?>
ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์แห่งภาคอีสาน
The Buddhist Art Conservation Club Of Esan (North Eastern Part Of Thailand)
04 สิงหาคม 2569, 18:52:21 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

กติกาในการ เช่า-แลกเปลี่ยนพระเครื่อง | พระเครื่องเมืองอุบลราชธานี | แจ้งปัญหาการใช้งาน
แจ้งเรื่องการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่จะให้เช่าพระเครื่องฯ | วิธีสมัครสมาชิกเว็บ

หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
 61 
 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 21:36:22 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
ได้ญัตติเป็นพระธรรมยุตใหม่ที่เมืองนคร
เมื่อใกล้จะเข้าพรรษา องค์หลวงปู่เสาร์ก็สั่งให้พระที่เตรียมพร้อมแล้ว ไปญัตติเป็นพระธรรมยุตใหม่ องค์ท่านให้ไปญัตติกับพระครูสารภาณมุนี (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย) การอุปสมบทใหม่ครั้งนี้ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ปีพุทธศักราช ๒๔๗๘ ณ พัทธสีมาวัดศรีเทพประดิษฐาราม อำเภอเมือง นครพนม โดยมีพระครูสารภาณมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระมหาพรหมา โชติโก เปรียญธรรม ๕ นักธรรมเอก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลังจากได้ ญัตติกรรมเป็นพระธรรมยุตแล้ว ได้เดินทางกลับมาวัดป่าสุทธาวาส เดินทางอยู่สองวัน ทั้งไปและกลับเป็นสี่วัน ซึ่งในสมัยนั้นต้องเดินทางด้วยเท้า เพราะทางคมนาคมยังไม่สะดวก มาอยู่วัดป่าสุทธาวาสกับหลวงปู่เสาร์ มอบกายถวายชีวิตเป็นศิษย์ขององค์ท่านตลอดไปเมื่อได้ญัตติเป็นพระธรรมยุตแล้ว ท่านดีใจจนตัวจะลอยเพราะได้เข้าใกล้รับใช้ครูบาอาจารย์ และได้ช่วยหมู่คณะอย่างเต็มที่ เพราะก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ได้ญัตติต้นคือเป็นพระมหานิกายอยู่ ท่านให้นั่งสุดแถวคือเป็นองค์สุดท้ายของพระและไม่ได้รับประเคนสิ่งของ ช่วยหมู่คณะ ก็ไม่มีโอกาสเข้ารับใช้ใกล้ชิดองค์หลวงปู่ แต่พอได้ญัตติแล้ว ได้ทำทุกๆ อย่างเหมือนพระองค์อื่นๆ
•   หลวงปู่จันทร์ เขมิโย เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๒๔ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑ ปีมะเส็ง บ้านท่าอุเทน ตำบลท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม มรณภาพเมื่อวันศุกร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ รวมอายุ ๙๒ ปี พรรษา ๗๒


 62 
 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 17:55:36 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
เข้ามอบกายถวายชีวิตเป็นศิษย์องค์หลวงปู่เสาร์
เมื่อไปถึงเมืองสกลนครแล้ว ได้เข้ากราบนมัสการองค์หลวงปู่เสาร์ที่วัดป่าสุทธาวาส มอบกายถวายชีวิตต่อองค์หลวงปู่เสาร์ ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ขององค์ท่าน องค์ท่านก็เมตตารับไว้ แต่ตอนนั้นองค์หลวงปู่บัวพา ท่านยังเป็นพระมหานิกายอยู่ สุดแสนที่จะดีใจเมื่อได้ถวายตัวเป็นศิษย์องค์ท่านแล้ว ท่านให้ฝึกหัดปฏิบัติตัวให้ได้ให้ถูกต้องทุกๆ ประการเสียก่อนจึงจะนำไปญัตติใหม่ แต่องค์หลวงปู่บัวพาท่านพร้อมอยู่แล้วเมื่อสมัยอยู่กับพระอาจารย์กอง จึงเป็นสิ่งที่ไม่ยากนักสำหรับองค์หลวงปู่บัวพา

