พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ ( หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ) ?>
ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์แห่งภาคอีสาน
The Buddhist Art Conservation Club Of Esan (North Eastern Part Of Thailand)
30 กรกฎาคม 2569, 05:34:38 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

กติกาในการ เช่า-แลกเปลี่ยนพระเครื่อง | พระเครื่องเมืองอุบลราชธานี | แจ้งปัญหาการใช้งาน
แจ้งเรื่องการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่จะให้เช่าพระเครื่องฯ | วิธีสมัครสมาชิกเว็บ

หน้า: 1 ... 72 73 [74]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ ( หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี )  (อ่าน 2119841 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1411

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 52%
HP: 53.9%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1095 เมื่อ: 11 กรกฎาคม 2569, 03:39:52 »

#เอาเปลือกมาเป็นแก่น
เวลาภาวนาเกิดอารมณ์ต่างๆ
ก็คิดนึกปรุงแต่งเข้าใจว่าตนดิบตนดี ผลที่สุดจิตไม่รวมลงไปได้ อันนั้นเรียกว่า เอาเปลือกมาเป็นแก่น
เวลาภาวนาจิตฟุ้งซ่าน
เกิดจากอารมณ์ คิดนึกปรุงแต่งไปกับอารมณ์ เข้าใจว่าเป็นปัญญา ก็ยิ่งฟุ้งซ่านปรุงแต่งมาก
แล้วเข้าใจว่า ตนเฉลียวฉลาด
เลยอวดตัวอวดตนว่าวิเศษวิโส
อันนี้ก็เรียกว่า เอาเปลือกมาเป็นแก่น

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย


* 10 (26) copy.jpg (561.17 KB, 800x1209 - ดู 34 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1411

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 52%
HP: 53.9%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1096 เมื่อ: 12 กรกฎาคม 2569, 05:15:22 »

ทำอะไรทั้งหมดไม่พ้นจากธรรม
ทำดีเรียก สุจริตธรม ให้ผลเป็นสุข
ทำชั่วเรียก ทุจริตธรรม ให้ผลเป็นทุกข์
แต่ว่าเราต้องสอนให้ซาบซึ้งเข้าไปถึงจิตใจของเขา
ให้เข้าใจว่า ใจเป็นธรรม รู้ตัวเสมอว่าเป็นธรรม
ถ้าเขาทำไปไม่รู้จักว่านั่นเป็นธรรม ก็จะทอดทิ้งธรรมนั้นไปเสีย
พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนธรรมที่เป็นสาระและทำชีวิต
ให้มีค่าแก่พวกเรา

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี


* 14 (20) copy800.jpg (439.47 KB, 800x1185 - ดู 29 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1411

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 52%
HP: 53.9%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1097 เมื่อ: 17 กรกฎาคม 2569, 06:06:26 »

หลักใหญ่ของพระพุทธเจ้าทรงสอนให้
"ชาวโลกมีธรรมะ ให้พวกเราปฏิบัติถูกต้องเท่านั้น
เพราะเป็นการนำมาซึ่งความสุขคามสบายแก่ตน
การอยู่ด้วยกันนับแต่สองคนขึ้นไปต้องปฏิบัติถูกต้องตามหลักธรรม
จึงจะอยู่อย่างมีความสุขความสบาย ตามกำลังความสามารถของตน"

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
คุณค่าและประโยชน์ของพระพุทธศาสนา
แสดง ณ.วัดหินหมากเป้ง วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.251


* IMG_20260716_0007 copy3-7 copy800.jpg (832.93 KB, 800x1184 - ดู 20 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1411

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 52%
HP: 53.9%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1098 เมื่อ: 18 กรกฎาคม 2569, 05:52:42 »

พระธรรมย่อมตามรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว
ถ้าหากผู้ตั้งมั่นอยู่ในคุณพระธรรมจริงจังแล้ว คนนั้นไม่สามารถตกไปในที่ชั่ว
คือเห็นพระธรรมเตือนอยู่เสมอ ชั่วเราก็รู้ ดีเราก็รู้ ความรู้ที่เรารู้ว่าดีว่าชั่ว นั่นคือตัวพระธรรม

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
การสร้างพระ
แสดง ณ วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย วันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓


