?>
ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์แห่งภาคอีสาน
The Buddhist Art Conservation Club Of Esan (North Eastern Part Of Thailand)
04 สิงหาคม 2569, 19:00:53 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

กติกาในการ เช่า-แลกเปลี่ยนพระเครื่อง | พระเครื่องเมืองอุบลราชธานี | แจ้งปัญหาการใช้งาน
แจ้งเรื่องการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่จะให้เช่าพระเครื่องฯ | วิธีสมัครสมาชิกเว็บ

หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 10
 51 
 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 08:35:28 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
                 กลับคืนสู่วัดดอนธาตุ แต่ขาดพ่อแม่
             ในพรรษาที่ตั้งศพอยู่วัดบูรพา องค์หลวงปู่บัวพาได้แบกเอาความว้าเหว่ที่ไร้ร่มโพธิ์ร่มไทรที่ให้ร่มเงาเฝ้าอยู่เป็นสุข ทุกข์ก็ดับเย็น กลับเป็นเหมือนฝูงนกไม่มีป่า เหมือนฝูงปลาไม่มีหนอง ห้วยคลองไม่มีแม้แต่น้ำ ได้กลับมาดูวัด ปฏิบัติตามคำสั่งเสียขององค์หลวงปู่ กลับมาสู้กับความเศร้าโศก  วัดดอนธาตุเมื่อขาดองค์หลวงปู่ น้ำมูลดูเหมือนขุ่นมัว แต่ก่อนเคยนั่งเฝ้ารับใช้องค์หลวงปู่เจ้าทุกค่ำเช้าเราสุขนักหนา เดี๋ยวนี้เมื่อเราเข้ามานั่งเฝ้าแลดูแต่กุฏิพ่อแม่ผู้มีพระคุณ ยามเช้าก็ไม่ได้อาจาริยวัตร ยามกลางคืนเงียบสงัดก็ไม่ได้ปฏิบัติบีบนวดถวาย ญาติโยมก็เศร้า พระเณรก็เงียบเหงา นั่งดูร่องรอยที่อยู่เก่าๆ ของหลวงปู่เจ้าฝากไว้ สู้ทนกัดฟันแข็งใจพาหมู่อยู่ไป สักวันคงได้พึ่งตนจนได้ ไม่สายเกินรอ อยู่จำพรรษาวัดดอนธาตุปีนี้ไม่มีพ่อแม่ครูอาจารย์ องค์หลวงปู่บัวพาท่านได้พาพระเณรอยู่รักษาศรัทธาญาติโยม เพื่อเขาเหล่านั้นไม่ซบเซาเหงาโศกจนเกินไป เพื่อเป็นกำลังใจของชาววัดและชาวบ้าน พรรษานั้นองค์หลวงปู่บัวพาต้องรับภาระดูแลหมู่เพื่อน ทั้งการอบรม ทั้งการสวดพระปาฏิโมกข์แรกๆ องค์หลวงปู่บัวพามีความหนักใจในเรื่องสวดพระปาฏิโมกข์ เพราะองค์ท่านท่องพระปาฏิโมกข์ยังไม่จบเลย เพราะไม่ค่อยมีเวลาท่องเอาเสียเลย ท่านจึงตั้งอธิษฐานจิตด้วยความจริงใจว่า ถ้าเราสวดพระปาฏิโมกข์ไม่จบภายในพรรษา เราจะสึก จะไม่ขออยู่อีกต่อไป พอองค์ท่านอธิษฐานจิตดังนั้นแล้ว องค์ท่านก็ตั้งใจท่องพระปาฏิโมกข์ให้ได้เพราะองค์ท่านไม่อยากสึก ปรากฏว่าองค์ท่านท่องพระปาฏิโมกข์ไม่กี่วันก็ได้จบ จึงพาหมู่อยู่ด้วยความสะดวกขึ้นบ้างพอออกพรรษาปีนี้ท่านต้องไปเตรียมช่วยงานถวายเพลิงศพขององค์หลวงปู่เสาร์ที่วัดบูรพา เมื่อเสร็จงานถวายพระเพลิงศพแล้ว องค์หลวงปู่ได้ไปโปรดโยมมารดาและญาติโยมที่บ้านเดิมของท่านที่บ้านกุดกุง ตำบลสงเปลือย อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร (ปัจจุบัน)


 