 63 
 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 16:50:35 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
บุญเก่ามากระตุ้นเตือนใจ ให้รีบออกปฏิบัติอย่างถึงใจ
ในคืนหนึ่งมีพวกพ่อค้าเข้ามาขอพักนอนที่ศาลาวัดบ้านป่อแดง ท่านพระอาจารย์ก็เมตตาสั่งให้พระเณรไปช่วยดูที่พักให้พวกพ่อค้าที่มาขอพักที่ศาลา
ก็พูดคุยทักทายปราศรัยถามความเป็นมาของพวกพ่อค้าพูดคุยอยู่สักระยะหนึ่ง ในกลุ่มพ่อค้าที่มาพักในคืนนั้นมีคนมีอายุวัยกลางคนผู้หนึ่ง มีอัธยาศัยดี พูดจาน่าฟังเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เอ่ยปากถามหลวงปู่บัวพาว่า “ครูบาบวชได้กี่พรรษาแล้ว อยู่อย่างนี้ได้ปฏิบัติบ้างไหม” องค์หลวงปู่ก็บอก เขาไปว่า “ได้สี่พรรษา ก็ปฏิบัติอยู่ แต่ก็ไม่ได้ปฏิบัติเต็มที่ เพราะวัดบ้านตอนหัวค่ำจะมีทั้งเด็กวัดทั้งพระเณรท่องหนังสือ มีทั้งหมอลำไปเรียนลำที่วัด เขาก็ท่องกลอนลำจนดึกดื่น เราก็ต้องรอให้เขานอนเงียบเสียงกันเสียก่อน ตอนดึกเราค่อยลงมาเดินจงกรมนั่งสมาธิของเรา ใช้เวลาตอนที่เขาไม่ใช้กัน คือตอนเขานอนนั่นเอง” คุยกันไปมาพ่อค้าคนนั้นเลยเล่านิทานให้ฟัง แกคงเห็นอุปนิสัยขององค์หลวงปู่ชอบในการปฏิบัติ “ครูบา” พ่อค้าคนนั้นพูดขึ้น “พ่อออกจะเล่านิทานให้ฟังจะฟังไหม” องค์หลวงปู่ก็บอกว่า “ฟัง” เพราะนิสัยขององค์หลวงปู่น่ารักอยู่แล้ว พ่อค้าคนนั้นก็ถือโอกาสเล่านิทานให้ฟังว่า  
ยังมีหนุ่มฉกรรจ์สามคนเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เป็นเด็กต่างคนต่างขยันใฝ่ในการศึกษาหาความรู้เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของชีวิต อยู่มาวันหนึ่งสามสหายรักได้มาพบกัน สนทนากันด้วยความดีใจและจริงใจต่อกัน คุยกันไปกันมามีเพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นว่า  
“เออเพื่อน เราทั้งสามโตขึ้นมาแล้ว เราจะดำเนินชีวิตของเราเพื่อให้เกิดประโยชน์ที่คุ้มค่า เราจะใช้ชีวิตไปในรูปแบบไหนถึงจะดีนะเพื่อน”  
เพื่อนคนหนึ่งนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่งบอกว่า “เออนี่เพื่อน เรานี้จะเรียนวิชาหาความรู้ให้มีความสามารถแล้วจะแต่งงาน ตั้งหลักปักฐานให้ร่ำรวย แล้วจะขวนขวายทำบุญกุศลสร้างวัดวาอารามถวายสงฆ์ให้ได้มากที่สุด แล้วเราจะบำรุงพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่นั้นเพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิต ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า หรือว่าเพื่อนมีความคิดเห็นเป็นประการใด”  
ส่วนเพื่อนอีกคนก็พูดขึ้นว่า “ในชีวิตของคนเราจะให้มีค่าที่สุดแล้ว ก็คิดว่าเราจะบวชแล้วศึกษาพระธรรมวินัยให้แตกฉานชำนาญ ในพระธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ แล้วเราจะตั้งสำนักสอนธรรมแก่สานุศิษย์ให้ได้เป็นคณาจารย์ใหญ่กว่าคนทั้งหลาย แล้วเราจะกระจายขยายสานุศิษย์ไปเผยแผ่ให้กว้างไกล เราจะเป็นคณาจารย์ใหญ่มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นร้อยเป็นพันเป็นหลายร้อยหลายพันเรามีความคิดเห็นเป็นอย่างนี้”
เพื่อนอีกคนพูดขึ้นว่า “ฟังเพื่อนๆ พูดแล้วมันยุ่งยาก เราคิดว่าเราจะบวชแล้วออกธุดงค์กัมมัฏฐานไปแบบไม่มีลูกศิษย์ลูกหา ไม่มีวัดมีวา ค่ำไหนนอนนั่น ตายแล้วก็แล้วไป ไม่ยุ่งกับใคร ไม่สนกับใคร หาความสุขใส่ใจเป็นอันพอ เรามีความคิดเห็นอยู่อย่างนี้แหละเพื่อน”
ทั้งสามก็นุโมทนาในความคิดความฝันของกันและกัน เพราะความฝันอาจเป็นจริงก็ได้ อยู่ต่อมาความฝันของสามสหายกลายเป็นความจริงขึ้นมาก็ดำเนินชีวิตไปตามความคิดความหวังที่ตนตั้งไว้ ทุกคนสมหวังดั่งตั้งใจไว้ทุกประการ เพื่อนคนที่แต่งงานก็ได้ลูกได้หลานได้สร้างฐานะให้ร่ำรวยได้สร้างวัดวาอาราม เฝ้าปรนนิบัติตุ๊อุปัฏฐากพระสงฆ์มิให้มีความผาสุกมาโดยตลอดจนแก่เฒ่าชรา บำรุงวัด บำรุงสงฆ์อยู่เป็นนิจไม่เคยขาด ส่วนเพื่อนอีกคนก็ออกบวชตามตั้งใจเอาไว้ให้ได้เป็นคณาจารย์ใหญ่ก็ได้เป็นสมดั่งปณิธานดังใจหมายไว้ว่า ให้มีลูกศิษย์ห้าร้อยมิได้ขาด ส่วนเพื่อนอีกคนหนึ่งเมื่อบวชแล้วหายเงียบออกธุดงค์ไป ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย ไม่ได้ข่าวคราวเลยเพื่อนทั้งสามรู้สึกว่า ใช้ชีวิตเป็นไปตามความฝันของตนๆ ทุกประการเลยทีเดียว อยู่มาวันหนึ่งพระคณาจารย์ใหญ่นั่งกินลมเมื่อยามเย็นๆ ที่ระเบียงกุฏิตน ได้มีลูกศิษย์มากราบเรียนให้ทราบว่า มีพระธุดงค์ขอเข้าพบ พระคณาจารย์ก็อนุญาตให้เข้าพบได้ พระธุดงค์องค์ชราก็ได้เข้าพบเป็นส่วนตัว พระธุดงค์ไหว้แล้วนั่งอยู่ข้างใกล้ๆ แล้วแกล้งสนทนาขึ้นว่า ว่า “ สบายดีท่านพระคณาจารย์ใหญ่ อยู่สบายดีหรือ”
          พระคณาจารย์ใหญ่ก็บอกว่า “ เออ สบายดี ท่านล่ะไปธุดงค์เป็นไง สมประสงค์บ้างไหม แล้ววันนี้จะธุดงค์ไปพักที่ไหน ได้ที่พักหรือยัง และรู้จักใครบ้างไหมในสำนักนี้
          พระธุดงค์บอกว่า “ยังไม่มีที่พัก และตั้งใจว่าจะมาพักที่นี่ เคยรู้จักกันกับพระองค์หนึ่งซึ่งเคยเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเป็นเด็กด้วยกัน มีคนเขาบอกว่าท่านที่เป็นเพื่อนได้มาอยู่ที่นี่ จึงมาเพื่อเยี่ยมเยียน ไม่รู้ว่าท่านอยู่หรือเปล่า”
“ก็เพื่อนท่านชื่ออะไรล่ะ”
พอพระธุดงค์บอกชื่อให้ทราบพระคณาจารย์ก็บอกว่าท่านอยู่ พระคณาจารย์สังเกตดูทั้งกิริยาอาการและเสียง จำได้ถนัดว่าเป็นเพื่อนของตน “ก็เรานี่เองเป็นเพื่อนของท่าน”
ทั้งสองเข้ากอดจับไม้จับมือแสดงออกซึ่งความดีอกดีใจที่ได้พบกันหลังจากแยกกันไปตั้งแต่หนุ่มจนแก่ชราจึงค่อยได้พบกัน จากกันไปนานเสียจริงๆ นึกว่าตายแล้วจนจำกันแทบไม่ได้เพื่อนเอ๋ย เรานึกว่าเธอไปธุดงค์นาน จนเราคาดว่าเพื่อนคงตายเสียแล้ว เพื่อนพระธุดงค์ก็บอกเรารอดตายมาเหมือนกัน แล้วก็ถามข่าวไปถึงเพื่อนอีกคนเขาอยู่อย่างไร
“เออ! ไอ้นั่นมันก็ดีของมัน ร่ำรวยสร้างวัดสร้างวาอุปถัมภ์วัดมาไม่เคยขาด สมดั่งแกตั้งใจเอาไว้ทุกประการ แล้วท่านล่ะออกธุดงค์เป็นไง” พระคณาจารย์ถาม
“สมดั่งตั้งใจไว้ทุกประการเช่นกัน”
“บ๊ะ! เราเข้าไปหาเพื่อนที่เป็นฆราวาสที่อยู่บ้านโน้นกันดีกว่า”
ทั้งสองเข้าไปหาเพื่อนอีกคนที่อยู่ในบ้าน พอไปถึงก็จำกันได้เพื่อนที่เป็นฆราวาสก็จัดแจงอาสนะถวายให้นั่งที่อันควร แล้วก็มากราบไหว้ และสนทนาว่า “ท่านคณาจารย์ใหญ่มีธุระอันใด จะให้ข้าน้อยรับใช้หรือคิดถึงจึงมาหาถึงบ้าน”
“เออ! คิดถึงจึงพาเพื่อนมาเยี่ยม นี่ไงเพื่อนของเราที่ออกธุดงค์ไป ไม่ว่าเป็นหรือตาย ได้กลับมาแล้วนี่ไง”
พอรู้ว่าเพื่อน สามสหายก็ดีอกดีใจทักทายทุกข์สุขกันอยู่ยกใหญ่ เพราะไม่ได้เจอกันหลายสิบปี แล้วพูดถึงการบำเพ็ญประโยชน์อันเป็นมงคลของชีวิตของแต่ละคนว่าได้บำเพ็ญสุดกำลังสมดั่งตั้งใจเอาไว้ ว่าใครจะได้บุญมากกว่ากัน เพื่อนผู้เป็นฆราวาสพูดขึ้นว่า “ผมก็บำเพ็ญมาสุดกำลังไม่ได้อาศัยใครกิน มิหนำซ้ำยังมีแต่ให้ และสร้างวัดสร้างวาบำรุงพระสงฆ์มาตลอด ผมก็ว่าผมได้บุญมากกว่าเพื่อนที่บวช”
ส่วนพระคณาจารย์ใหญ่พูดว่า “เราก็ว่าเราได้บุญมาก เพราะเราบวชบำเพ็ญสร้างวัด สอนลูกศิษย์ลูกหามาเป็นหลายร้อยหลายพันคน ได้สำเร็จประโยชน์มากมายเลยทีเดียวนะ ฝ่ายพระธุดงค์ก็ว่าเราได้บุญมาก เพราะเราเป็นผู้ที่เสียสละ ไม่เอาอะไรสักอย่าง ดำเนินชีวิตไปตามรอยพระบาทพระพุทธเจ้าอย่างเดียว แม้แต่ชีวิตก็มอบถวายคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์”
ต่างคนก็ต่างเชื่อว่าตนเองได้บุญมาก พูดจาไม่ลงรอยกัน จึงชวนกันไปกราบพระพุทธเจ้าให้เป็นผู้ตัดสินชี้ขาดผู้เดียวเท่านั้น ทั้งสามสหายก็เลยพากันออกเดินทางสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ในระหว่างเดินทางไปสู่สำนักพระพุทธเจ้านั้น มีแม่น้ำไหลเชี่ยวมีน้ำมากอยู่แห่งหนึ่ง พอไปถึงก็ไม่มีใครกล้าข้าม เกี่ยงกันไปมา
“ผมเป็นโยม มีลูกมีเมียมีภาระที่จะต้องทำ ยังไม่ได้มอบหมายให้ใครเป็นที่เรียบร้อย ให้ท่านผู้เป็นพระนั่นแหละไปก่อน เพราะพระไม่มีลูกมีเมีย”
ส่วนพระคณาจารย์ใหญ่ก็บอกว่า “ให้ท่านพระธุดงค์นั่นแหละไปก่อน เพราะท่านไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง ส่วนผมมีลูกศิษย์ลูกหาเฝ้าคอยอยู่เป็นร้อยเป็นพัน ยังไม่ทราบว่าเขาจะอยู่กันอย่างไร”
ตกลงต้องเป็นพระธุดงค์เป็นองค์ลุยน้ำไปก่อน เพราะไม่มีอะไรจะอ้างอย่างเขา พอข้ามไปได้น้ำลึกประมาณเหนือเข่า ถลกผ้าขึ้น ผ้าไม่เปียก พระคณาจารย์จึงข้ามเป็นอันดับสอง น้ำเพียงเอว เล่นเอาผ้าสบงเปียก จีวรไม่เปียก เพื่อนที่เป็นฆราวาสตามไปหลังสุด เล่นเอาน้ำเพียงคอ ผ้านุ่งเปียกปอนทั้งหมด พอขึ้นฝั่งได้หมดแล้วก็เดินทางต่อ มุ่งหน้าสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า พอไปถึงพากันเข้าฟังธรรมและถามปัญหาความข้องใจกับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้บอกว่า “จะมาถามเราทำไม ก็ตอนที่ข้ามแม่น้ำมา ก็แสดงให้รู้แล้วว่าใครเป็นผู้ได้บุญมากน้อยกว่ากัน แม่น้ำนั้นเป็นผู้ตัดสินอยู่แล้ว” สามสหายเมื่อได้ฟังแล้วก็หายสงสัย จึงพากันกราบลาพระพุทธเจ้ากลับสู่บ้านเมืองของตนๆ องค์หลวงปู่ก็นั่งฟังโยมคนนั้นเล่านิทานให้ฟังอยู่อย่างสงบ องค์หลวงปู่ชอบใจประทับใจในนิทานเรื่องนี้มาก
คืนวันที่ตัดสินใจออกปฏิบัติอย่างเดียว
ในคืนนั้นองค์ท่านได้พิจารณาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะลาหมู่เพื่อออกปฏิบัติครั้นแต่บัดนี้เป็นต้นไป จะขอหยุดการเรียนหนังสือแต่วันนี้ ในคืนต่อมาองค์หลวงปู่ก็บอกกับหมู่ที่อยู่ด้วยกันว่าจะออกปฏิบัติตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป หมู่เพื่อนที่อยู่ในที่นั้นก็พากันอนุโมทนาสาธุด้วยความดีใจแล้วก็ร้องไปบอกองค์อื่นๆ ให้รู้ว่า ท่านบัวพาจะออกปฏิบัติแล้วเน้อ พระที่รู้จักกันพอได้ยินเสียงบอกดังนั้น ต่างองค์ต่างก็รีบออกมาแสดงความดีใจจับไม้จับมือ บางองค์ก็ร้องบอกหมู่ไปว่า ท่านบัวพาจะไปเป็นพระอรหันต์แล้วเน้อ พวกเราจงมาอนุโมทนาเอาบุญกับท่านบัวพาเน้อ หมู่พวกที่อยู่ในห้องต่างก็ออกมาสาธุกันยกใหญ่ จากนั้นท่านก็เตรียมตัวกราบลาครูบาอาจารย์มุ่งปฏิบัติอย่างเดียว มุ่งหน้าปฏิบัติฝึกหัดกัมมัฏฐาน แสวงหาครูบาอาจารย์อย่างจริงจัง
พระอาจารย์องค์แรกขององค์หลวงปู่บัวพา
ท่านพระอาจารย์กองหรือหลวงปู่กอง ท่านเป็นพระอาจารย์องค์แรกขององค์หลวงปู่บัวพาเมื่อคราวสมัยองค์หลวงปู่บัวพายังเป็นพระวัดบ้านอยู่ องค์ท่านได้ตะเกียกตะกาย แสวงหาทางออกจากทุกข์อย่างไม่มีผู้นำพาฝึกหัดปฏิบัติเลย จนในที่สุดได้มาพบกับหลวงปู่กอง ที่วัดป่าบ้านโนนทัน ซึ่งเป็นพระป่าปฏิบัติอยู่ในเขตอำเภอคำเขื่อนแก้ว องค์หลวงปู่กอง เปรียบอุปมาเหมือนเป็นผู้บอกทิศให้ออกจากป่าดงใหญ่ อันคนกำลังหลงป่าแสวงหาทางออกอย่างสุดกำลัง องค์หลวงปู่บัวพาจึงได้รู้ทิศที่จะออกจากป่า และได้ไปพบเส้นทางใหญ่เดินไปสู่แดนอันเกษม ดังนั้นการที่ได้รู้ทิศที่จะไปคือหลวงปู่กองเป็นผู้ชี้แนะ เมื่อเดินตามทิศที่บอกมาจนได้พบองค์หลวงปู่ใหญ่เสาร์ องค์หลวงปู่เสาร์เปรียบอุปมาเหมือนทางนำพาดำเนินไปสู่แดนอันเกษมอันเป็นจุดเป้าหมายนั้น คือองค์หลวงปู่บัวพาเมื่อได้แสวงหาครูอาจารย์จึงได้เข้ามาศึกษาข้อวัตรปฏิบัติและฝึกหัดธรรมกัมมัฏฐาน อยู่กับหลวงปู่กองก่อน ได้รู้ข้อวัตรปฏิบัติทางสายพระป่าจนเข้าใจและฝึกได้ทุกๆ อย่าง องค์ท่านฝึกหัดอยู่กับหลวงปู่กอง จนคนอื่นมองดูไม่รู้ว่าท่านเป็นพระบ้านเลย และได้จัดแจงเตรียมแต่งผลัดเปลี่ยนอัฐบริขารให้ถูกต้องตามธรรมเนียมวินัย ตามกฎระเบียบของสายพระป่าทุกๆ ประการแล้วองค์หลวงปู่บัวพา จึงได้กราบนมัสการลาหลวงปู่กอง เพื่อมุ่งหน้าไปสู่สำนักองค์ท่านหลวงปู่ใหญ่เสาร์ จนได้เข้าเฝ้ารับใช้ใกล้ชิดติดตามองค์หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ไปทั่วสารทิศติดตามไปดุจดังเงาเฝ้าตามตัวชั่วชีวิตจะหาไม่