* restor (370) copy.jpg (707.04 KB, 800x1156 - ดู 24 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1411

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 52%
HP: 53.9%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1099 เมื่อ: 28 กรกฎาคม 2569, 05:29:56 »

ผู้มาเห็นโทษของจิตว่า วุ่นวายส่งส่าย มันเป็นทุกข์
แล้วมาพิจารณาเรื่องอารมณ์ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องของจิตผู้คิดนึกไปตามอารมณ์ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แล้วเรามาแยกออกจากกันเสีย
เอาอารมณ์ออกไปไว้ส่วนหนึ่ง เอาจิตออกไปไว้ส่วนหนึ่ง
เมื่อเอาจิตแยกออกไปจากอารมณ์แล้ว
จิตก็จะอยู่คนเดียวแล้วมาเป็นใจ อารมณ์ก็หายไปโดยไม่รู้ตัว
คราวนี้จะเห็นได้ชัดเจนเลยทีเดียวว่า
สรรพกิเลสทั้งปวงและโทษทุกข์ทั้งหลาย
ที่มนุษย์คนเราพากันได้เสวยอยู่นี้
ล้วนแต่จิตผู้เดียวเป็นผู้หามาใส่
ถ้าจิตไม่ไปหามาใส่แล้ว จิตก็จะกลายเป็นใจ
ไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง อยู่เป็นสุขส่วนเดียว

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
(สิ้นโลก เหลือธรรม รหัส 4 หน้า 356)


* Gemini_Generated_Image_59z9z59z9z59z9z5 copy 2-7 copy.jpg (487.85 KB, 700x1020 - ดู 6 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1411

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 52%
HP: 53.9%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1100 เมื่อ: 29 กรกฎาคม 2569, 05:51:59 »

#อาสาฬหบูชา#  เป็นวันคล้ายวันพระพุทธเจ้าทรงตรัสพระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นต้น เป็นครั้งแรกแต่ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

อริยสัจธรรม ๔ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เรียกโดยย่อว่า “ธรรมจักร” ทำไมจึงเรียกธรรมจักร คือมันมี ปริวัฎ ๓ อาการ ๑๒ อริยสัจธรรม ๔ แต่ละอันๆ มีปริวัฏ ๓ คือทรงเทศนาเวียน ๓ รอบ จึงเป็นอาการ ๑๒ แล้วท่านก็ทรงเทศนารวมความว่า ปริวัฏ ๓ อาการ ๑๒ นี้ทำกิจในขณะจิตเดียว อันนั้นเป็นของละเอียดหน่อย พระองค์ทรงพิจารณาเห็นชัดเจนด้วยพระองค์เองแล้วจึงเอามาเปิดเผย แต่ก็ยากที่พวกเราทั้งหลายจะเข้าใจ ถึงไม่เข้าใจก็จะเทศนาให้ฟังพอเป็นเครื่องพิจารณาดังนี้

ทุกข์ ชาติปิ ทุกขา ชราปิ ทุกขา มรณัมปิ ทุกขัง เรียกว่า ทุกข์กาย โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส เรียกว่า ทุกข์ใจ ทุกข์เป็นของควรกำหนดมิใช่ของควรละ และก็เป็นธรรมด้วยทุกข์มีชาติเป็นต้นมีอยู่ในตัวของเรา ไม่ได้มีที่อื่น ส่วนทุกข์ปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ อีกนับไม่ถ้วน

สมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ คือตัณหา ๓ อย่าง กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

กามตัณหา คือความพอใจรักใคร่ ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หาที่สุดไม่ได้ กามตัณหานี้เป็นตัวประธานของทุกข์ทั้งปวง

ภวตัณหา ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ได้มาแล้วก็ไม่พอยังอยากได้อีก ซึ่งเป็นเหตุต่อเนื่องมาจากกามตัณหา เป็นตัวบวกให้เกิดทุกข์

วิภวตัณหา ความไม่ยินดี ในการักใคร่พอใจในรูปเป็นต้น หรือได้สิ่งต่างๆ ที่ตนปรารถนามาแล้วกลับไม่พอใจ ไม่อยากได้ ไม่อยากประสบพบเห็นสิ่งนั้นๆ นี้ก็เป็นตัวลบ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์อีกประการหนึ่ง

