมะอันเดียวกันนั่นแหละ ถ้าหากสติอ่อนเมื่อไรก็เป็นเบื้องต้นเมื่อนั้น สติแก่กล้าเมื่อไร ก็เป็นท่ามกลาง และที่สุดเมื่อนั้น คือหมายความว่า สติคุมจิต อยู่ทุกขณะ จนกระทั่งเป็นมหาสติปัฏฐาน จะยืน เดิน นั่ง นอน ในอิริยาบถใด ๆ ทั้งหมด มีสติรอบตัวอยู่เสมอโดยที่ไม่ได้ตั้งใจให้มีสติ แต่มันเป็นของมันเอง สติควบคุมจิตไปในตัว เมื่อมีสติเช่นนั้น มันก็ไม่เกี่ยวข้องพัวพันกันกับสิ่งต่าง ๆ เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ลิ้นลิ้มรสต่าง ๆ กายได้สัมผัส มันก็เป็นสักแต่ว่าสัมผัส แล้วก็หายไป ๆ ไม่ได้เอามาเป็นอารมณ์ ไม่เอามาคำนึงถึงใจ อันนั้นเป็นมหาสติ แท้ทีเดียว หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
|
.
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
middle spirit
|
 |
« ตอบ #1142 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2569, 06:37:00 » |
|
#ของไม่มี ก็เป็นอาลัยอาวรณ์ #ให้มันมีขึ้นมา #มันมีแล้ว ก็เป็นอาลัยอาวรณ์ มันก็หมดเรื่องนะซี ไม่ทราบจะทำอย่างไร หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี จากหนังสือธรรมะเล่มที่๓๕
|
.
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
middle spirit
|
 |
« ตอบ #1143 เมื่อ: 13 ตุลาคม 2569, 05:35:07 » |
|
ศาสนาเป็นของดีแต่ผู้สอนเข้าใจผิด สอนผิดๆ ถูกๆ เลยทำให้คนเข้าใจผิดไปตาม และทำให้คนไม่อยากปฏิบัติตาม ดังได้อธิบายแล้วในมรรควิถีซึ่งเป็นข้อปฏิบัติอันไม่เลวเลย ถ้าปฏิบัติถูกตามนั้น เพราะอ้างหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ชี้ให้เห็นอย่างง่ายๆ แล้วก็ปฏิบัติได้ทุกคนด้วย พุทธศาสนาเป็นของดีมีเหตุผลเพียงพอควรแก่ปัญญาชนจะพิสูจน์ได้ เหตุนั้นพุทธศาสนาจึงตั้งมานาน ๒๕๒๐ กว่าปีมาแล้ว แต่เป็นที่น่าเสียดาย ผู้สอนเข้าใจผิดเลยสอนผิด ๆ ถูก ๆ เช่นสอนกรรมฐานกลัวจะเป็นบ้า คนที่ไม่เข้าใจก็กลัวไม่อยากปฏิบัติ แท้จริงพุทธศาสนาสอนคนบ้าอยู่แล้วให้กลับเป็นคนดี คนที่เลวๆ อยู่นั้นกลับเป็นปราชญ์ขึ้นมาได้ เช่นพระองคุลีมาลเที่ยวอาละวาดผู้คนตายไปตั้งพันแล้ว ไม่มีใครกล้าไปปราบได้เลยพระพุทธเจ้ากล้าปราบโดยปราศจากอาวุธใดๆ ทั้งสิ้นให้กลับเป็นคนดีมาบวชในศาสนาของพระองค์ ได้เป็นตัวอย่างพุทธศาสนาสอนคนบ้าอยู่แล้ว คือ บ้าในกามคุณห้า บ้ากิเลส จนลืมตัวหลงทำความชั่วต่างๆนานา พวกเหล่านี้เห็นผิดเป็นถูกบ้าทั้งนั้น พุทธศาสนาสอนให้รู้ตัวมีสติระวังสังวรทำสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่าให้เกิดโทษ มันจะเป็นบ้าได้อย่างไร วันนี้จะอธิบายหลักธรรมใหญ่ๆ ของพุทธศาสนาสักสามข้อไว้เป็นเครื่องพิจารณาต่อไป ข้อ ๑. ให้ละความชั่วทั้งหมด ข้อ ๒. ให้ประกอบแต่ความดีที่เป็นประโยชน์แก่ตนและคนอื่น ข้อ ๓. ให้ชำระใจของตนให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแม้ในอดีต