พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ ( หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ) ?>
ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์แห่งภาคอีสาน
The Buddhist Art Conservation Club Of Esan (North Eastern Part Of Thailand)
13 ตุลาคม 2569, 06:11:08 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

กติกาในการ เช่า-แลกเปลี่ยนพระเครื่อง | พระเครื่องเมืองอุบลราชธานี | แจ้งปัญหาการใช้งาน
แจ้งเรื่องการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่จะให้เช่าพระเครื่องฯ | วิธีสมัครสมาชิกเว็บ

หน้า: 1 ... 75 76 [77]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ ( หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี )  (อ่าน 2159335 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 28 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1454

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 99%
HP: 97.9%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1140 เมื่อ: 10 ตุลาคม 2569, 06:01:44 »

#มรรค 8
ซึ่งเห็นว่าเป็นของยากและเป็นของมากก็ดี
เมื่ออาศัยความไม่ประมาท
เพียรพยายามดำเนินติดต่อไปไม่ให้ขาดไม่ให้วิ่น
มรรคทั้ง 8 จะเป็นของน้อยลงๆ
แล้วจะยังเหลือแต่ผู้รู้ผู้พิจารณากับอารมณ์ที่พิจารณาอยู่นั้น
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
(สามทัพธรรม รหัส 4 หน้า 149)


* 351-23 copy700.jpg (639.77 KB, 700x1036 - ดู 17 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1454

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 99%
HP: 97.9%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1141 เมื่อ: 11 ตุลาคม 2569, 06:22:18 »

#ธรรมไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดหรอก
ธรรมะอันเดียวกันนั่นแหละ ถ้าหากสติอ่อนเมื่อไรก็เป็นเบื้องต้นเมื่อนั้น
สติแก่กล้าเมื่อไร ก็เป็นท่ามกลาง และที่สุดเมื่อนั้น คือหมายความว่า สติคุมจิต อยู่ทุกขณะ จนกระทั่งเป็นมหาสติปัฏฐาน จะยืน เดิน นั่ง นอน ในอิริยาบถใด ๆ ทั้งหมด
มีสติรอบตัวอยู่เสมอโดยที่ไม่ได้ตั้งใจให้มีสติ
แต่มันเป็นของมันเอง สติควบคุมจิตไปในตัว
เมื่อมีสติเช่นนั้น มันก็ไม่เกี่ยวข้องพัวพันกันกับสิ่งต่าง ๆ
เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ลิ้นลิ้มรสต่าง ๆ กายได้สัมผัส มันก็เป็นสักแต่ว่าสัมผัส แล้วก็หายไป ๆ
ไม่ได้เอามาเป็นอารมณ์ ไม่เอามาคำนึงถึงใจ
อันนั้นเป็นมหาสติ แท้ทีเดียว
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี


* 375 copy700.jpg (537.46 KB, 700x1070 - ดู 15 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1454

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 99%
HP: 97.9%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1142 เมื่อ: 12 ตุลาคม 2569, 06:37:00 »

#ของไม่มี ก็เป็นอาลัยอาวรณ์
#ให้มันมีขึ้นมา #มันมีแล้ว ก็เป็นอาลัยอาวรณ์
มันก็หมดเรื่องนะซี
ไม่ทราบจะทำอย่างไร
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
จากหนังสือธรรมะเล่มที่๓๕



* 373 copy700.jpg (522.17 KB, 1000x748 - ดู 9 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1454

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 99%
HP: 97.9%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1143 เมื่อ: วันนี้ เวลา 05:35:07 »