ธรรมดาสิ่งทั้งปวงนี้เป็นของมีอยู่ในโลกนี้ ต้องมีการบวกเมื่อบวกมากๆ แล้วไม่ลบก็ไม่ทราบว่าจะเอาไปไว้ไหนกัน เมื่อมีการบวกและการลบจึงค่อยเป็นโลกคือตัวสมุทัย

นิโรธ คือความดับทุกข์ คือไม่อยากมีอยากเป็นก็ไม่ว่าอยากมีอยากเป็นก็ไม่ว่า ความวางเป็นกลางเฉย ๆ มันจะทุกข์มาจากไหน เอาเถิด ถึงจะละไม่ได้โดยตลอดที่เรามีชีวิตอยู่นี้ก็เอาในปัจจุบันก่อน ละในปัจจุบันวางใจให้เฉยๆ ให้เป็นกลางๆ นั้นแหละนิโรธก่อนแล้ว นั่นนิโรธของเรา ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า เราทำได้อย่างนี้ทำได้บ่อยๆ วันหนึ่งข้างหน้าจะต้องเป็นของเราแน่นอน

มรรค มีองค์ ๘ เป็นทางไปถึงนิโรธ คือความดับทุกข์ มีสัมมาทิฐิขึ้นต้น สัมมาคือความชอบ ทิฐิคือความเห็น ใครเห็นอะไรก็อันนั้นแหละว่าเป็นของชอบทั้งนั้น มันยากอยู่ตรงนั้นแหละ

ทุกข์กับนิโรธอันนี้เป็นผล สมุทัยและมรรคอันนี้เป็นเหตุ ธรรมมันต้องมีเหตุมีผล เมื่อมีเหตุก็เกิดธรรมนั้นๆ ขึ้น เมื่อเหตุดับ ธรรมทั้งหลายก็ดับหมด เหตุนั้นเพราะพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัมมาทิฐิเกิดขึ้นในพระทัยของพระองค์ คือความเห็นอันนั้นเป็นกลางวางเฉยจึงได้เทศนาในธรรมจักรว่า ทางสองแพร่งอันพรรพชิตไม่ควรเสพ คือ อัตตกิลมถานุโยค ทำตนให้เหน็ดเหนื่อยเปล่า เช่น พวกฤาษีโยคีต่างๆ ทำความลำบากตรากตรำตนต่างๆ นานา ไม่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน ไม่เป็นไปเพื่อความพ้นจากทุกข์ และ กามสุขัลลิกานุโยค เป็นไปเพื่อกามกิเลสอันเป็นเหตุให้มัวหมองเศร้าหมอง ท่านเรียกทาง ๒ อย่างนี้ว่าทางสุดโต่ง พระองค์ได้รู้ชัดขึ้นในพระทัยของพระองค์โดยไม่มีใครบอกเล่าหรือเล่าเรียนมาแต่ก่อนเลย ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์ดังนี้

จกฺขํ อุทปาทิ จักษุคือตาอันเป็นเพชร สามารถรู้แจ้งเป็นธรรมในที่ทุกสถาน หาสิ่งใดปกปิดไม่ได้ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์

ญาณํ อุทปาทิ ญาณคือความรู้ทั้งอดีตอนาคตทั้งของพระองค์และบุคคลอื่นอันหาที่สุดไม่ได้ จนสิ้นสงสัยในพระทัยของพระองค์ ได้เกิดขึ้นแล้ว

ปญฺญา อุทปาทิ ปัญญารอบรู้ในสรรพเญยธรรมทั้งหลายอันหาที่สุดไม่ได้ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์

วิชฺชา อุทปาทิ ความรู้วิเศษอันล่วงเสียซึ่งความรู้ของมนุษย์ เทวดา อินทร์ พรหม ไม่มีเหมือนของพระองค์ได้เกิดขึ้นแล้ว

อาโลโก อุทปาทิ พระองค์มองเห็นโลกทั้งหมดเป็นสักแต่ว่า “เป็นธาตุ” ไม่มีมนุษย์ บุรุษ หญิง ชาย มิใช่รู้แจ้งอย่างกลางวันหรือมีแสงสว่างอย่างพระอาทิตย์พระจันทร์แต่เห็นชัดด้วยใจของพระองค์ ได้เกิดขึ้นแล้ว