ในอนาคต ก็รวมลงมา ๓ ข้อเท่านี้ เมื่อเราปฏิบัติให้ถูกต้องตามนี้แล้ว ได้ชื่อว่าปฏิบัติตามคำสอนของพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ไม่ต้องไปคอยให้พระศรีอาริยะเมตไตร หรือองค์ไหนๆ มาเกิดแล้วจึงจะปฏิบัติตาม ธรรม ๓ ข้อกล่าวโดยปริยัติคือ ละชั่วด้วยกาย วาจา และใจ และประกอบความดีด้วย กาย วาจา ใจ มิใช่ละชั่วแล้วอยู่เฉยๆ แล้วก็อยู่อย่างนั้นไม่ได้ ไม่ทำอย่างใดก็อย่างหนึ่ง หรืออาจทำชั่วอีกก็ได้ ฉะนั้นจึงสอนให้ทำใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่องเพื่อใจจะได้ไม่กลับมาทำชั่วอีกต่อไป ถ้าโดยทางปฏิบัติแล้ว ต้องทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องแผ่วปราศจากอกุศลบาปธรรมทั้งหมดเสียก่อนจึงจะละบาปทั้งปวงได้ เพราะใจเป็นผู้สั่งงานให้ กาย วาจา กระทำ ใจเป็นผู้งดเว้นบาปทั้งปวงแล้ว กาย วาจา ก็งดเว้นด้วยกัน คนเราที่มีการเคลื่อนไหว กาย วาจา อยู่นี้ เพราะใจจึงเคลื่อนไหวได้ ถ้าใจไม่มีเสียอย่างเดียว (คือคนตายแล้ว) กาย วาจา อันนี้ก็เคลื่อนไม่ได้ หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี คัดมาจากหนังสือปุจฉา-วิสัชนาในต่างประเทศ
|
.
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
middle spirit
|
 |
« ตอบ #1144 เมื่อ: 14 ตุลาคม 2569, 06:31:55 » |
|
เมื่ออบรมใจให้สงบแล้ว เป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข มันทุกข์เพราะความไม่สงบ #ความทุกข์และความสุข อยู่ตรงนี้แหละ ไม่ได้อยู่ที่อื่นไกลอะไร หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี จากหนังสือธรรมะเล่มที่๗๐
|
.
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
middle spirit
|
 |
« ตอบ #1145 เมื่อ: 15 ตุลาคม 2569, 05:40:15 » |
|
ถาม : ความรักและความโกรธทั้งๆที่รู้ตัวมันอยู่ แต่ทำไมมันจึงละไม่ได้? ------------------------------------- #ตอบ(หลวงปู่เทสก์): ความรักและความโกรธรู้มันก็ดีละซี่ กลัวแต่จะไม่รู้ตัวมันนั่นแหละ เมื่อมีความรักและความโกรธจะไปเพ่งแต่วัตถุภายนอก ไม่ได้เพ่งเข้ามาหาตัว เราจึงไม่หายรักและหายโกรธ วัตถุหรือบุคคล หรืออารมณ์นั้นๆ มิใช่ความรักหรือความโกรธอยู่ ณ ที่นั่น ที่นั่นเป็นแต่วัตถุอันหนึ่งเท่านั้น ใครจะรักหรือจะโกรธมัน มันก็อยู่อย่างนั้นของมัน #ผู้รักหรือผู้โกรธแท้คือตัวใจของเรานี้ต่างหาก #เหตุนั้นเมื่อจะดับความรักและโกรธจึงดับที่ใจของเรานี้ เราไม่ต้องละความรักและความโกรธหรอก #ถ้าเห็นความรักและความโกรธเกิดขึ้นที่ใจแล้วมันจะดับไปเอง #แม้แต่อารมณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวก็เช่นเดียวกัน หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี คัดลอกมาจากหนังสือปุจฉาวิสัชนาในประเทศ
|
.
