พระครูปัญญาวิสุทธิ์ (หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส) วัดป่าพระสถิตย์ จ.หนองคาย ?>
ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์แห่งภาคอีสาน
The Buddhist Art Conservation Club Of Esan (North Eastern Part Of Thailand)
06 กรกฎาคม 2569, 05:15:04 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

กติกาในการ เช่า-แลกเปลี่ยนพระเครื่อง | พระเครื่องเมืองอุบลราชธานี | แจ้งปัญหาการใช้งาน
แจ้งเรื่องการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่จะให้เช่าพระเครื่องฯ | วิธีสมัครสมาชิกเว็บ

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระครูปัญญาวิสุทธิ์ (หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส) วัดป่าพระสถิตย์ จ.หนองคาย  (อ่าน 68 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1376

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 14%
HP: 79.4%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 15:18:56 »

หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส
วัดป่าพระสถิตย์ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส

คำปรารภ
ก่อนอื่นที่ท่านผู้อ่าน จะได้รู้จะได้อ่านหนังสือชีวประวัติองค์หลวงปู่บัวพานี้ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าไปมอบตัวเป็นลูกศิษย์ อยู่ศึกษากับองค์หลวงปู่อยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้อยู่เป็นประจำเหมือนกับองค์อื่นๆ เคยได้อยู่ใกล้ชิดได้ฟังองค์ท่านเล่าความเป็นมาขององค์ท่านเมื่ออยู่กับองค์หลวงปู่เสาร์ ให้ได้ฟังอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นหนังสือขึ้นมา ได้แต่ทบทวนความจำเอาไว้เท่านั้น เพราะตัวข้าพเจ้ามีการศึกษาน้อย รู้ตัวเองว่าไม่มีสติปัญญาความสามารถที่จะทำเป็นหนังสือขึ้นมาได้ แต่พอเมื่อองค์หลวงปู่ได้ล่วงลับจากเราไปอย่างไม่มีโอกาสจะได้พบเห็นองค์ท่านอีก คงเหลือไว้แต่คุณงามความดี บุญคุณที่องค์ท่านมีต่อเรา เคียงคู่กับความทรงจำของหัวใจ ข้าพเจ้าจึงเฝ้าคอยฟัง คอยดู คอยอ่านประวัติท่านพระอาจารย์ผู้มีพระคุณอันสูงสุดในหัวใจ จนล่วงเลยมาเป็นสิบปีก็ไม่ปรากฏว่ามีท่านผู้ใดจัดทำขึ้น ทั้งที่คณะลูกศิษย์ลูกหาที่เคยอยู่และไปศึกษากับองค์ท่านก็มีมากพอสมควร ก็ไม่มีแววให้ได้พบได้อ่าน ข้าพเจ้าจึงได้แต่ปรารภอยู่ในใจเพียงคนเดียว โดยไม่มีใครรู้ ว่าพระครูบาอาจารย์ที่เราเคารพสูงสุดในหัวใจ และปฏิปทาอันงดงาม เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และเราถือว่าองค์ท่านเป็นพระที่สำคัญองค์หนึ่งทางฝ่ายพระป่า แต่องค์ท่านเป็นพระที่เก็บตัว ไม่ค่อยแสดงออก ไม่ค่อยบอกให้ใครรู้เรื่องขององค์ท่านเลย ก็มีแต่พวกลูกศิษย์ลูกหาที่อยู่ใกล้ๆ พอจะได้ชมได้รู้ความสำคัญขององค์ท่านบ้าง ข้าพเจ้าจึงมาคิดว่าพระดีๆ อย่างองค์หลวงปู่จะเลือนลางจางหาย และดับสิ้นไปกับองค์ท่านโดยไม่มีใครได้มีโอกาสได้รู้ความสำคัญขององค์ท่านเลย มันไม่น่าจะเป็นไปได้ ข้าพเจ้าคิดแล้วคิดอีก คอยแล้วคอยเล่า ถ้าเราจะเป็นคนทำหนังสือขึ้นมา ตัวเราเองก็เป็นผู้ด้อยทุกๆ อย่าง ไม่ว่าการศึกษา สติปัญญา และความสามารถจึงเป็นเหตุให้จนสติปัญญาจนใจในทุกๆ ด้าน แต่ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่จนศรัทธาในองค์ท่าน ข้าพเจ้าจึงพยายามทำหนังสือชีวประวัติท่านพระอาจารย์ขึ้นมา ด้วยความมีศรัทธาอันหาประมาณมิได้ แต่ต้องขออภัยท่านผู้รู้ผู้อ่านมา ณ โอกาสนี้ด้วย เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้ด้อยทุกอย่างจริงๆ แต่ยึดเหนี่ยวอาศัยเอาแรงศรัทธาเป็นเครื่องผลักดันความด้อยทุกๆ อย่างไป เพื่อเป็นการเทิดทูนบูชาพระคุณพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณอันสูงสุดในหัวใจ ผิดพลาดประการใด โปรดให้อภัยแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด 

สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้ผิด บัณฑิตยังรู้หลง หงส์ทองยังต้องถลา เหยี่ยวภาย่อมรู้หลงผิดจนติดนิสัย ฝากไว้ให้ท่านผู้รู้ผู้อ่านในการติชม ไม่เหมาะไม่สมขอรับติชมแต่เพียงผู้เดียว 

พระพล ยโสธโร   (  หลวงปู่พล ยโสธโร วัดภูหล่มขุม บ.หนองนกเขียน ต.ร่มเกล้า อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร)
(๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่พล ยโสธโร ๏
วันนี้วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘ เป็นวันเจริญอาบุวัฒนมงคล ครบรอบ ๗๓ ปี หลวงปู่พล ยโสธโร วัดภูหล่มขุม บ.หนองนกเขียน ต.ร่มเกล้า อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร หลวงปู่พล ยโสธโร เป็นลูกศิษย์ระดับต้น ๆ ของหลวงปู่หล้า เขมปัตโต แห่งวัดภูจ้อก้อ อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร  หลวงปู่พล ยโสธโร เคยไปจำพรรษากับครูบาอาจารย์หลายท่านในสมัยนั้น เช่น หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส และจำพรรษาร่วมกับ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน และ หลวงปู่เทศก์ เทสรังสี เป็นต้น
หลวงปู่พล ยโสธโร เกิดเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ท่านได้เข้าอุปสมบทในพระพุทธศาสนาเมื่อปี ๒๕๑๗ ณ วัดอรัญญบรรพต อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้านเกิด โดยมีหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ เป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นได้ไปจำพรรษาเพื่อเรียนปริยัติและฝึกปฏิบัติวิปัสสนา ณ วัดป่าพระสถิตย์ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัเหนองคาย กับหลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส ซึ่งในด้านปริยัติธรรมหลวงปู่พลเรียนจบนักธรรมชั้นเอก หลังจากนั้นหลวงปู่ได้หันเหชีวิตเข้าสู่การปฏิบัติภาวนาจนถึงปัจจุบัน)



* 0606 copy.jpg (335.83 KB, 700x928 - ดู 25 ครั้ง.)