ที่จริงโลกก็เป็นโลกนั่นแหละ เกิดมาในโลกก็ต้องเป็นโลก แต่ความรู้ของพระองค์มันพลิกล็อคไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากอำนาจสมาธิภาวนาอันแน่วแน่ภายในของพระองค์ เห็นอย่างไรจึงกลายเป็นธรรมได้ คนเกิดมาในโลกนี้มันเป็นโลกอยู่แล้วหมดทั้งตนทั้งตัว แต่พระองค์ทรงเห็นว่าเกิดขึ้นมามันแก่ มันเจ็บ มันตาย ของเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยง อันนี้เป็นทุกข์ ทุกตัวตนทุกสัตว์ทุกหมู่เหล่าเป็นเหมือนกันหมด อันนั้นแหละมันเป็นธรรม เรียกว่า “เห็นโลกเห็นธรรม” โลกเลยไม่มี ของเหล่านี้เกิดขึ้นที่พระองค์โดยไม่ได้คิดตามตำรา ไม่ได้ยินได้ฟังจากคนไหนมาก่อน แต่หากปรากฏขึ้นมาที่พระทัยอันใสสะอาดปราศจากมลทินมัวหมอง มีสมาธิผ่องใสบริสุทธิ์เป็นพื้นฐาน เรียกว่า “สัพพัญญูพุทธะ” เกิดขึ้นมาเองด้วยตนเอง

โดยใจความของธรรมจักร ก็มีธรรม ๔ ประการ คือ มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มีปริวัฏ ๓ คือ

ปริวัฏที่หนึ่ง นี้คือ แสดงถึงทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคแต่ละอันนี้เป็นตัวยืน

ปริวัฏที่สอง ทุกข์เป็นของควรกำหนด มิใช่ของควรละ แล้วก็เป็นธรรมด้วย สมุทัยจึงเป็นของควรละ นิโรธเป็นของควรทำให้แจ้ง มรรคเป็นของควรเจริญ

ปริวัฏที่สาม ทุกข์เป็นของควรกำหนด เราได้กำหนดแล้ว สมุทัยเป็นของควรละ เราได้ละแล้ว นิโรธเป็นของควรทำให้แจ้ง เราได้ทำให้แจ้งแล้ว มรรคเป็นของควรเจริญ เราได้เจริญแล้ว

อาการ ๑๒ นี้เมื่อมันจะเกิดมันก็เกิดขึ้นมาเองในขณะจิตเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลำดับดังที่อธิบายมานี้หรอกรู้แจ้งเห็นจริงหมดทุกสิ่งทุกอย่าง หายสงสัยในธรรมทั้งปวง อันนั้นเป็นของยาก ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ หากคนใดทำได้แล้วเกิดความรู้ขึ้นมานั่นแหละจึงจะเห็นด้วยตนเอง ธรรมอันนี้เป็นของลึกซึ้งมากที่สุด รู้เห็นเฉพาะตนเอง คนอื่นหารู้ด้วยไม่

เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสพระธรรมเทศนาที่เรียกว่า พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นครั้งแรกให้แก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ อันมี พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นต้น ฟังจบแล้ว ท่านได้ดวงตาเห็นธรรมว่า “สิ่งทั้งปวงมีความเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกับไปเป็นธรรมดา” (คือได้พระโสดาบันบุคคล) แล้วท่านจึงขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า พรองค์ก็ได้ประทานเอหิภิกขุให้เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา แล้วก็เป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในพุทธศาสนาอีกด้วย พระไตรสรณคมน์จึงครบ ๓ ตั้งแต่นั้นมา แล้วพระองค์ก็ได้เทศนาด้วยธรรมหลายปริยายให้ท่านทั้งห้านั้นฟัง จนที่สุดได้แสดง “อนัตตลักขณสูตร” ให้ฟังท่านเหล่านั้นจึงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วท่านทั้ง ๔ องค์จึงขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระพุทธเจ้า

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร



* S__6479879 copy 6-4.jpg (529.54 KB, 739x1077 - ดู 2 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 72 73 [74]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!