เข้าฝากตัวเป็นศิษย์ท่านอาจารย์กอง
องค์หลวงปู่ได้เดินทางไปบ้านโนนทัน วัดป่าบ้านโนนทันมีอาจารย์กองเป็นผู้ฝึกสอนกัมมัฏฐานองค์แรก ได้อยู่อบรมกัมมัฏฐานอยู่กับอาจารย์กองระยะหนึ่ง เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมและเตรียมอัฐบริขารให้ถูกต้องของทางวัตรปฏิบัติ ซึ่งในช่วงนั้นชื่อเสียงขององค์หลวงปู่เสาร์ องค์หลวงปู่มั่นได้ระบือไปทั่วสารทิศ ท่านองค์หลวงปู่บัวพาจึงน้อมจิตอธิษฐานส่งใจไปถึงองค์หลวงปู่เสาร์ว่าขอให้ได้พบและเป็นลูกศิษย์ติดตามปฏิบัติอุปัฏฐากองค์ท่านด้วยเถิด เมื่อน้อมจิตส่งไปอย่างนั้นแล้ว ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปจังหวัดสกลนคร ในระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปเมืองสกลนครนั้น ได้พบกับพระ ท่านว่าท่านมาจากสำนักองค์หลวงปู่เสาร์ จึงถามท่านว่ามีพระอยู่กับองค์หลวงปู่มากไหมหนอ ท่านก็บอกมีมากพอสมควร มีพระประมาณ ๒๐ กว่าองค์เห็นจะได้ ถามท่านว่ามีพระปฏิบัติอุปัฏฐากองค์ท่านไหมหนอ ท่านก็บอกว่า มีพระอุปัฏฐากองค์ท่านอยู่ประจำ องค์หลวงปู่บัวพานึกในใจว่า ถ้าเราได้ปฏิบัติอุปัฏฐากองค์ท่านคงเป็นบุญของเราอย่างยิ่งแท้หนอ ที่จะหาสิ่งใดเสมอเหมือนมิได้เลย จึงขอติดตามพระท่านไปสู่สำนักองค์หลวงปู่เสาร์ ท่านก็ยินดีให้ไปกับท่าน พระองค์นี้ท่านบอกว่าท่านไปส่งเณรที่บ้านบักนาว นับเป็นโอกาสอันเป็นมงคลที่สูงสุดของชีวิต องค์หลวงปู่บัวพาดีใจมากจนบอกไม่ถูก