* ลป.บัวพา5 copy.jpg (274.26 KB, 700x920 - ดู 16 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1376

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 14%
HP: 79.4%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 15:35:27 »

ชีวประวัติ หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส
วัดป่าพระสถิตย์ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

ความเป็นมาขององค์หลวงปู่บัวพาโดยลำดับแล้ว นับว่ายากที่จะได้รับรู้ประวัติของท่านให้ได้โดยละเอียด เพราะโดยนิสัยขององค์ท่านแล้วเป็นคนที่มีนิสัยพูดน้อยและไม่ค่อยพูดเรื่องของตัวเอง ถ้าจะพูดก็พูดเกี่ยวเนื่องกับพระอาจารย์ขององค์ท่าน คือองค์หลวงปู่ใหญ่เสาร์นั่นเอง แต่องค์หลวงปู่บัวพาเป็นผู้พูดน้อย ปฏิบัติมากและทำแบบสม่ำเสมออย่างมั่นคง ไม่จับๆ วางๆ ฉะนั้นการเขียนประวัติขององค์หลวงปู่จึงเป็นการยากที่จะรวบรวมให้ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ถ้าขาดตกบกพร่องด้วยประการใด จึงขอความกรุณาให้อภัยผู้เรียบเรียงด้วยเทอญ เพราะเป็นผู้มีปัญญาน้อย แต่ศรัทธาหาประมาณมิได้
องค์หลวงปู่บัวพา หรือท่านพระครูปัญญาวิสุทธิ์ สถานะเดิมขององค์ท่าน เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๓๑ ตุลาคม ปีพุทธศักราช ๒๔๕๕ ณ ที่บ้านบึงแก อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดยโสธร) โยมบิดาชื่อ นายหยาด โยมมารดาชื่อ นางทองสา แสงศรี มีพี่น้องด้วยกัน ๗ คนคือ
•   องค์หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส (แสงศรี)
•   นางมี (ถึงแก่กรรมแล้ว)
•   นายจันทร์ แสงศรี (ถึงแก่กรรมแล้ว)
•   นายคำพัน แสงศรี (ถึงแก่กรรมแล้ว)
•   นางนาง แสงศรี
•   นางกาสี แสงศรี
•   นายหนู แสงศรี


* IMG_20260705_0006 copy2 copy.jpg (518.51 KB, 700x460 - ดู 16 ครั้ง.)

* IMG_20260705_0006 copy 2.jpg (507.02 KB, 720x503 - ดู 17 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1376

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 14%
HP: 79.4%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 15:55:59 »

เมื่อกาลต่อมา โยมบิดามารดาของท่านได้อพยพไปตั้งหลักแหล่งใหม่ที่บ้านกุดกุง ตำบลสงเปือย อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธรปัจจุบัน อาชีพบิดามารดาของท่านทำนา ตามอุปนิสัยขององค์หลวงปู่แล้ว เมื่อเป็นฆราวาสนั้นเป็นคนพูดน้อย มีความเคารพนอบน้อมเชื่อฟังผู้ใหญ่ คือเป็นคนว่าง่ายสอนง่าย แต่โดยส่วนมากนิสัยขององค์หลวงปู่เป็นคนไม่ชอบทำบาป มีจิตใจใฝ่บุญกุศลตั้งแต่เป็นเด็กตลอดมา พออายุครบบวช บิดามารดามีความปรารถนาอยากจะให้ท่านบวชก่อนจะมีครอบครัว บังเอิญในปีนั้น นายเทพ ลูกชายของน้องสาวโยมพ่อหลวงปู่ (โยมแตงอ่อน) ได้ถึงแก่กรรม ลุงท่านได้ขอร้ององค์หลวงปู่ซึ่งสมัยนั้นท่านยังเป็นหนุ่ม อายุครบบวชพอดี ให้ช่วยบวชอุทิศส่วนกุศลให้แก่นายเทพ ซึ่งเป็นลูกชายของโยมแตงอ่อน พ่อคำมี แสงศรี จึงเป็นเจ้าภาพจัดกองบวชให้ และองค์หลวงปู่ก็ได้เข้าบวชเป็นพระเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ณ สีมาน้ำวัดบ้านกุดกุง อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันเป็นจังหวัดยโสธร มีพระอาจารย์มอนเป็นพระอุปัชฌาย์ บวชฝ่ายมหานิกาย ในพรรษาแรกอยู่จำพรรษาที่วัดบ้านกุดกุง วัดบ้านกุดกุงนั้นเป็นวัดอยู่นอกบ้าน ห่างบ้านพอประมาณ ตั้งอยู่ฝั่งกุดกุง น้ำในกุดกุงใสสะอาด เป็นกุดที่กว้างใหญ่มากทีเดียว ภายในพรรษาแรกองค์หลวงปู่ท่านฉันมื้อเดียว และฝึกหัดภาวนาอยู่ตามลำพังแต่องค์เดียวมิได้ขาด เพราะเป็นวัดบ้าน การทำสมาธิภาวนาไม่ค่อยมีใครเขาทำกัน ท่านก็คิดทำของท่านเอง คงเป็นอุปนิสัยเก่าขององค์หลวงปู่ที่เคยสั่งสมมา มีอยู่วันหนึ่ง

องค์หลวงปู่ท่านระลึกถึงเมื่อสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้อยู่ที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นที่มามีความสุขเป็นที่ประทับใจขององค์หลวงปู่มาก ก็พอดีภายในวัดบ้านกุดกุงนั้น มีต้นโพธิ์อยู่ต้นหนึ่ง องค์หลวงปู่ก็น้อมจิตระลึกถึงพระพุทธเจ้า ว่าท่านได้ตรัสรู้แจ้งชอบด้วยพระองค์เอง ในคืนวันเพ็ญเดือนหก ณ ที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ เราน่าจะเอาเป็นตัวอย่าง ในคืนวันนั้นองค์หลวงปู่ท่านรอให้เสียงผู้เสียงคนเขาเงียบสงัดเสียก่อนองค์ท่านจึงค่อยไปนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นโพธิ์โดยไม่มีใครรู้ พอไปถึงท่านกราบลง ๓ ครั้ง แล้วนั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก บริกรรม “พุทโธ” อยู่องค์เดียว ใช้เวลาภาวนาอยู่ไม่นานนัก จิตก็รวมสงบลงอย่างแน่วแน่ ท่านได้พบความสุขอยู่อย่างสุดซึ้งที่ใต้ต้นโพธิ์ นั้นเอง นั่งสมาธิอยู่เกือบสว่าง พอได้ยินเสียงผู้คนเขาออกไปตักน้ำที่กุดกุงตอนใกล้รุ่ง องค์ท่านจึงเข้ามาทำข้อวัตรต่อที่กุฏิของท่าน  


* IMG_20260705_0099 copy 2.jpg (597.12 KB, 700x640 - ดู 15 ครั้ง.)

* IMG_20260705_0008 copy.jpg (1152.86 KB, 700x1291 - ดู 19 ครั้ง.)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 กรกฎาคม 2569, 16:31:37 โดย middle spirit » บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1376

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 14%
HP: 79.4%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 16:34:56 »