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
middle spirit
|
 |
« ตอบ #1146 เมื่อ: 16 ตุลาคม 2569, 05:30:58 » |
|
"คนเราอยากได้ปัญญา เเต่ไม่ทราบว่า ปัญญานั้น...อยู่ไหน อยากได้สมาธิ ก็ไม่ทราบว่า...สมาธิอยู่ไหน เลยงมไปอย่างนั้นแหละ! บางคน ก็เป็นหรอกแต่ไม่รู้เรื่องว่ามันเป็น วันนี้อธิบายให้ฟังว่า... ลักษณะที่มันเป็นสมาธิ มันเป็นอย่างนี้ #ใจ มันแน่วแน่เต็มที่ #เห็นเรื่องทั้งหลายเหล่านั้น...ชัดเจนแจ่มแจ้ง จิต มันแน่วแน่ อันเดียว! อันนั้นแหละ! เป็นสมาธิ ถ้าจิตใจไม่แน่วแน่ ไม่เป็นสมาธิ ธรรมดาคนเรา ก็เห็นหรอก รู้จริงทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละ! ไปรู้นั่น...รู้นี่!อะไรต่างๆ แต่จิต...มันไม่เป็นสมาธิ รู้แล้ว...ก็หายไป
#ถ้าเป็นสมาธิ...#มันต้องเข้ามาตรงกลาง อยู่เสมอ ไม่ได้ส่งส่ายไปหาสิ่งต่างๆ รู้แล้ว...เข้ามาอยู่ตรงกลาง อันนั้น! จึงจะเป็นสมาธิ นี่! อธิบายถึงเรื่องทำสมาธิมันเป็นอย่างนี้ อบรมสมาธิต้องเป็นอย่างนี้... เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้แล้ว...ให้รวมใจเข้ามาให้ได้ รวมจิต...เข้ามาให้เป็นใจ เอาละ! อธิบายมาด้วยประการฉะนี้." หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย
|
.
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
middle spirit
|
 |
« ตอบ #1147 เมื่อ: 17 ตุลาคม 2569, 06:07:14 » |
|
"..ความรู้อันเกิดจากปริยัติ จะมากหรือน้อยอย่างไรก็ตาม หากไม่รู้จักปล่อยวางแล้ว จะเป็นอุปสรรคแก่การภาวนากรรมฐานอย่างยิ่ง จิตที่จะเข้าถึงภาวนากรรมฐานที่เรียกว่า ฌานก็ดี สมาธิก็ดี ต้องทิ้งสัญญาความจดจำอะไรต่างๆ แม้แต่ปริยัติที่ได้ศึกษากันมามากๆ ก็จะไม่มีในฌานสมาธินั้นเลย.." หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย เรื่องสามทัพธรรม
|
.
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
middle spirit
|
 |
« ตอบ #1148 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2569, 05:22:55 » |
|
การรู้จักทุกข์แบบที่เข้าถึงสัจจะ ต้องมีความสงบเป็นรากฐาน เห็นตัวทุกข์ เฉพาะในตัวของเรา เกิดสลดสังเวช ในตัวของเรา ที่หลงทุกข์ มัวเมาในทุกข์ ติดทุกข์ ยึดทุกข์เข้ามาเป็นอารมณ์ หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี จากหนังสือธรรมะเล่มที่๒๗
|
.
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
middle spirit
|
 |
« ตอบ #1149 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2569, 05:26:15 » |
|
|
.
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
middle spirit
|
 |
« ตอบ #1150 เมื่อ: 19 ตุลาคม 2569, 05:51:51 » |
|
ถ้าเราอยากจะเห็น ตัวพาล และ ตัวบัณฑิต ที่แท้จริงแล้ว ให้เอากระจกส่องดูหน้าเราก็จะพบได้ มันมีอยู่ครบในตัวของเรานี่เอง หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี จากหนังสือธรรมะเล่มที่๖
|
.