 64 
 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 16:48:39 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
ทดลองออกวิเวกครั้งแรก
พอออกพรรษาในปีนั้นองค์หลวงปู่ก็ขอลาครูบาอาจารย์ออกเที่ยววิเวกเพื่อเป็นการฝึกกัมมัฏฐานไปในตัว เพื่อจะได้รู้ว่าทางไหนเป็นทางที่ถูกต้อง
ที่แท้จริง แต่พระอาจารย์ของท่านอยากให้ท่านเรียนสนธิ เรียนมูลกัจจายน์เสียก่อน จึงออกปฏิบัติภายหลัง ในพรรษาปีต่อมาองค์หลวงปู่จึงได้ไปเรียนสนธิ เรียนมูล อยู่ที่วัดบ้านไผ่ใหญ่ อำเภออำนาจเจริญ อยู่หนึ่งพรรษา ปีต่อมา ท่านได้ไปเรียนสนธิอยู่บ้านป่อแดง ซึ่งในสมัยนั้นสำนักเรียนสนธิมูลกัจจายน์ที่บ้านป่อแดงมีชื่อเสียงมากที่สุดทางภาคอีสาน แต่คงเป็นอุปนิสัยเก่าขององค์หลวงปู่ก็ว่าได้ เพราะท่านอยู่วัดบ้าน แต่ฉันมื้อเดียว เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา ไหว้พระสวดมนต์อยู่เป็นนิจไม่เคยขาดเลย ใครเขาจะทำหรือไม่ทำ ท่านก็ทำของท่านอยู้องค์เดียว พอออกพรรษาท่านจะถือโอกาสออกวิเวกฝึกหัดปฏิบัติกัมมัฏฐานทุกๆ ปี และท่านเองก็ปรารภกับหมู่อยู่เสมอว่าท่านจะออกปฏิบัติกัมมัฏฐานตามแบบแนวทางของพระพุทธเจ้า จนหมู่เพื่อนรู้จักกันดีว่าท่านบัวพาจะออกปฏิบัติอย่างเดียว 