ตัดต้นโพธิ์เป็นบาปจริงๆ องค์หลวงปู่เล่า
อยู่มาวันหนึ่งท่านอาจารย์เจ้าอาวาสได้สั่งให้องค์หลวงปู่ขึ้นตัดกิ่งก้านต้นโพธิ์ที่รุงรังปกคลุมหลังคาวิหาร องค์หลวงปู่ก็ต้องจำใจทำเพราะความเคารพในท่านอาจารย์ พอองค์ท่านขึ้นไปตัดกิ่งก้านต้นโพธิ์เสร็จเตรียมตัวจะลง พอก้าวขาหาที่เหยียบว่าจะลงเท่านั้น เหมือนมีอะไรมาผลักขาลื่นหลุดเหลือแต่แขนกอดโอบต้นโพธิ์รูดตกถึงพื้นดินล้มลง แล้วก็รีบลุกขึ้นสำรวจตัวเองว่าเจ็บตรงไหน เห็นมีรอยขูดขีดตามแขนตามหน้าอกเล็กน้อย ก็รีบไปหายาทาแผลนั้นก็หาย แต่ยังมีแผลหนึ่งอยู่ที่หน้าอกนิดเดียว ใช้ยาอะไรทาก็ไม่หาย ไม่ยอมตกสะเก็ดเหมือนแผลอื่น ทำอย่างไรก็ไม่หายสักที องค์หลวงปู่ก็มานึกขึ้นได้ด้วยตนเองว่าเรานี้เป็นบาปเสียแล้ว ต้นโพธิ์เป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าได้อาศัยตรัสรู้ และเป็นต้นไม้ที่มีพระคุณต่อพระพุทธเจ้าแล้วก็มีพระคุณแก่เราในวันนั้นด้วยที่เราไปนั่งสมาธิได้พบความสุขที่ต้นโพธิ์นี้เอง เมื่อองค์ท่านระลึกได้ดังนี้ พอตกตอนกลางคืนพระเณรองค์อื่นเงียบหมดแล้ว ท่านได้ไปเอาดอกไม้ที่ญาติโยมเขาเอามาบูชาที่โต๊ะบูชา ใส่ขันแล้วเดินไปนั่ง
คุกเข่ากราบลง ๓ ครั้ง แล้วกล่าวคำขอมาโทษที่ตนได้ล่วงเกินต้นโพธิ์อันมีพระคุณแก่พระพุทธเจ้า ขอจงงดเสียซึ่งโทษบาปกรรมล่วงเกินอันนั้น เพื่อการสำรวมระวังต่อไปด้วยเทอญ ขอให้คุณ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และต้นมหาโพธิ์อันมีพระคุณแก่ข้าพเจ้า จงช่วยงดเสียซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น เพื่อการสำรวมระวังต่อไป ภายในวันสองวันเท่านั้นแผลนั้นก็หายเป็นปลิดทิ้ง ไม่มีรอยแผลเป็นปรากฏอยู่เลย  

นอนหันเท้าไปทางพระพุทธรูปก็บาปเหมือนกัน
แล้วท่านก็เล่าไปถึงการนอนหันเท้าไปทางพระพุทธรูปอยู่ก็บาปเหมือนกัน องค์ท่านเล่าให้ฟังว่า สมัยเราเป็นเด็กหนุ่มอายุ ๑๔-๑๕ ปี เห็นจะได้ เคยไปขายน้ำย้อมกับพวกผู้ใหญ่เขา สมัยก่อนพวกพ่อค้าต้องเดินด้วยเท้าหาขายสิ่งของต่างๆ ไปต่างบ้านต่างเมือง ไปถึงบ้านไหนเมื่อตกตอนเย็น ก็จะไปขอพักนอนตามวัดไปเรื่อยๆ องค์หลวงปู่ไปขายน้ำย้อมกับหมู่ผู้ใหญ่ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันจะต้องนอนพักตามวัดตามศาลาตามเคย มาวันหนึ่งพอตกตอนเย็นก็พากันไปขอพักนอนตามวัดมีศาลาแห่งหนึ่ง พระท่านอนุญาตให้พักได้ ภายในศาลาหลังนั้นมีพระพุทธรูปตั้งประดิษฐานอยู่ ในศาลาพวกพ่อค้านอน เขาไม่นอนเหมือนคนธรรมดานอน คือเขาจะเอาสิ่งของวางรวมกันไว้ระหว่างกลางแล้วก็นอนหันหัวเข้าหากันหันขาออก เรียกว่านอนให้เป็นวงกลม ให้รอบสิ่งของเอาไว้ วันนั้นก็เช่นเดียวกัน นอนหันหัวเข้าหากันหันเท้าออก เพื่อรักษาสิ่งของช่วยกัน แต่พวกผู้ใหญ่เขาฉลาด เขาก็เลือกที่นอนก่อนและเขาก็นอนประจำที่ก่อนทุกๆ คน เขาเว้นที่ให้เราตรงพระพุทธรูปแต่หันเท้าไปตรงพระพุทธรูป เราเป็นเด็กไม่มีทางเลือกก็ต้องนอนเพราะเขาบังคับทางอ้อม แต่พอนอนไปได้สักพักหนึ่ง พวกผู้ใหญ่เขาก็โวยวายขึ้นว่า “นี่ตีนใคร นี่ขาใคร มันมายันหัวกูนี่หือ” เขาก็ลุกขึ้นดู “นี่ตีนบักบัวพานี่หว่า มึงเอาตีนมายันหัวหมู่ทำไม” พวกผู้ใหญ่เขาก็ปลุกขึ้นให้นอนใหม่ แต่นอนไปไม่นานพวกผู้ใหญ่เขาก็โวยวายปลุกขึ้นให้นอนใหม่อีก เป็นอยู่อย่างนี้ทั้งคืน เดี๋ยวก็โวยขึ้นอยู่อย่างนั้นทั้งคืน จนไม่เป็นอันนอนเลยในคืนนั้น นอนที่อื่นไม่เห็นเป็นอย่างนั้น ก็มันเป็นอย่างนี้เพราะหันเท้าไปทางพระพุทธรูปนั่นเอง เรื่องของเรากับพระพุทธรูปนี้ย่อมปรากฏอานุภาพให้เห็นทันตา


บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1376

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 14%
HP: 79.4%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 16:48:39 »

ทดลองออกวิเวกครั้งแรก
พอออกพรรษาในปีนั้นองค์หลวงปู่ก็ขอลาครูบาอาจารย์ออกเที่ยววิเวกเพื่อเป็นการฝึกกัมมัฏฐานไปในตัว เพื่อจะได้รู้ว่าทางไหนเป็นทางที่ถูกต้อง
ที่แท้จริง แต่พระอาจารย์ของท่านอยากให้ท่านเรียนสนธิ เรียนมูลกัจจายน์เสียก่อน จึงออกปฏิบัติภายหลัง ในพรรษาปีต่อมาองค์หลวงปู่จึงได้ไปเรียนสนธิ เรียนมูล อยู่ที่วัดบ้านไผ่ใหญ่ อำเภออำนาจเจริญ อยู่หนึ่งพรรษา ปีต่อมา ท่านได้ไปเรียนสนธิอยู่บ้านป่อแดง ซึ่งในสมัยนั้นสำนักเรียนสนธิมูลกัจจายน์ที่บ้านป่อแดงมีชื่อเสียงมากที่สุดทางภาคอีสาน แต่คงเป็นอุปนิสัยเก่าขององค์หลวงปู่ก็ว่าได้ เพราะท่านอยู่วัดบ้าน แต่ฉันมื้อเดียว เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา ไหว้พระสวดมนต์อยู่เป็นนิจไม่เคยขาดเลย ใครเขาจะทำหรือไม่ทำ ท่านก็ทำของท่านอยู้องค์เดียว พอออกพรรษาท่านจะถือโอกาสออกวิเวกฝึกหัดปฏิบัติกัมมัฏฐานทุกๆ ปี และท่านเองก็ปรารภกับหมู่อยู่เสมอว่าท่านจะออกปฏิบัติกัมมัฏฐานตามแบบแนวทางของพระพุทธเจ้า จนหมู่เพื่อนรู้จักกันดีว่าท่านบัวพาจะออกปฏิบัติอย่างเดียว 


* IMG_20260705_0011 copy 2.jpg (1029.02 KB, 800x825 - ดู 7 ครั้ง.)