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
middle spirit
|
 |
« ตอบ #1151 เมื่อ: 19 ตุลาคม 2569, 16:33:10 » |
|
#ธรรมวินัย กฎ กติกา ระเบียบ ประเพณี ข้อวัตร การอบรมฝึกฝนตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เบื้องต้นทุก ๆ คนมาวัดฟังเทศน์ ฟังธรรม จำศีล มาบวชในพระธรรมวินัยนี้ ก็เพื่อจะมาอบรมกาย วาจา ใจ ของตนให้ถูกต้องตามธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะเข้าใจว่าคำสอนในพระพุทธศาสนานี้เป็นคำสอนที่ดีมีเหตุผลเชื่อถือได้ ก็บัดนี้กาลเวลาล่วงมานานแล้วเหลืออยู่ไม่กี่วันก็จะออกพรรษาแล้ว การอบรมฝึกฝนของพวกเราดังกล่าวมาแล้วนั้น บัดนี้ได้พากันตรวจดูผลลัพธ์แล้วหรือยังว่า ใครได้อะไรบ้างเป็นผลตอบแทน ไม่ว่าแต่เฉพาะปีนี้ละ ผู้ที่ได้อบรมฝึกฝนมาแล้วนาน ๆ หลายปีก็ตาม จงตรวจดูว่าเราทำการ อบรมฝึกฝนมาคุ้มค่าแล้วหรือยัง ธรรมดาคนเราผู้ ซึ่งจะเข้าไปศึกษาอบรมหาความรู้ ความดีในสถาบันใดก็ตาม จะต้องตัดสินใจตนเองเสียก่อนว่า สถาบันที่เราจะเข้าไปอบรมฝึกฝนนั้นเป็นสถาบันที่ดีและสามารถจะประสิทธิ์ ประสาท ให้ความรู้ความดีแก่เราได้สมเจตนาหรือไม่ โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาเป็นสถาบันอันดีเลิศ ไม่สักแต่ว่าจะประสิทธิ์ประสาทให้เราได้ความรู้ความฉลาด เพื่อการครองชีพเป็นสุขสมบูรณ์เท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้เราผู้เข้าใจแล้วทำตาม จนรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมเข้าถึงมรรคผลนิพพานได้ พระพุทธศาสนาจึงเป็นสถาบันอันสูงเยี่ยม เป็นที่รวมแห่งวัฒนธรรมและศีลธรรม ดำรงไว้ซึ่งสัมมาชีพ มีความผาสุขเป็นผลตอบแทน เมื่อเข้าใจรู้ชัดอย่างนี้แล้ว จึงเกิดศรัทธาอุตส่าห์เข้าอบรมในพระพุทธศาสนานี้ แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ถ้าทำไม่ดี ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์และปณิธานของตนแต่เบื้องต้น เช่นไม่ตั้งใจอบรมศึกษาให้เข้าใจในหลักธรรม มาทำลายระเบียบขนบธรรมเนียม กฎ กติกา ธรรมวินัยที่ท่านปฏิบัติไว้แล้ว ดื้อด้าน ฝ่าฝืน น้อมเอาระเบียบเหล่านั้นมาปฏิวัติเข้ากับกิเลสความต้องการของตน ตรงกันข้ามนอกจากจะเป็นการทำลายสถาบันอันมีเกียตริและศักดิ์สิทธิ์เคารพยิ่ง ของตนแล้ว ยังเป็นผลสะท้อนให้เกิดความเสื่อมเสียหายเดือดร้อนให้แก่คนมากมาย คล้ายกับว่าเรากำลังหิวอาหารเมื่อเห็นเขาเอาก้อนยาพิษมาขาย เราเข้าใจว่าได้รับประทานขนมที่อร่อยเพื่อแก้หิวเมื่อซื้อรับประทานเข้าไป แล้ว จึงจะรู้สึกว่ามิใช่ขนมเสียแล้ว แต่มันกลับเป็นยาพิษเพื่อสังหารชีวิต พึงตั้งข้อสังเกตดูภายในจิตใจ ของตน ๆ ก็จะรู้ได้ว่า เราเข้าอบรมฝึกฝนธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยความบริสุทธิ์จริงใจ หรือว่าเรามาบ่อนทำลายสถาบันอันมีเกียรติและศักดิ์สิทธิ์เคารพยิ่งของตน จะรู้ได้จากเหตุผลเหล่านี้ คือ เมื่อครูอาจารย์เพื่อนพรหมจรรย์ หรือใคร ๆก็ตาม ผู้ที่หวังดีต่อตักเตือนว่ากล่าวในสิ่งที่ชอบที่ควร เพื่อให้เข้าระเบียบธรรมวินัยก็ดีหรือได้เห็นได้ฟัง กฎ กติกา ระเบียบ ประเพณี ข้อวัตร และธรรมวินัยก็ดี แล้วทำให้เกิดความท้อใจ หนักใจ ขัดเคือง โกรธแค้น ไม่พอใจจนเป็นเหตุให้ล่วงละเมิดและฝ่าฝืน พึงเข้าใจเถิดว่านั้นเป็นบ่อนทำลายมิใช่เพื่อเชิดชูบำรุงส่งเสริมเสียแล้ว แต่ ถ้าเมื่อครูอาจารย์และเพื่อนพรหมจรรย์เป็นต้นผู้หวังดีต่อเรา กล่าวตักเตือนในสิ่งที่ดีที่ควรเพื่อให้เราประพฤติถูกต้องตามธรรมวินัยก็ดี ได้เห็นได้ฟังกฎ กติกา ระเบียบ ประเพณีข้อวัตรที่ท่านตั้งไว้แล้วก็ดี ยิ่งเพิ่มความเลื่อมใสแสดงความพอใจ อยากประพฤติให้ถูกต้อง ถามท่านผู้รู้เพื่อแนะแนวทางในการปฏิบัติให้ ไม่มีทิฐิมานะกระด้างถือตัว เหมือนกับบุคคลผู้ปรารถนากำลังแสวงหาทรัพย์อันมีค่าอยู่เมื่อใครก็ตามแม้แต่ คนขี้เรื้อนหาที่อยู่อาศัยมิได้ก็ตาม มาชี้แหล่งที่มีทรัพย์ให้ว่า ณ บริเวณที่ตรงนั้นมีแร่ต่าง ๆ ที่มีค่าหลายชนิด อาทิเช่น ทองคำและเพชรพลอยก็มาก ดังนี้ บุคคลนั้นเขาจะไม่แสดงความรังเกียจคนขี้เรื้อนคนนั้นเลย ความกระหยิ่มและปลื้มใจในการที่ได้รับคำบอกเล่า ทั้ง ๆที่ยังไม่เห็นทรัพย์ ก็จะนับจะประมาณมิได้เสียแล้ว อาการเหล่านี้เป็นอาการของผู้บวชเข้ามาอบรมฝึกฝน เพื่อเพิ่มพูนส่งเสริมเชิดชูพระพุทธศาสนา ให้เจริญก้าวหน้าโดยส่วนเดียว ให้คิดดูจงดีว่า ธรรมวินัย กฎ กติกา ระเบียบ ประเพณี ข้อวัตร ทั้งหลาย ท่านตั้งไว้เพื่อเป็นเครื่องอบรมฝึกฝนผู้ต้องการจะอบรมฝึกฝนกาย วาจา ใจ ของตนให้ดีขึ้นโดยลำดับ และมีไว้ก่อนนานแล้ว ก่อนแต่เรายังไม่เข้ามาอบรมฝึกฝนเสียด้วยซ้ำ เราสมัครใจเลื่อมใสเห็นว่า เป็นหนทางที่ดีที่ถูกแล้วจึงได้เข้ามาอบรมฝึกฝนโดยมิได้มีใครบังคับ แต่ เมื่อเข้ามาอบรมฝึกฝนแล้วกลับตาลปัตร มองไปแง่ไหน เห็นอะไรทำอะไร ดูเหมือนจะเป็นพิษเป็นภัย บีบบังคับแก่เราเสียคนเดียวทุก ๆ วิถีทางครูบาอาจารย์หมู่เพื่อนตักเตือน ก็เหมือนกับเอาหอกมายอกหัวอก บวชแบบนี้เข้ามาอบรมฝึกฝนเพื่อผลความดีมีความสุขตอบแทน เลยกลับตกนรกทั้งเป็นอย่างน่าสงสาร และใครจะช่วยก็ไม่ได้ด้วย ที่ แสดงมานี้เพื่อให้พวกผู้อยู่ภายในที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ช่วยกันตรวจดูว่าการที่พวกเราพากันมาอบรมฝึกฝนนี้ สิ่งใดยังบกพร่องอยู่ควรแก้ไขแล้วจงช่วยกันปรับปรุงแก้ไขให้มันดีขึ้น ถ้าสิ่งใดมันถูกต้องแล้วก็จงพากันส่งเสริมให้เจริญ ก้าวหน้าถาวรต่อไป อย่าได้ทอดทิ้งให้แต่ครูบาอาจารย์ผู้เป็นหัวหน้าคนเดียว มันหนักท่าน ความหนักของผู้เป็นหัวหน้ามิใช่แต่เรื่องบริหารอย่างเดียว มันมากนัก โดยเฉพาะเรื่องของพระแล้ว ภาระมากเหลือจะพูด พระผู้เป็นศูนย์กลางของทุก ๆอย่าง ทั้งดีและชั่ว บริหารวัดไม่ดี อบรมลูกศิษย์พุทธบริษัทไม่ดีก่อสร้างรักษาวัดไม่ดี ไม่ทำตามใจของลูกวัด และชาวบ้านผู้ต้องการ รับใช้เขาไม่ไหว