 65 
 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 16:34:56 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
ตัดต้นโพธิ์เป็นบาปจริงๆ องค์หลวงปู่เล่า
อยู่มาวันหนึ่งท่านอาจารย์เจ้าอาวาสได้สั่งให้องค์หลวงปู่ขึ้นตัดกิ่งก้านต้นโพธิ์ที่รุงรังปกคลุมหลังคาวิหาร องค์หลวงปู่ก็ต้องจำใจทำเพราะความเคารพในท่านอาจารย์ พอองค์ท่านขึ้นไปตัดกิ่งก้านต้นโพธิ์เสร็จเตรียมตัวจะลง พอก้าวขาหาที่เหยียบว่าจะลงเท่านั้น เหมือนมีอะไรมาผลักขาลื่นหลุดเหลือแต่แขนกอดโอบต้นโพธิ์รูดตกถึงพื้นดินล้มลง แล้วก็รีบลุกขึ้นสำรวจตัวเองว่าเจ็บตรงไหน เห็นมีรอยขูดขีดตามแขนตามหน้าอกเล็กน้อย ก็รีบไปหายาทาแผลนั้นก็หาย แต่ยังมีแผลหนึ่งอยู่ที่หน้าอกนิดเดียว ใช้ยาอะไรทาก็ไม่หาย ไม่ยอมตกสะเก็ดเหมือนแผลอื่น ทำอย่างไรก็ไม่หายสักที องค์หลวงปู่ก็มานึกขึ้นได้ด้วยตนเองว่าเรานี้เป็นบาปเสียแล้ว ต้นโพธิ์เป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าได้อาศัยตรัสรู้ และเป็นต้นไม้ที่มีพระคุณต่อพระพุทธเจ้าแล้วก็มีพระคุณแก่เราในวันนั้นด้วยที่เราไปนั่งสมาธิได้พบความสุขที่ต้นโพธิ์นี้เอง เมื่อองค์ท่านระลึกได้ดังนี้ พอตกตอนกลางคืนพระเณรองค์อื่นเงียบหมดแล้ว ท่านได้ไปเอาดอกไม้ที่ญาติโยมเขาเอามาบูชาที่โต๊ะบูชา ใส่ขันแล้วเดินไปนั่ง
คุกเข่ากราบลง ๓ ครั้ง แล้วกล่าวคำขอมาโทษที่ตนได้ล่วงเกินต้นโพธิ์อันมีพระคุณแก่พระพุทธเจ้า ขอจงงดเสียซึ่งโทษบาปกรรมล่วงเกินอันนั้น เพื่อการสำรวมระวังต่อไปด้วยเทอญ ขอให้คุณ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และต้นมหาโพธิ์อันมีพระคุณแก่ข้าพเจ้า จงช่วยงดเสียซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น เพื่อการสำรวมระวังต่อไป ภายในวันสองวันเท่านั้นแผลนั้นก็หายเป็นปลิดทิ้ง ไม่มีรอยแผลเป็นปรากฏอยู่เลย  