* IMG_20260705_0012 copy 2.jpg (420.27 KB, 800x440 - ดู 7 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1376

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 14%
HP: 79.4%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 16:50:35 »

บุญเก่ามากระตุ้นเตือนใจ ให้รีบออกปฏิบัติอย่างถึงใจ
ในคืนหนึ่งมีพวกพ่อค้าเข้ามาขอพักนอนที่ศาลาวัดบ้านป่อแดง ท่านพระอาจารย์ก็เมตตาสั่งให้พระเณรไปช่วยดูที่พักให้พวกพ่อค้าที่มาขอพักที่ศาลา
ก็พูดคุยทักทายปราศรัยถามความเป็นมาของพวกพ่อค้าพูดคุยอยู่สักระยะหนึ่ง ในกลุ่มพ่อค้าที่มาพักในคืนนั้นมีคนมีอายุวัยกลางคนผู้หนึ่ง มีอัธยาศัยดี พูดจาน่าฟังเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เอ่ยปากถามหลวงปู่บัวพาว่า “ครูบาบวชได้กี่พรรษาแล้ว อยู่อย่างนี้ได้ปฏิบัติบ้างไหม” องค์หลวงปู่ก็บอก เขาไปว่า “ได้สี่พรรษา ก็ปฏิบัติอยู่ แต่ก็ไม่ได้ปฏิบัติเต็มที่ เพราะวัดบ้านตอนหัวค่ำจะมีทั้งเด็กวัดทั้งพระเณรท่องหนังสือ มีทั้งหมอลำไปเรียนลำที่วัด เขาก็ท่องกลอนลำจนดึกดื่น เราก็ต้องรอให้เขานอนเงียบเสียงกันเสียก่อน ตอนดึกเราค่อยลงมาเดินจงกรมนั่งสมาธิของเรา ใช้เวลาตอนที่เขาไม่ใช้กัน คือตอนเขานอนนั่นเอง” คุยกันไปมาพ่อค้าคนนั้นเลยเล่านิทานให้ฟัง แกคงเห็นอุปนิสัยขององค์หลวงปู่ชอบในการปฏิบัติ “ครูบา” พ่อค้าคนนั้นพูดขึ้น “พ่อออกจะเล่านิทานให้ฟังจะฟังไหม” องค์หลวงปู่ก็บอกว่า “ฟัง” เพราะนิสัยขององค์หลวงปู่น่ารักอยู่แล้ว พ่อค้าคนนั้นก็ถือโอกาสเล่านิทานให้ฟังว่า  
ยังมีหนุ่มฉกรรจ์สามคนเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เป็นเด็กต่างคนต่างขยันใฝ่ในการศึกษาหาความรู้เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชีวิต อยู่มาวันหนึ่งสามสหายรักได้มาพบกัน สนทนากันด้วยความดีใจและจริงใจต่อกัน คุยกันไปกันมามีเพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นว่า  
“เออเพื่อน เราทั้งสามโตขึ้นมาแล้ว เราจะดำเนินชีวิตของเราเพื่อให้เกิดประโยชน์ที่คุ้มค่า เราจะใช้ชีวิตไปในรูปแบบไหนถึงจะดีนะเพื่อน”  
เพื่อนคนหนึ่งนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่งบอกว่า “เออนี่เพื่อน เรานี้จะเรียนวิชาหาความรู้ให้มีความสามารถแล้วจะแต่งงาน ตั้งหลักปักฐานให้ร่ำรวย แล้วจะขวนขวายทำบุญกุศลสร้างวัดวาอารามถวายสงฆ์ให้ได้มากที่สุด แล้วเราจะบำรุงพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่นั้นเพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิต ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า หรือว่าเพื่อนมีความคิดเห็นเป็นประการใด”  
ส่วนเพื่อนอีกคนก็พูดขึ้นว่า “ในชีวิตของคนเราจะให้มีค่าที่สุดแล้ว ก็คิดว่าเราจะบวชแล้วศึกษาพระธรรมวินัยให้แตกฉานชำนาญ ในพระธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ แล้วเราจะตั้งสำนักสอนธรรมแก่สานุศิษย์ให้ได้เป็นคณาจารย์ใหญ่กว่าคนทั้งหลาย แล้วเราจะกระจายขยายสานุศิษย์ไปเผยแผ่ให้กว้างไกล เราจะเป็นคณาจารย์ใหญ่มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นร้อยเป็นพันเป็นหลายร้อยหลายพันเรามีความคิดเห็นเป็นอย่างนี้”
เพื่อนอีกคนพูดขึ้นว่า “ฟังเพื่อนๆ พูดแล้วมันยุ่งยาก เราคิดว่าเราจะบวชแล้วออกธุดงค์กัมมัฏฐานไปแบบไม่มีลูกศิษย์ลูกหา ไม่มีวัดมีวา ค่ำไหนนอนนั่น ตายแล้วก็แล้วไป ไม่ยุ่งกับใคร ไม่สนกับใคร หาความสุขใส่ใจเป็นอันพอ เรามีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้แหละเพื่อน”
ทั้งสามก็นุโมทนาในความคิดความฝันของกันและกัน เพราะความฝันอาจเป็นจริงก็ได้ อยู่ต่อมาความฝันของสามสหายกลายเป็นความจริงขึ้นมาก็ดำเนินชีวิตไปตามความคิดความหวังที่ตนตั้งไว้ ทุกคนสมหวังดั่งตั้งใจไว้ทุกประการ เพื่อนคนที่แต่งงานก็ได้ลูกได้หลานได้สร้างฐานะให้ร่ำรวยได้สร้างวัดวาอาราม เฝ้าปรนนิบัติตุ๊อุปัฏฐากพระสงฆ์มิให้มีความผาสุกมาโดยตลอดจนแก่เฒ่าชรา บำรุงวัด บำรุงสงฆ์อยู่เป็นนิจไม่เคยขาด ส่วนเพื่อนอีกคนก็ออกบวชตามตั้งใจเอาไว้ให้ได้เป็นคณาจารย์ใหญ่ก็ได้เป็นสมดั่งปณิธานดังใจหมายไว้ว่า ให้มีลูกศิษย์ห้าร้อยมิได้ขาด ส่วนเพื่อนอีกคนหนึ่งเมื่อบวชแล้วหายเงียบออกธุดงค์ไป ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย ไม่ได้ข่าวคราวเลยเพื่อนทั้งสามรู้สึกว่า ใช้ชีวิตเป็นไปตามความฝันของตนๆ ทุกประการเลยทีเดียว อยู่มาวันหนึ่งพระคณาจารย์ใหญ่นั่งกินลมเมื่อยามเย็นๆ ที่ระเบียงกุฏิตน ได้มีลูกศิษย์มากราบเรียนให้ทราบว่า มีพระธุดงค์ขอเข้าพบ พระคณาจารย์ก็อนุญาตให้เข้าพบได้ พระธุดงค์องค์ชราก็ได้เข้าพบเป็นส่วนตัว พระธุดงค์ไหว้แล้วนั่งอยู่ข้างใกล้ๆ แล้วแกล้งสนทนาขึ้นว่า ว่า “ สบายดีท่านพระคณาจารย์ใหญ่ อยู่สบายดีหรือ”
          พระคณาจารย์ใหญ่ก็บอกว่า “ เออ สบายดี ท่านล่ะไปธุดงค์เป็นไง สมประสงค์บ้างไหม แล้ววันนี้จะธุดงค์ไปพักที่ไหน ได้ที่พักหรือยัง และรู้จักใครบ้างไหมในสำนักนี้
          พระธุดงค์บอกว่า “ยังไม่มีที่พัก และตั้งใจว่าจะมาพักที่นี่ เคยรู้จักกันกับพระองค์หนึ่งซึ่งเคยเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเป็นเด็กด้วยกัน มีคนเขาบอกว่าท่านที่เป็นเพื่อนได้มาอยู่ที่นี่ จึงมาเพื่อเยี่ยมเยียน ไม่รู้ว่าท่านอยู่หรือเปล่า”
“ก็เพื่อนท่านชื่ออะไรล่ะ”
พอพระธุดงค์บอกชื่อให้ทราบพระคณาจารย์ก็บอกว่าท่านอยู่ พระคณาจารย์สังเกตดูทั้งกิริยาอาการและเสียง จำได้ถนัดว่าเป็นเพื่อนของตน “ก็เรานี่เองเป็นเพื่อนของท่าน”
ทั้งสองเข้ากอดจับไม้จับมือแสดงออกซึ่งความดีอกดีใจที่ได้พบกันหลังจากแยกกันไปตั้งแต่หนุ่มจนแก่ชราจึงค่อยได้พบกัน จากกันไปนานเสียจริงๆ นึกว่าตายแล้วจนจำกันแทบไม่ได้เพื่อนเอ๋ย เรานึกว่าเธอไปธุดงค์นาน จนเราคาดว่าเพื่อนคงตายเสียแล้ว เพื่อนพระธุดงค์ก็บอกเรารอดตายมาเหมือนกัน แล้วก็ถามข่าวไปถึงเพื่อนอีกคนเขาอยู่อย่างไร