เพราะสุขภาพไม่สมบูรณ์ และมีเหตุการณ์บางอย่างด้วยความจำเป็นเหล่านี้เป็นต้น เขาก็เกลียด ถ้าทำให้ถูกใจลูกวัดและชาวบ้าน แต่มันขัดต่อนโยบาย และระเบียบธรรมวินัยเมื่อทำไปแล้วก็เสีย เสื่อมสูญเศร้าหมองตนและพุทธศาสนา โดยเฉพาะการอบรมฝึกฝนลูกวัดและพุทธบริษัทเพื่อหวังดี บางทีไม่สักแต่ไม่ยอมเชื่อฟังทำตามเท่านั้น บางคนถึงกับโกรธหาเรื่องยกโทษต่าง ๆ นานาไปก็มี เวรกรรมของพระผู้เป็นหัวหน้าแท้ ๆ ฉะนั้น พระผู้ใหญ่บางท่านที่ขี้เกียจ ไม่ยอมรับเวรกรรม จึงปล่อยวางทอดธุระ ไม่เอาเรื่อง เพราะเห็นว่าทำไปแล้วไม่คุ้มค่า ผลที่สุดสถาบันอันสูงและมีเกียรติก็จะมีแต่สมาชิกที่เลวทรามมาอาศัย ทำให้ปัญญาชนเบื่อระอาขาดความเคารพนับถือ ผู้ที่ประพฤติตนเลวทรามเช่นนั้น ได้ชื่อว่ามาสร้างบาปกรรมทำความฉิบหายให้เกิดแก่ตนและส่วนรวมแท้ ๆ พระผู้หนักแน่นในศีลธรรมและระเบียบอันดีงาม หวังความเจริญแก่ตน ทนอยู่ไม่ไหว ก็หาอุบายเอาตนรอดทอดทิ้งพรรคพวกที่เลอะเทอะเหลวไหล ไว้ให้ย่ำยีพระธรรมวินัยตามวิสัยของคนเลว นี่นับเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาโดยไม่รู้ตัวจริง ๆ นี้ขอให้พา กันตรวจดูความประพฤติและจิตใจของพวกเราว่า เท่าที่เราได้เข้ามาบวชอบรมฝึกฝนในพระพุทธศาสนานี้ เราเข้ามาส่งเสริมเชิดชูให้เจริญรุ่งเรือง สมกับความเชื่อมั่นในเบื้องต้น ก่อนที่เราจะเข้ามาอบรมแล้วหรือยัง ถ้าหากเราเข้ามาเพื่อเป็นศัตรูบ่อนทำลายพุทธศาสนา อันเป็นสถาบันที่มีเกียรติเคารพสูงสุดของเรา ก็นับได้ชื่อว่าเป็นผู้มาสร้างบาปกรรมอย่างน่าใจหาย พุทธศาสนาเป็นของดีเด่นปรากฏแก่ชาวโลกมานานกว่าสองพันปีแล้วถ้าหากเราน้อม กายน้อมใจเลื่อมใสปฏิบัติตามโดยความสุจริตแล้ว จะได้ความปลื้มใจในการที่เราคนหนึ่ง ได้มีส่วนร่วมเชิดชู บำรุงพระพุทธศาสนา การที่เราเข้าไปศึกษาอบรมในสถาบันใดก็ตาม ไม่ว่าแต่ในพระพุทธศาสนา จะเป็นคริสตศาสนา ศาสนาอิสลาม และสำนักศึกษาใดก็ตาม อย่าได้ดึงข้อบัญญัติ กฎ กติกา ระเบียบประเพณีเป็นต้น ของสถาบันนั้น ๆให้มาเข้ากับกิเลสของตน หรือดัดแปลงแก้ไขข้อบัญญัติเหล่านั้นตามชอบใจของตน ตั้งตนเป็นศาสดาแทนเอาเสียเลย บุคคลผู้ทำตนเช่นนั้นจะเป็นการบั่นทอนความเจริญก้าวหน้าของตนเอง ผลที่สุดจะเป็นคนคับโลกไม่มีที่อยู่ หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
|
.
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
middle spirit
|
 |
« ตอบ #1152 เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:40:14 » |
|
#ความดี #ความชอบและสิ่งที่เราทำ เป็นของตัวแท้ๆ ไม่ใช่ของคนอื่นที่ไหน จึงควรรีบทำไว้เสีย ในเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ แก่เฒ่าไปแล้วทำไม่ได้ หรือดับแล้วก็ทำไม่ได้เหมือนกัน หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี จากหนังสือธรรมะเล่มที่๔๘
|
.
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|