นอนหันเท้าไปทางพระพุทธรูปก็บาปเหมือนกัน
แล้วท่านก็เล่าไปถึงการนอนหันเท้าไปทางพระพุทธรูปอยู่ก็บาปเหมือนกัน องค์ท่านเล่าให้ฟังว่า สมัยเราเป็นเด็กหนุ่มอายุ ๑๔-๑๕ ปี เห็นจะได้ เคยไปขายน้ำย้อมกับพวกผู้ใหญ่เขา สมัยก่อนพวกพ่อค้าต้องเดินด้วยเท้าหาขายสิ่งของต่างๆ ไปต่างบ้านต่างเมือง ไปถึงบ้านไหนเมื่อตกตอนเย็น ก็จะไปขอพักนอนตามวัดไปเรื่อยๆ องค์หลวงปู่ไปขายน้ำย้อมกับหมู่ผู้ใหญ่ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันจะต้องนอนพักตามวัดตามศาลาตามเคย มาวันหนึ่งพอตกตอนเย็นก็พากันไปขอพักนอนตามวัดมีศาลาแห่งหนึ่ง พระท่านอนุญาตให้พักได้ ภายในศาลาหลังนั้นมีพระพุทธรูปตั้งประดิษฐานอยู่ ในศาลาพวกพ่อค้านอน เขาไม่นอนเหมือนคนธรรมดานอน คือเขาจะเอาสิ่งของวางรวมกันไว้ระหว่างกลางแล้วก็นอนหันหัวเข้าหากันหันขาออก เรียกว่านอนให้เป็นวงกลม ให้รอบสิ่งของเอาไว้ วันนั้นก็เช่นเดียวกัน นอนหันหัวเข้าหากันหันเท้าออก เพื่อรักษาสิ่งของช่วยกัน แต่พวกผู้ใหญ่เขาฉลาด เขาก็เลือกที่นอนก่อนและเขาก็นอนประจำที่ก่อนทุกๆ คน เขาเว้นที่ให้เราตรงพระพุทธรูปแต่หันเท้าไปตรงพระพุทธรูป เราเป็นเด็กไม่มีทางเลือกก็ต้องนอนเพราะเขาบังคับทางอ้อม แต่พอนอนไปได้สักพักหนึ่ง พวกผู้ใหญ่เขาก็โวยวายขึ้นว่า “นี่ตีนใคร นี่ขาใคร มันมายันหัวกูนี่หือ” เขาก็ลุกขึ้นดู “นี่ตีนบักบัวพานี่หว่า มึงเอาตีนมายันหัวหมู่ทำไม” พวกผู้ใหญ่เขาก็ปลุกขึ้นให้นอนใหม่ แต่นอนไปไม่นานพวกผู้ใหญ่เขาก็โวยวายปลุกขึ้นให้นอนใหม่อีก เป็นอยู่อย่างนี้ทั้งคืน เดี๋ยวก็โวยขึ้นอยู่อย่างนั้นทั้งคืน จนไม่เป็นอันนอนเลยในคืนนั้น นอนที่อื่นไม่เห็นเป็นอย่างนั้น ก็มันเป็นอย่างนี้เพราะหันเท้าไปทางพระพุทธรูปนั่นเอง เรื่องของเรากับพระพุทธรูปนี้ย่อมปรากฏอานุภาพให้เห็นทันตา


 66 
 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 15:55:59 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
เมื่อกาลต่อมา โยมบิดามารดาของท่านได้อพยพไปตั้งหลักแหล่งใหม่ที่บ้านกุดกุง ตำบลสงเปือย อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธรปัจจุบัน อาชีพบิดามารดาของท่านทำนา ตามอุปนิสัยขององค์หลวงปู่แล้ว เมื่อเป็นฆราวาสนั้นเป็นคนพูดน้อย มีความเคารพนอบน้อมเชื่อฟังผู้ใหญ่ คือเป็นคนว่าง่ายสอนง่าย แต่โดยส่วนมากนิสัยขององค์หลวงปู่เป็นคนไม่ชอบทำบาป มีจิตใจใฝ่บุญกุศลตั้งแต่เป็นเด็กตลอดมา พออายุครบบวช บิดามารดามีความปรารถนาอยากจะให้ท่านบวชก่อนจะมีครอบครัว บังเอิญในปีนั้น นายเทพ ลูกชายของน้องสาวโยมพ่อหลวงปู่ (โยมแตงอ่อน) ได้ถึงแก่กรรม ลุงท่านได้ขอร้ององค์หลวงปู่ซึ่งสมัยนั้นท่านยังเป็นหนุ่ม อายุครบบวชพอดี ให้ช่วยบวชอุทิศส่วนกุศลให้แก่นายเทพ ซึ่งเป็นลูกชายของโยมแตงอ่อน พ่อคำมี แสงศรี จึงเป็นเจ้าภาพจัดกองบวชให้ และองค์หลวงปู่ก็ได้เข้าบวชเป็นพระเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ณ สีมาน้ำวัดบ้านกุดกุง อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันเป็นจังหวัดยโสธร มีพระอาจารย์มอนเป็นพระอุปัชฌาย์ บวชฝ่ายมหานิกาย ในพรรษาแรกอยู่จำพรรษาที่วัดบ้านกุดกุง วัดบ้านกุดกุงนั้นเป็นวัดอยู่นอกบ้าน ห่างบ้านพอประมาณ ตั้งอยู่ฝั่งกุดกุง น้ำในกุดกุงใสสะอาด เป็นกุดที่กว้างใหญ่มากทีเดียว ภายในพรรษาแรกองค์หลวงปู่ท่านฉันมื้อเดียว และฝึกหัดภาวนาอยู่ตามลำพังแต่องค์เดียวมิได้ขาด เพราะเป็นวัดบ้าน การทำสมาธิภาวนาไม่ค่อยมีใครเขาทำกัน ท่านก็คิดทำของท่านเอง คงเป็นอุปนิสัยเก่าขององค์หลวงปู่ที่เคยสั่งสมมา มีอยู่วันหนึ่ง