“เออ! ไอ้นั่นมันก็ดีของมัน ร่ำรวยสร้างวัดสร้างวาอุปถัมภ์วัดมาไม่เคยขาด สมดั่งแกตั้งใจเอาไว้ทุกประการ แล้วท่านล่ะออกธุดงค์เป็นไง” พระคณาจารย์ถาม
“สมดั่งตั้งใจไว้ทุกประการเช่นกัน”
“บ๊ะ! เราเข้าไปหาเพื่อนที่เป็นฆราวาสที่อยู่บ้านโน้นกันดีกว่า”
ทั้งสองเข้าไปหาเพื่อนอีกคนที่อยู่ในบ้าน พอไปถึงก็จำกันได้เพื่อนที่เป็นฆราวาสก็จัดแจงอาสนะถวายให้นั่งที่อันควร แล้วก็มากราบไหว้ และสนทนาว่า “ท่านคณาจารย์ใหญ่มีธุระอันใด จะให้ข้าน้อยรับใช้หรือคิดถึงจึงมาหาถึงบ้าน”
“เออ! คิดถึงจึงพาเพื่อนมาเยี่ยม นี่ไงเพื่อนของเราที่ออกธุดงค์ไป ไม่ว่าเป็นหรือตาย ได้กลับมาแล้วนี่ไง”
พอรู้ว่าเพื่อน สามสหายก็ดีอกดีใจทักทายทุกข์สุขกันอยู่ยกใหญ่ เพราะไม่ได้เจอกันหลายสิบปี แล้วพูดถึงการบำเพ็ญประโยชน์อันเป็นมงคลของชีวิตของแต่ละคนว่าได้บำเพ็ญสุดกำลังสมดั่งตั้งใจเอาไว้ ว่าใครจะได้บุญมากกว่ากัน เพื่อนผู้เป็นฆราวาสพูดขึ้นว่า “ผมก็บำเพ็ญมาสุดกำลังไม่ได้อาศัยใครกิน มิหนำซ้ำยังมีแต่ให้ และสร้างวัดสร้างวาบำรุงพระสงฆ์มาตลอด ผมก็ว่าผมได้บุญมากกว่าเพื่อนที่บวช”
ส่วนพระคณาจารย์ใหญ่พูดว่า “เราก็ว่าเราได้บุญมาก เพราะเราบวชบำเพ็ญสร้างวัด สอนลูกศิษย์ลูกหามาเป็นหลายร้อยหลายพันคน ได้สำเร็จประโยชน์มากมายเลยทีเดียวนะ ฝ่ายพระธุดงค์ก็ว่าเราได้บุญมาก เพราะเราเป็นผู้ที่เสียสละ ไม่เอาอะไรสักอย่าง ดำเนินชีวิตไปตามรอยพระบาทพระพุทธเจ้าอย่างเดียว แม้แต่ชีวิตก็มอบถวายคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์”
ต่างคนก็ต่างเชื่อว่าตนเองได้บุญมาก พูดจาไม่ลงรอยกัน จึงชวนกันไปกราบพระพุทธเจ้าให้เป็นผู้ตัดสินชี้ขาดผู้เดียวเท่านั้น ทั้งสามสหายก็เลยพากันออกเดินทางสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ในระหว่างเดินทางไปสู่สำนักพระพุทธเจ้านั้น มีแม่น้ำไหลเชี่ยวมีน้ำมากอยู่แห่งหนึ่ง พอไปถึงก็ไม่มีใครกล้าข้าม เกี่ยงกันไปมา
“ผมเป็นโยม มีลูกมีเมียมีภาระที่จะต้องทำ ยังไม่ได้มอบหมายให้ใครเป็นที่เรียบร้อย ให้ท่านผู้เป็นพระนั่นแหละไปก่อน เพราะพระไม่มีลูกมีเมีย”
ส่วนพระคณาจารย์ใหญ่ก็บอกว่า “ให้ท่านพระธุดงค์นั่นแหละไปก่อน เพราะท่านไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง ส่วนผมมีลูกศิษย์ลูกหาเฝ้าคอยอยู่เป็นร้อยเป็นพัน ยังไม่ทราบว่าเขาจะอยู่กันอย่างไร”
ตกลงต้องเป็นพระธุดงค์เป็นองค์ลุยน้ำไปก่อน เพราะไม่มีอะไรจะอ้างอย่างเขา พอข้ามไปได้น้ำลึกประมาณเหนือเข่า ถลกผ้าขึ้น ผ้าไม่เปียก พระคณาจารย์จึงข้ามเป็นอันดับสอง น้ำเพียงเอว เล่นเอาผ้าสบงเปียก จีวรไม่เปียก เพื่อนที่เป็นฆราวาสตามไปหลังสุด เล่นเอาน้ำเพียงคอ ผ้านุ่งเปียกปอนทั้งหมด พอขึ้นฝั่งได้หมดแล้วก็เดินทางต่อ มุ่งหน้าสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า พอไปถึงพากันเข้าฟังธรรมและถามปัญหาความข้องใจกับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้บอกว่า “จะมาถามเราทำไม ก็ตอนที่ข้ามแม่น้ำมา ก็แสดงให้รู้แล้วว่าใครเป็นผู้ได้บุญมากน้อยกว่ากัน แม่น้ำนั้นเป็นผู้ตัดสินอยู่แล้ว” สามสหายเมื่อได้ฟังแล้วก็หายสงสัย จึงพากันกราบลาพระพุทธเจ้ากลับสู่บ้านเมืองของตนๆ องค์หลวงปู่ก็นั่งฟังโยมคนนั้นเล่านิทานให้ฟังอยู่อย่างสงบ องค์หลวงปู่ชอบใจประทับใจในนิทานเรื่องนี้มาก
คืนวันที่ตัดสินใจออกปฏิบัติอย่างเดียว
ในคืนนั้นองค์ท่านได้พิจารณาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะลาหมู่เพื่อออกปฏิบัติครั้นแต่บัดนี้เป็นต้นไป จะขอหยุดการเรียนหนังสือแต่วันนี้ ในคืนต่อมาองค์หลวงปู่ก็บอกกับหมู่ที่อยู่ด้วยกันว่าจะออกปฏิบัติตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หมู่เพื่อนที่อยู่ในที่นั้นก็พากันอนุโมทนาสาธุด้วยความดีใจแล้วก็ร้องไปบอกองค์อื่นๆ ให้รู้ว่า ท่านบัวพาจะออกปฏิบัติแล้วเน้อ พระที่รู้จักกันพอได้ยินเสียงบอกดังนั้น ต่างองค์ต่างก็รีบออกมาแสดงความดีใจจับไม้จับมือ บางองค์ก็ร้องบอกหมู่ไปว่า ท่านบัวพาจะไปเป็นพระอรหันต์แล้วเน้อ พวกเราจงมาอนุโมทนาเอาบุญกับท่านบัวพาเน้อ หมู่พวกที่อยู่ในห้องต่างก็ออกมาสาธุกันยกใหญ่ จากนั้นท่านก็เตรียมตัวกราบลาครูบาอาจารย์มุ่งปฏิบัติอย่างเดียว มุ่งหน้าปฏิบัติฝึกหัดกัมมัฏฐาน แสวงหาครูบาอาจารย์อย่างจริงจัง
พระอาจารย์องค์แรกขององค์หลวงปู่บัวพา
ท่านพระอาจารย์กองหรือหลวงปู่กอง ท่านเป็นพระอาจารย์องค์แรกขององค์หลวงปู่บัวพาเมื่อคราวสมัยองค์หลวงปู่บัวพายังเป็นพระวัดบ้านอยู่ องค์ท่านได้ตะเกียกตะกาย แสวงหาทางออกจากทุกข์อย่างไม่มีผู้นำพาฝึกหัดปฏิบัติเลย จนในที่สุดได้มาพบกับหลวงปู่กอง ที่วัดป่าบ้านโนนทัน ซึ่งเป็นพระป่าปฏิบัติอยู่ในเขตอำเภอคำเขื่อนแก้ว องค์หลวงปู่กอง เปรียบอุปมาเหมือนเป็นผู้บอกทิศให้ออกจากป่าดงใหญ่ อันคนกำลังหลงป่าแสวงหาทางออกอย่างสุดกำลัง องค์หลวงปู่บัวพาจึงได้รู้ทิศที่จะออกจากป่า และได้ไปพบเส้นทางใหญ่เดินไปสู่แดนอันเกษม ดังนั้นการที่ได้รู้ทิศที่จะไปคือหลวงปู่กองเป็นผู้ชี้แนะ เมื่อเดินตามทิศที่บอกมาจนได้พบองค์หลวงปู่ใหญ่เสาร์ องค์หลวงปู่เสาร์เปรียบอุปมาเหมือนทางนำพาดำเนินไปสู่แดนอันเกษมอันเป็นจุดเป้าหมายนั้น คือองค์หลวงปู่บัวพาเมื่อได้แสวงหาครูอาจารย์จึงได้เข้ามาศึกษาข้อวัตรปฏิบัติและฝึกหัดธรรมกัมมัฏฐาน อยู่กับหลวงปู่กองก่อน ได้รู้ข้อวัตรปฏิบัติทางสายพระป่าจนเข้าใจและฝึกได้ทุกๆ อย่าง องค์ท่านฝึกหัดอยู่กับหลวงปู่กอง จนคนอื่นมองดูไม่รู้ว่าท่านเป็นพระบ้านเลย และได้จัดแจงเตรียมแต่งผลัดเปลี่ยนอัฐบริขารให้ถูกต้องตามธรรมเนียมวินัย ตามกฎระเบียบของสายพระป่าทุกๆ ประการแล้วองค์หลวงปู่บัวพา จึงได้กราบนมัสการลาหลวงปู่กอง เพื่อมุ่งหน้าไปสู่สำนักองค์ท่านหลวงปู่ใหญ่เสาร์ จนได้เข้าเฝ้ารับใช้ใกล้ชิดติดตามองค์หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ไปทั่วสารทิศติดตามไปดุจดังเงาเฝ้าตามตัวชั่วชีวิตจะหาไม่

เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ท่านอาจารย์กอง
องค์หลวงปู่ได้เดินทางไปบ้านโนนทัน วัดป่าบ้านโนนทันมีอาจารย์กองเป็นผู้ฝึกสอนกัมมัฏฐานองค์แรก ได้อยู่อบรมกัมมัฏฐานอยู่กับอาจารย์กองระยะหนึ่ง เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมและเตรียมอัฐบริขารให้ถูกต้องของทางวัตรปฏิบัติ ซึ่งในช่วงนั้นชื่อเสียงขององค์หลวงปู่เสาร์ องค์หลวงปู่มั่นได้ระบือไปทั่วสารทิศ ท่านองค์หลวงปู่บัวพาจึงน้อมจิตอธิษฐานส่งใจไปถึงองค์หลวงปู่เสาร์ว่าขอให้ได้พบและเป็นลูกศิษย์ติดตามปฏิบัติอุปัฏฐากองค์ท่านด้วยเถิด เมื่อน้อมจิตส่งไปอย่างนั้นแล้ว ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปจังหวัดสกลนคร ในระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปเมืองสกลนครนั้น ได้พบกับพระ ท่านว่าท่านมาจากสำนักองค์หลวงปู่เสาร์ จึงถามท่านว่ามีพระอยู่กับองค์หลวงปู่มากไหมหนอ ท่านก็บอกมีมากพอสมควร มีพระประมาณ ๒๐ กว่าองค์เห็นจะได้ ถามท่านว่ามีพระปฏิบัติอุปัฏฐากองค์ท่านไหมหนอ ท่านก็บอกว่า มีพระอุปัฏฐากองค์ท่านอยู่ประจำ องค์หลวงปู่บัวพานึกในใจว่า ถ้าเราได้ปฏิบัติอุปัฏฐากองค์ท่านคงเป็นบุญของเราอย่างยิ่งแท้หนอ ที่จะหาสิ่งใดเสมอเหมือนมิได้เลย จึงขอติดตามพระท่านไปสู่สำนักองค์หลวงปู่เสาร์ ท่านก็ยินดีให้ไปกับท่าน พระองค์นี้ท่านบอกว่าท่านไปส่งเณรที่บ้านบักนาว นับเป็นโอกาสอันเป็นมงคลที่สูงสุดของชีวิต องค์หลวงปู่บัวพาดีใจมากจนบอกไม่ถูก







* IMG_20260705_0018 copy 2.jpg (960.43 KB, 800x941 - ดู 5 ครั้ง.)

* IMG_20260705_0018 copy3.jpg (371.23 KB, 800x308 - ดู 5 ครั้ง.)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 กรกฎาคม 2569, 17:48:00 โดย middle spirit » บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1376

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 14%
HP: 79.4%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 17:55:36 »

เข้ามอบกายถวายชีวิตเป็นศิษย์องค์หลวงปู่เสาร์
เมื่อไปถึงเมืองสกลนครแล้ว ได้เข้ากราบนมัสการองค์หลวงปู่เสาร์ที่วัดป่าสุทธาวาส มอบกายถวายชีวิตต่อองค์หลวงปู่เสาร์ ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ขององค์ท่าน องค์ท่านก็เมตตารับไว้ แต่ตอนนั้นองค์หลวงปู่บัวพา ท่านยังเป็นพระมหานิกายอยู่ สุดแสนที่จะดีใจเมื่อได้ถวายตัวเป็นศิษย์องค์ท่านแล้ว ท่านให้ฝึกหัดปฏิบัติตัวให้ได้ให้ถูกต้องทุกๆ ประการเสียก่อนจึงจะนำไปญัตติใหม่ แต่องค์หลวงปู่บัวพาท่านพร้อมอยู่แล้วเมื่อสมัยอยู่กับพระอาจารย์กอง จึงเป็นสิ่งที่ไม่ยากนักสำหรับองค์หลวงปู่บัวพา


* images2.jpg (774.19 KB, 800x1200 - ดู 4 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1376

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 14%
HP: 79.4%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 21:36:22 »

ได้ญัตติเป็นพระธรรมยุตใหม่ที่เมืองนคร
เมื่อใกล้จะเข้าพรรษา องค์หลวงปู่เสาร์ก็สั่งให้พระที่เตรียมพร้อมแล้ว ไปญัตติเป็นพระธรรมยุตใหม่ องค์ท่านให้ไปญัตติกับพระครูสารภาณมุนี (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย) การอุปสมบทใหม่ครั้งนี้ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ปีพุทธศักราช ๒๔๗๘ ณ พัทธสีมาวัดศรีเทพประดิษฐาราม อำเภอเมือง นครพนม โดยมีพระครูสารภาณมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระมหาพรหมา โชติโก เปรียญธรรม ๕ นักธรรมเอก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลังจากได้ ญัตติกรรมเป็นพระธรรมยุตแล้ว ได้เดินทางกลับมาวัดป่าสุทธาวาส เดินทางอยู่สองวัน ทั้งไปและกลับเป็นสี่วัน ซึ่งในสมัยนั้นต้องเดินทางด้วยเท้า เพราะทางคมนาคมยังไม่สะดวก มาอยู่วัดป่าสุทธาวาสกับหลวงปู่เสาร์ มอบกายถวายชีวิตเป็นศิษย์ขององค์ท่านตลอดไปเมื่อได้ญัตติเป็นพระธรรมยุตแล้ว ท่านดีใจจนตัวจะลอยเพราะได้เข้าใกล้รับใช้ครูบาอาจารย์ และได้ช่วยหมู่คณะอย่างเต็มที่ เพราะก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ได้ญัตติต้นคือเป็นพระมหานิกายอยู่ ท่านให้นั่งสุดแถวคือเป็นองค์สุดท้ายของพระและไม่ได้รับประเคนสิ่งของ ช่วยหมู่คณะ ก็ไม่มีโอกาสเข้ารับใช้ใกล้ชิดองค์หลวงปู่ แต่พอได้ญัตติแล้ว ได้ทำทุกๆ อย่างเหมือนพระองค์อื่นๆ
•   หลวงปู่จันทร์ เขมิโย เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๒๔ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑ ปีมะเส็ง บ้านท่าอุเทน ตำบลท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม มรณภาพเมื่อวันศุกร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ รวมอายุ ๙๒ ปี พรรษา ๗๒



* IMG_20260705_0021 copy 2.jpg (845.34 KB, 800x778 - ดู 3 ครั้ง.)

* Image.jpg (519.49 KB, 800x1196 - ดู 2 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1376

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 14%
HP: 79.4%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #8 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 21:40:15 »

   พรรษาแรกที่วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร
   พอหน้าเข้าพรรษามาถึง พระเณรครูบาอาจารย์ จึงประชุมกันจัดเวร อุปัฏฐากองค์หลวงปู่ เพราะจะได้เข้ารับใช้องค์หลวงปู่เสมอกันทุกๆ องค์ จัดเวรวันละสามองค์ คือพระสองเณรหนึ่ง ให้เป็นผู้อุปัฏฐากองค์หลวงปู่ ส่วนองค์หลวงปู่บัวพานั้น ท่านตั้งใจจะอุปัฏฐากองค์หลวงปู่เสาร์ตลอดไป ท่านจึงมาทำการอุปัฏฐากอยู่ทุกๆ วัน คือวันซึ่งเป็นเวรของตนก็ทำเต็มที่ วันซึ่งไม่ใช่เวรของตน ก็มาทำช่วยเพื่อนไม่เคยขาด จนองค์หลวงปู่จำหน้า จำชื่อได้เป็นอย่างดี เป็นบางวันองค์หลวงปู่เสาร์จะถาม “เจ้าชื่อหยัง (เจ้าชื่อ อะไร) อยู่บ้านใดเมืองใด” องค์หลวงปู่บัวพาก็กราบเรียนให้องค์หลวงปู่เสาร์ ทราบด้วยความเคารพ จนบางวันองค์หลวงปู่เสาร์จะพูดว่า “เฮามันคนอุบลฯ ทางเดียวกันนอ” (เราคนเมืองอุบลฯ บ้านเมืองเดียวกันนะ) ท่านองค์หลวงปู่ บัวพาท่านทำการอุปัฏฐาก ทั้งช่วยเพื่อนทั้งเป็นเวรของตนเองอย่างนั้นตลอดมา พอออกพรรษาปีนั้นองค์หลวงปู่เสาร์ได้ปรารภกับหมู่คณะว่า มีคนทางเมือง อุบลฯ เขามานิมนต์ให้ไปโปรดญาติโยมทางบ้านเก่าบ้าง แต่จะไปกันหมดก็ ไม่งาม เราจะต้องแบ่งกันไปแบ่งกันอยู่ เพราะทางนี้ไม่มีพระเลยก็ไม่งาม เขาจะว่าพระกัมมัฏฐานเราได้ พระกัมมัฏฐานเมื่อตอนอยู่ก็แย่งกันอยู่ เมื่อ ตอนไปก็แย่งกันไป เขาจะว่าพระกัมมัฏฐานเราได้มันไม่ดี


* IMG_20260705_0023 copy3.jpg (1309.96 KB, 800x1173 - ดู 2 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1376

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 14%
HP: 79.4%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #9 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 22:02:28 »