ศาสนาเป็นของดีแต่ผู้สอนเข้าใจผิด สอนผิดๆ ถูกๆ เลยทำให้คนเข้าใจผิดไปตาม และทำให้คนไม่อยากปฏิบัติตาม ดังได้อธิบายแล้วในมรรควิถีซึ่งเป็นข้อปฏิบัติอันไม่เลวเลย ถ้าปฏิบัติถูกตามนั้น เพราะอ้างหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ชี้ให้เห็นอย่างง่ายๆ แล้วก็ปฏิบัติได้ทุกคนด้วย
พุทธศาสนาเป็นของดีมีเหตุผลเพียงพอควรแก่ปัญญาชนจะพิสูจน์ได้ เหตุนั้นพุทธศาสนาจึงตั้งมานาน ๒๕๒๐ กว่าปีมาแล้ว แต่เป็นที่น่าเสียดาย ผู้สอนเข้าใจผิดเลยสอนผิด ๆ ถูก ๆ เช่นสอนกรรมฐานกลัวจะเป็นบ้า คนที่ไม่เข้าใจก็กลัวไม่อยากปฏิบัติ แท้จริงพุทธศาสนาสอนคนบ้าอยู่แล้วให้กลับเป็นคนดี คนที่เลวๆ อยู่นั้นกลับเป็นปราชญ์ขึ้นมาได้ เช่นพระองคุลีมาลเที่ยวอาละวาดผู้คนตายไปตั้งพันแล้ว ไม่มีใครกล้าไปปราบได้เลยพระพุทธเจ้ากล้าปราบโดยปราศจากอาวุธใดๆ ทั้งสิ้นให้กลับเป็นคนดีมาบวชในศาสนาของพระองค์ ได้เป็นตัวอย่างพุทธศาสนาสอนคนบ้าอยู่แล้ว คือ บ้าในกามคุณห้า บ้ากิเลส จนลืมตัวหลงทำความชั่วต่างๆนานา พวกเหล่านี้เห็นผิดเป็นถูกบ้าทั้งนั้น พุทธศาสนาสอนให้รู้ตัวมีสติระวังสังวรทำสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่าให้เกิดโทษ มันจะเป็นบ้าได้อย่างไร
วันนี้จะอธิบายหลักธรรมใหญ่ๆ ของพุทธศาสนาสักสามข้อไว้เป็นเครื่องพิจารณาต่อไป
ข้อ ๑. ให้ละความชั่วทั้งหมด
ข้อ ๒. ให้ประกอบแต่ความดีที่เป็นประโยชน์แก่ตนและคนอื่น
ข้อ ๓. ให้ชำระใจของตนให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแม้ในอดีต ในอนาคต ก็รวมลงมา ๓ ข้อเท่านี้ เมื่อเราปฏิบัติให้ถูกต้องตามนี้แล้ว ได้ชื่อว่าปฏิบัติตามคำสอนของพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ไม่ต้องไปคอยให้พระศรีอาริยะเมตไตร หรือองค์ไหนๆ มาเกิดแล้วจึงจะปฏิบัติตาม
ธรรม ๓ ข้อกล่าวโดยปริยัติคือ ละชั่วด้วยกาย วาจา และใจ และประกอบความดีด้วย กาย วาจา ใจ มิใช่ละชั่วแล้วอยู่เฉยๆ แล้วก็อยู่อย่างนั้นไม่ได้ ไม่ทำอย่างใดก็อย่างหนึ่ง หรืออาจทำชั่วอีกก็ได้ ฉะนั้นจึงสอนให้ทำใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่องเพื่อใจจะได้ไม่กลับมาทำชั่วอีกต่อไป
ถ้าโดยทางปฏิบัติแล้ว ต้องทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องแผ่วปราศจากอกุศลบาปธรรมทั้งหมดเสียก่อนจึงจะละบาปทั้งปวงได้ เพราะใจเป็นผู้สั่งงานให้ กาย วาจา กระทำ ใจเป็นผู้งดเว้นบาปทั้งปวงแล้ว กาย วาจา ก็งดเว้นด้วยกัน คนเราที่มีการเคลื่อนไหว กาย วาจา อยู่นี้ เพราะใจจึงเคลื่อนไหวได้ ถ้าใจไม่มีเสียอย่างเดียว (คือคนตายแล้ว) กาย วาจา อันนี้ก็เคลื่อนไม่ได้
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
คัดมาจากหนังสือปุจฉา-วิสัชนาในต่างประเทศ


* 376 copy.jpg (430.79 KB, 700x1030 - ดู 2 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 75 76 [77]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!