องค์หลวงปู่ท่านระลึกถึงเมื่อสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้อยู่ที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นที่มามีความสุขเป็นที่ประทับใจขององค์หลวงปู่มาก ก็พอดีภายในวัดบ้านกุดกุงนั้น มีต้นโพธิ์อยู่ต้นหนึ่ง องค์หลวงปู่ก็น้อมจิตระลึกถึงพระพุทธเจ้า ว่าท่านได้ตรัสรู้แจ้งชอบด้วยพระองค์เอง ในคืนวันเพ็ญเดือนหก ณ ที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ เราน่าจะเอาเป็นตัวอย่าง ในคืนวันนั้นองค์หลวงปู่ท่านรอให้เสียงผู้เสียงคนเขาเงียบสงัดเสียก่อนองค์ท่านจึงค่อยไปนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นโพธิ์โดยไม่มีใครรู้ พอไปถึงท่านกราบลง ๓ ครั้ง แล้วนั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก บริกรรม “พุทโธ” อยู่องค์เดียว ใช้เวลาภาวนาอยู่ไม่นานนัก จิตก็รวมสงบลงอย่างแน่วแน่ ท่านได้พบความสุขอยู่อย่างสุดซึ้งที่ใต้ต้นโพธิ์ นั้นเอง นั่งสมาธิอยู่เกือบสว่าง พอได้ยินเสียงผู้คนเขาออกไปตักน้ำที่กุดกุงตอนใกล้รุ่ง องค์ท่านจึงเข้ามาทำข้อวัตรต่อที่กุฏิของท่าน  

 67 
 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 15:35:27 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
ชีวประวัติ หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส
วัดป่าพระสถิตย์ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

ความเป็นมาขององค์หลวงปู่บัวพาโดยลำดับแล้ว นับว่ายากที่จะได้รับรู้ประวัติของท่านให้ได้โดยละเอียด เพราะโดยนิสัยขององค์ท่านแล้วเป็นคนที่มีนิสัยพูดน้อยและไม่ค่อยพูดเรื่องของตัวเอง ถ้าจะพูดก็พูดเกี่ยวเนื่องกับพระอาจารย์ขององค์ท่าน คือองค์หลวงปู่ใหญ่เสาร์นั่นเอง แต่องค์หลวงปู่บัวพาเป็นผู้พูดน้อย ปฏิบัติมากและทำแบบสม่ำเสมออย่างมั่นคง ไม่จับๆ วางๆ ฉะนั้นการเขียนประวัติขององค์หลวงปู่จึงเป็นการยากที่จะรวบรวมให้ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ถ้าขาดตกบกพร่องด้วยประการใด จึงขอความกรุณาให้อภัยผู้เรียบเรียงด้วยเทอญ เพราะเป็นผู้มีปัญญาน้อย แต่ศรัทธาหาประมาณมิได้
องค์หลวงปู่บัวพา หรือท่านพระครูปัญญาวิสุทธิ์ สถานะเดิมขององค์ท่าน เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๓๑ ตุลาคม ปีพุทธศักราช ๒๔๕๕ ณ ที่บ้านบึงแก อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดยโสธร) โยมบิดาชื่อ นายหยาด โยมมารดาชื่อ นางทองสา แสงศรี มีพี่น้องด้วยกัน ๗ คนคือ
•   องค์หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส (แสงศรี)
•   นางมี (ถึงแก่กรรมแล้ว)
•   นายจันทร์ แสงศรี (ถึงแก่กรรมแล้ว)
•   นายคำพัน แสงศรี (ถึงแก่กรรมแล้ว)
•   นางนาง แสงศรี
•   นางกาสี แสงศรี
•   นายหนู แสงศรี

 68 
 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 15:18:56 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส
วัดป่าพระสถิตย์ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส

คำปรารภ
ก่อนอื่นที่ท่านผู้อ่าน จะได้รู้จะได้อ่านหนังสือชีวประวัติองค์หลวงปู่บัวพานี้ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าไปมอบตัวเป็นลูกศิษย์ อยู่ศึกษากับองค์หลวงปู่อยู่ชั่วระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้อยู่เป็นประจำเหมือนกับองค์อื่นๆ เคยได้อยู่ใกล้ชิดได้ฟังองค์ท่านเล่าความเป็นมาขององค์ท่านเมื่ออยู่กับองค์หลวงปู่เสาร์ ให้ได้ฟังอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นหนังสือขึ้นมา ได้แต่ทบทวนความจำเอาไว้เท่านั้น เพราะตัวข้าพเจ้ามีการศึกษาน้อย รู้ตัวเองว่าไม่มีสติปัญญาความสามารถที่จะทำเป็นหนังสือขึ้นมาได้ แต่พอเมื่อองค์หลวงปู่ได้ล่วงลับจากเราไปอย่างไม่มีโอกาสจะได้พบเห็นองค์ท่านอีก คงเหลือไว้แต่คุณงามความดี บุญคุณที่องค์ท่านมีต่อเรา เคียงคู่กับความทรงจำของหัวใจ ข้าพเจ้าจึงเฝ้าคอยฟัง คอยดู คอยอ่านประวัติท่านพระอาจารย์ผู้มีพระคุณอันสูงสุดในหัวใจ จนล่วงเลยมาเป็นสิบปีก็ไม่ปรากฏว่ามีท่านผู้ใดจัดทำขึ้น ทั้งที่คณะลูกศิษย์ลูกหาที่เคยอยู่และไปศึกษากับองค์ท่านก็มีมากพอสมควร ก็ไม่มีแววให้ได้พบได้อ่าน ข้าพเจ้าจึงได้แต่ปรารภอยู่ในใจเพียงคนเดียว โดยไม่มีใครรู้ ว่าพระครูบาอาจารย์ที่เราเคารพสูงสุดในหัวใจ และปฏิปทาอันงดงาม เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และเราถือว่าองค์ท่านเป็นพระที่สำคัญองค์หนึ่งทางฝ่ายพระป่า แต่องค์ท่านเป็นพระที่เก็บตัว ไม่ค่อยแสดงออก ไม่ค่อยบอกให้ใครรู้เรื่องขององค์ท่านเลย ก็มีแต่พวกลูกศิษย์ลูกหาที่อยู่ใกล้ๆ พอจะได้ชมได้รู้ความสำคัญขององค์ท่านบ้าง ข้าพเจ้าจึงมาคิดว่าพระดีๆ อย่างองค์หลวงปู่จะเลือนลางจางหาย และดับสิ้นไปกับองค์ท่านโดยไม่มีใครได้มีโอกาสได้รู้ความสำคัญขององค์ท่านเลย มันไม่น่าจะเป็นไปได้ ข้าพเจ้าคิดแล้วคิดอีก คอยแล้วคอยเล่า ถ้าเราจะเป็นคนทำหนังสือขึ้นมา ตัวเราเองก็เป็นผู้ด้อยทุกๆ อย่าง ไม่ว่าการศึกษา สติปัญญา และความสามารถจึงเป็นเหตุให้จนสติปัญญาจนใจในทุกๆ ด้าน แต่ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่จนศรัทธาในองค์ท่าน ข้าพเจ้าจึงพยายามทำหนังสือชีวประวัติท่านพระอาจารย์ขึ้นมา ด้วยความมีศรัทธาอันหาประมาณมิได้ แต่ต้องขออภัยท่านผู้รู้ผู้อ่านมา ณ โอกาสนี้ด้วย เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้ด้อยทุกอย่างจริงๆ แต่ยึดเหนี่ยวอาศัยเอาแรงศรัทธาเป็นเครื่องผลักดันความด้อยทุกๆ อย่างไป เพื่อเป็นการเทิดทูนบูชาพระคุณพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณอันสูงสุดในหัวใจ ผิดพลาดประการใด โปรดให้อภัยแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด 

สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้ผิด บัณฑิตยังรู้หลง หงส์ทองยังต้องถลา เหยี่ยวภาย่อมรู้หลงผิดจนติดนิสัย ฝากไว้ให้ท่านผู้รู้ผู้อ่านในการติชม ไม่เหมาะไม่สมขอรับติชมแต่เพียงผู้เดียว 

พระพล ยโสธโร   (  หลวงปู่พล ยโสธโร วัดภูหล่มขุม บ.หนองนกเขียน ต.ร่มเกล้า อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร)
(๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่พล ยโสธโร ๏
วันนี้วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๘ เป็นวันเจริญอาบุวัฒนมงคล ครบรอบ ๗๓ ปี หลวงปู่พล ยโสธโร วัดภูหล่มขุม บ.หนองนกเขียน ต.ร่มเกล้า อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร หลวงปู่พล ยโสธโร เป็นลูกศิษย์ระดับต้น ๆ ของหลวงปู่หล้า เขมปัตโต แห่งวัดภูจ้อก้อ อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร  หลวงปู่พล ยโสธโร เคยไปจำพรรษากับครูบาอาจารย์หลายท่านในสมัยนั้น เช่น หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส และจำพรรษาร่วมกับ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน และ หลวงปู่เทศก์ เทสรังสี เป็นต้น
หลวงปู่พล ยโสธโร เกิดเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ท่านได้เข้าอุปสมบทในพระพุทธศาสนาเมื่อปี ๒๕๑๗ ณ วัดอรัญญบรรพต อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้านเกิด โดยมีหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ เป็นพระอุปัชฌาย์ จากนั้นได้ไปจำพรรษาเพื่อเรียนปริยัติและฝึกปฏิบัติวิปัสสนา ณ วัดป่าพระสถิตย์ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัเหนองคาย กับหลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส ซึ่งในด้านปริยัติธรรมหลวงปู่พลเรียนจบนักธรรมชั้นเอก หลังจากนั้นหลวงปู่ได้หันเหชีวิตเข้าสู่การปฏิบัติภาวนาจนถึงปัจจุบัน)


 69 
 เมื่อ: 29 มิถุนายน 2569, 06:29:50 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
ความเข้าในเรื่อง สัจจธรรม
มันแก้เสียซึ่งความมึนเมา ความหลงของคน
ที่ไปยึดว่า ตนว่าตัว ว่า เราว่าเขาให้จางไป จางไป
จนกระทั่งอยู่เย็นเป็นสุข

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
จากหนังสือธรรมะเล่มที่๔๓

 70 
 เมื่อ: 26 มิถุนายน 2569, 20:59:08 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
ใจ เป็นของอันเดียว
เมื่อทำดีแล้วมันก็ละชั่ว
เมื่อทำชั่วแล้วมันก็ละดี
เหตุนั้นตั้งใจทำดีเสียให้ละชั่ว
ต้องปฏิบัติอย่างนี้จึงจะเข้าถึง
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี

หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!