   วันที่จิตสลดหดหู่ทั้งตื่นเต้นระทึกใจ  
   อยู่มาวันหนึ่งองค์หลวงปู่นัดประชุมเรื่องจะไปเมืองอุบลฯ พอก่อน จะเลิกประชุมองค์หลวงปู่จึงเลือกเอาพระเณรที่จะติดตามองค์ท่านไป วันนั้น เป็นวันที่พระเณรทั้งใจชื่นบาน ทั้งใจซบเซา ผู้ที่ได้ติดตามองค์หลวงปู่ไป ก็ใจชื่นบาน ผู้ที่ไม่ได้ไปก็จิตใจซบเซา มันเป็นธรรมดาอยู่เอง พูดถึงเรื่อง อย่างนี้มีใครบ้างไหมที่จะไม่อยากติดตามไปกับพ่อแม่ครูอาจารย์ ผู้เป็น ร่มโพธิ์ร่มไทรของหัวใจผู้เป็นลูกเป็นหลาน แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไปกันทั้งหมด องค์หลวงปู่ท่านเลือกเอาพระเณรว่า ท่านองค์นี้องค์หนึ่ง ท่านองค์นั้นองค์หนึ่ง ท่านไล่ไปองค์นั้นองค์หนึ่ง องค์นี้องค์หนึ่ง ส่วนองค์หลวงปู่บัวพาเป็นพระบวชใหม่นั่งอยู่หลังๆ ท้ายสุดของหมู่คณะ ท่านก็อัดอั้นตันใจเป็นแรงกล้าเพราะเป็นพระบวชใหม่ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ติดตามองค์หลวงปู่ไปหรือเปล่า ท่านก็นั่งก้มหน้านึกในใจอยู่ว่า นับถูกเราไหมหนอ นับถูกเราไหมหนอ นั่งภาวนาอยู่ในใจ ขอให้เราได้ติดตามไปกับองค์หลวงปู่ด้วยเถิด อยู่แบบใจหายใจคว่ำ พอท่านนับถึงองค์สุดท้าย ท่านก็ชี้มือมาทางองค์หลวงปู่บัวพานั่งอยู่ว่า "เจ้าผู้หนึ่งไปนำข้อย เฮามันคนทางเดียวกัน บัดท่าเจ็บป่วยไข้พอได้เบิ่งกัน" (ท่านองค์หนึ่งไปกับเรา เราเป็นคนถิ่นเดียวกัน เมื่อเวลาเจ็บป่วยไข้ พอจะได้ดูแลกัน) ท่านองค์หลวงปู่บัวพาดีใจจนน้ำตาไหลอาบแก้มจนหมู่พวกหันมามอง เราเป็นองค์สุดท้ายที่องค์หลวงปู่นับ องค์ท่านคงรู้ล่วงหน้า ท่านถึงได้พูดถึงการเจ็บไข้ไม่สบายพอได้ดูแลกัน ก็เป็นจริงดังองค์หลวงปู่พูดเอาไว้ทุกประการ จากนั้นท่านก็สั่งให้ตระเตรียมบริขารให้พร้อม ใครยังไม่พร้อมก็ให้หาเอาให้พร้อม พอถึงวันกำหนดองค์หลวงปู่ท่านก็พาออกเดินทางจากวัดป่าสุทธาวาสมุ่งหน้าสู่เมืองนครพนม พอไปถึงเมืองนครได้เข้าพักวัดอรัญญิกาวาส พักอยู่ระยะหนึ่งแล้วจึงเตรียมลงเรือไปพระธาตุพนม วันนั้นพอลงเรือเตรียมจะออกก็มีเหตุที่คาดคิดไม่ถึงอย่างสลดใจขึ้น
        แรงบุญกรรมผลักดันให้ได้เป็นพระอุปัฏฐาก
คือพอเรือจะออกเท่านั้นก็มีคนวัดวิ่งตามมา ได้ถวายจดหมายพระองค์อยู่ใกล้ พระได้นำจดหมายมาอ่านถวายให้องค์หลวงปู่ท่านฟัง ในใจความของจดหมายเขียนถึงพระที่อุปัฏฐากประจำองค์หลวงปู่ว่า "ขณะนี้พ่อแม่อยู่ทางบ้าน ได้ป่วยหนักมาก ขอให้พระลูกกลับบ้านด่วน" พระที่อุปัฏฐากองค์หลวงปู่อยู่ก่อนนั้น ท่านเป็นคนทางเมืองขอนแก่น ไม่รู้จะทำประการใดดี จึงกราบเรียนให้องค์หลวงปู่ช่วยเป็นผู้ตัดสินให้ว่าจะไปหรือกลับ องค์หลวงปู่พูดขึ้นแบบเย็นๆ ว่า “เออ! พ่อแม่ก็เป็นผู้มีพระคุณแก่เรา เมื่อถึงคราวเจ็บไข้ได้ป่วยก็คิดพึ่งลูก เราเป็นห่วงครูบาอาจารย์นั้นดีอยู่ แต่พ่อแม่ก็เป็นที่จะต้องดูแลเมื่อยามเป็นเช่นนี้ พระองค์นั้นถึงกับร้องไห้น้ำตาไหลทะลักออกมา ห่วงพ่อแม่ก็ห่วง ห่วงองค์หลวงปู่ก็ห่วง เป็นเหตุต้องจำใจจาก ก้มหน้าลงกราบเท้าลาองค์หลวงปู่ไปแบบน้ำตานองหน้า แล้วคลานถอยออกพร้อมกับเสียงสะอื้น เล่นเอาหมู่คณะที่อยู่ในเหตุการณ์น้ำตาคลอไปตามกัน “น่าสงสารพระองค์นั้นจริงๆ” องค์หลวงปู่ท่านว่า แต่ก็เป็นโอกาสทองขององค์หลวงปู่บัวพาต้องเข้าทำหน้าที่อุปัฏฐากองค์หลวงปู่เสาร์แทนพระองค์นั้น เพราะเป็นผู้มีคุณสมบัติพร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความขยัน ความอดทน และความอ่อนน้อมถ่อมตน กิริยามารยาท ความซื่อตรง สำคัญที่สุดคือความตั้งใจ จริงใจ เพราะองค์หลวงปู่บัวพาได้ตั้งปณิธานความปรารถนาเอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ได้พบเห็นองค์หลวงปู่เสาร์เลย ว่าถ้าเราได้ไปอยู่กับองค์หลวงปู่ขอให้ได้เป็นพระรับใช้อุปัฏฐาก เมื่อเราได้อุปัฏฐากองค์ท่านแล้ว เราจะอยู่อุปัฏฐากองค์ท่านจนกว่าชีวิตของเราหรือองค์ท่านจะหาไม่ องค์หลวงปู่บัวพาได้ตั้งใจไว้อย่างนี้จริงๆ ซึ่งเป็นไปตามความตั้งปณิธานความปรารถนาเอาไว้สมเจตนาก็ทุกประการ ที่เป็นไปได้อย่างนี้คงเป็นเพราะบุพเพกตปุญญตา เป็นผู้มีบุญที่ได้สั่งสมไว้ในชาติปางก่อน ถึงได้จัดล็อกลงตัวอย่างคาดไม่ถึง ล่องเรือมาตามลำน้ำโขงมาถึงพระธาตุพนม องค์หลวงปู่ก็พาขึ้นไปพักอยู่วัดเกาะแก้วอัมพวันประมาณเดือนเศษ วัดเกาะแก้วแห่งนี้เป็นวัดที่องค์หลวงปู่เสาร์ได้สร้างเอาไว้ตั้งแต่องค์หลวงปู่เสาร์เที่ยววิเวกอยู่แถวบริเวณพระธาตุพนมกับหลวงปู่มั่น องค์หลวงปู่บัวพาเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยองค์หลวงปู่เสาร์กับองค์หลวงปู่มั่นเที่ยววิเวกอยู่แถวพระธาตุพนมนั้น พระธาตุพนมยังไม่มีใครไปบูรณะ รกรุงรังเต็มไปด้วยเครือไม้เถาวัลย์ปกคลุมเต็มไปหมด องค์หลวงปู่เสาร์เที่ยวธุดงค์มาเห็นเข้า จึงชักชวนศรัทธาญาติโยมช่วยกันแผ้วถางเครือไม้เถาวัลย์ออกจากองค์พระธาตุพนมให้มีความสะอาดโล่งเตียนเป็นที่เรียบร้อย ต่อมาท่านก็วิเวกขององค์ท่านไปเรื่อยๆ
   


* IMG_20260705_0026 copy 2.jpg (741.06 KB, 800x585 - ดู 2 ครั้ง.)

* IMG_20260705_0027 copy 2.jpg (1257.78 KB, 800x1124 - ดู 3 ครั้ง.)

* IMG_20260705_0028 copy 2.jpg (1387.79 KB, 800x1202 - ดู 2 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
middle spirit
Global Moderator
*****

พลังน้ำใจ : 681
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1376

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 30 : Exp 14%
HP: 79.4%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #10 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 22:03:47 »

ได้นั่งรถครั้งแรกในชีวิต
พักอยู่วัดเกาะแก้วอัมพวันเดือนเศษ จากนั้นท่านก็พาขึ้นรถที่อำเภอธาตุพนมไปเมืองอุบลฯ ใช้เวลาสองวันค่อยถึงเมืองอุบลฯ พักค้างคืนที่อำเภออำนาจเจริญหนึ่งคืน เพราะถนนหนทางไม่ดี รถก็วิ่งได้ไม่เร็ว รถก็รถใช้ถ่าน รถถ่านในที่นี้ ไม่ใช่รถบรรทุกถ่านนะ แต่เป็นรถใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิงเหมือนรถไฟ สมัยก่อนรถไฟเขาใช้ฟืน จึงได้เรียกว่ารถไฟ รถถ่านก็เช่นเดียวกัน เขาใช้ถ่านแทนฟืน องค์หลวงปู่บัวพาเล่าว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้นั่งรถ รู้สึกตื่นเต้นมาก แต่เผลอไม่ได้ สะเก็ดไฟพอถ่านมันแตกเท่านั้นแหละ สะเก็ดไฟปลิวว่อนไหม้เสื้อผ้าผู้คนโดยสาร ต้องคอยดูแลระวังเอา กลัวไฟจะไหม้ผ้า

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!