 52 
 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 08:21:30 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
               ตั้งศพองค์หลวงปู่เพื่อบำเพ็ญที่วัดบูรพา
            แล้วตั้งศพบำเพ็ญกุศลอยู่จนออกพรรษา จึงได้จัดพิธีถวายเพลิงศพขององค์หลวงปู่ ปีที่องค์หลวงปู่เสาร์มรณภาพนั้น ตรงกับวันอังคาร แรม ๓ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเมีย (๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๕) เมื่อออกพรรษาแล้วค่อยได้ถวายเพลิงศพ ในงานถวายเพลิงศพนี้มีพระครูบาอาจารย์ ผู้หลักผู้ใหญ่ มากันมากมาย มีองค์หลวงปู่มั่นมาเป็นประธานในงาน แต่ผู้ดำเนินงานคือ ท่านอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ในวันถวายเพลิงศพองค์หลวงปู่เสาร์นั้น พุทธศาสนิกชนชาวเมืองอุบลราชธานี ได้จัดงานฌาปนกิจศพพระเถระผู้ใหญ่ อยู่ในเมืองอุบลถึง ๔ รูปด้วยกัน คือท่านเจ้าคุณพระศาสนดิลก รองเจ้าคณะมณฑลอุบลราชธานี และพระมหารัฐ พระอุปัชฌาย์พร้อมกันที่วัดสีทอง (วัดศรีเมืองในปัจจุบัน) พระครูวิโรจน์รัตโนบล ที่วัดทุ่งศรีเมือง และองค์หลวงปู่เสาร์ที่วัดบูรพา นับว่าเป็นการสูญเสียอันใหญ่หลวงของพุทธศาสนิกชนชาวเมืองอุบลราชธานี และของทั่วทั้งประเทศเลยก็ว่าได้ในครั้งนั้น ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลย

 53 
 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 07:34:17 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
                ทำหน้าที่อุปัฏฐากดุจเงาตามตัว
               นับตั้งแต่องค์หลวงปู่บัวพา ได้เข้ามามอบกายถวายชีวิตตัวเป็นศิษย์ติดตามปฏิบัติอุปัฏฐากองค์หลวงปู่ใหญ่เสาร์ มาเป็นเวลาหกปีนี้ นับว่าเป็นช่วงที่องค์หลวงปู่เสาร์อยู่ในวัยชรามากแล้ว ท่านจึงได้ติดตามปฏิบัติอุปัฏฐากอยู่อย่างใกล้ชิด จนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตขององค์หลวงปู่ใหญ่เสาร์ การปฏิบัติอุปัฏฐากองค์หลวงปู่นั้น องค์หลวงปู่บัวพาได้เคยเล่าให้ฟังว่า ได้อยู่เฝ้าดูแลรับใช้อยู่ทั้งวันทั้งคืนดุจดังเงาตามตัวเลยก็ว่าได้ จนพระครูบาบางองค์จะเรียกท่านว่าพระอานนท์ เพราะทำหน้าที่อุปัฏฐากอยู่กับองค์หลวงปู่ตลอด การอยู่เฝ้าปฏิบัติอุปัฏฐากนั้นทำทุกอย่าง การอยู่กับองค์หลวงปู่เสาร์นั้นไม่เคยเหน็ดเหนื่อยท้อถอย ความขี้เกียจขี้คร้าน ความง่วงเหงาหาวนอนหดหู่รำคาญก็ไม่มีเลย นี่มันเป็นเรื่องแปลก มีแต่เกิดปีติเยือกเย็นใจ สุขใจอยากอยู่ใกล้เข้ารับใช้อยู่ตลอดเวลา เช่นตอนกลางวันคอยดูแลเฝ้ารับใช้อยู่จนกว่าองค์หลวงปู่ท่านเข้าพักผ่อน เราค่อยไปทำกิจส่วนตัว พอตกตอนบ่ายก็ทำข้อวัตรส่วนรวม แล้วไปสรงน้ำองค์หลวงปู่ จากสรงน้ำองค์ท่านแล้ว ตอนเย็นก็ถวายนวดเส้นองค์ท่านจนกว่าองค์ท่านบอกให้กลับกุฏิ หรือบางวันถวายนวดองค์ท่านจนหลับ มีอยู่บ้างบางวันขณะที่นวดเส้นอยู่จนดึก องค์ท่านหลับ เราก็เผลอหลับ พอองค์ท่านตื่นเรารู้สึกตัวก็นวดต่อ แล้วองค์ท่านบอกให้กลับ เราก็ค่อยมาทำกิจส่วนตัวอีก ตกดึกเรานอนรู้สักตัวตื่นขึ้นไม่รู้ว่ากี่ทุ่มกี่ยาม กี่โมงก็ไม่รู้ พอตื่นรู้สึกตัวปุ๊บ เราก็สะดุ้งรีบลุกขึ้นหอบเอาผ้าครองรีบไปกุฏิองค์หลวงปู่ ไม่รู้ว่ากี่ทุ่มกี่ยามเพราะไม่มีนาฬิกา เมื่อพักผ่อนตื่นขึ้นก็มา เมื่อมาถึงกุฏิขององค์ท่านก็ค่อยๆ ย่องๆ เข้าไปใกล้กุฏิเพื่อฟังรหัสเสียงว่ามีเสียงอะไรบ้าง องค์หลวงปู่ตื่นหรือยัง ถ้ายังเงียบอยู่ เราก็ถอยๆ ออกไปเดินจงกรมอยู่ข้างๆ กุฏิขององค์ท่าน คอยฟังเสียงว่าท่านตื่นหรือยัง ถ้าได้ยินเสียงว่าองค์หลวงปู่ตื่น ก็รีบเข้าไปถวายน้ำล้างหน้า ยาสีฟัน ผ้าเช็ดหน้าแล้วก็เก็บสิ่งของ เก็บที่นอน ปัดกวาดกุฏิ ส่วนองค์หลวงปู่ท่านก็ลงเดินจงกรม เราก็มาทำธุระส่วนตัว แล้วเข้าไปคอยรับใช้ ส่วนข้อวัตร เช่นทำวัตรเช้าทำวัตรเย็นนั้น การลงทำวัตรสวดมนต์รวม องค์หลวงปู่บัวพาไม่ได้มาทำวัตรร่วมกับหมู่คณะ เพราะเข้ารับใช้องค์หลวงปู่อยู่อย่างใกล้ชิด ตอนเย็นต้องถวายนวดเส้นให้องค์ท่านทุกๆ วัน องค์หลวงปู่ท่านไม่ค่อยพูด เราก็ไม่พูด นวดไปภาวนาไป องค์ท่านภาวนาไป เราก็นวดไปภาวนาไป บางวันจิตขององค์หลวงปู่จะสงบ องค์ท่านก็จะบอกให้ถอยออก พอเราถอยออก หลวงปู่ก็ลุกขึ้นนั่งภาวนา บางครั้งพอเราถอยออกองค์ท่านก็นอนนิ่งๆ สงบอยู่เราก็ถอยออกมานั่งของเราเช่นกัน วันหนึ่งขณะที่นวดเส้นให้องค์หลวงปู่อยู่นั้น องค์ท่านได้บอกให้ถอยออกๆ เมื่อเราถอยออกองค์หลวงปู่ก็ลุกขึ้นมานั่งภาวนา เราก็ถอยออกมานั่งภาวนาเหมือนกัน เรานั่งหันหน้าไปทางองค์ท่าน จิตขององค์หลวงปู่สงบ จิตเราก็สงบลง ปรากฏแสงสว่างเห็นองค์หลวงปู่เสาร์เป็นภูเขาหินแท่งทึบทั้งแท่ง ตั้งตระหง่านอยู่เฉพาะหน้า สูงตระหง่านตรงกลางเป็นช่องเป็นรูทะลุขึ้นไปเป็นปล่อง บนยอดเขาปรากฏเห็นองค์หลวงปู่เสาร์ขึ้นไปตามช่อง ผุดขึ้นมาจากช่องนั้น มายืนอยู่บนภูเขาหิน อยู่บนยอด ที่ผุดขึ้นมา ในมือถือคบเพลิงแกว่งรอบตัวอยู่บนยอดภูเขาหินนั้นจนเกิดแสงสว่างไสวไปหมด องค์ท่านแกว่งเร็วเท่าไร ก็ยิ่งสว่างจ้าขึ้นโดยลำดับ พอเราเห็นดังนั้น เราก็กำหนดจิตบอกให้องค์หลวงปู่วางคบเพลิงนั้นเสีย กำหนดจิตว่า “วางแหม้หลวงปู่ (วางเถอะหลวงปู่) วางคบเพลิงแหม้หลวงปู่ หลวงปู่ วางแหม้” (วางคบเพลิงเถิดนะหลวงปู่ หลวงปู่วางเถอะ)พออยู่สักพักใหญ่ๆ หลวงปู่ก็วางทิ้งคบเพลิงนั้นลงหน้าผา องค์ท่านก็หายปั๊บเข้าไปในช่องหินนั้น จิตเราก็ถอนออกมาพอดี การนวดเส้นถวายองค์หลวงปู่นั้นภาวนาอยู่ตลอด เราก็ต้องภาวนาไปด้วยเพราะองค์หลวงปู่ท่านไม่พูดอะไร เราก็เป็นคนไม่ชอบพูดอยู่แล้ว เราทำหน้าที่อุปัฏฐากอยู่อย่างนี้ตลอดมา จนถึงวาระสุดท้ายชีวิตขององค์หลวงปู่ ไม่ขาด และไม่ย่อท้อเบื่อหน่ายเลย มีแต่อยากจะทำให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ในช่วงองค์หลวงปู่มรณภาพใหม่ๆ นั้น เราก็เกิดเจ็บหน้าอกขึ้นมา โดยไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุอันใดจนหมู่พวกพากันพูดว่า “คราวนี้แหละท่านบัวพาอกจะแตกตายไปตามองค์หลวงปู่ เหมือนม้ากัณฐกะอกแตกตายเพราะอาลัยในพระพุทธเจ้า”

                  ศรัทธาชาวจำปาศักดิ์ ขอบำเพ็ญศพองค์หลวงปู่
               เมื่อข่าวการมรณภาพขององค์หลวงปู่เสาร์ จากปากต่อปากกระจายกันไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ศรัทธาชาวนครจำปาศักดิ์ ทั้งพระทั้งฆราวาสทั้งทางบ้านเมือง ได้ขอบำเพ็ญกุศลศพอยู่สองคืนก่อน เพื่อบูชาพระคุณขององค์หลวงปู่ จึงได้ชะลอการอัญเชิญศพมาเมืองอุบลราชธานี สามวันสองคืนที่ศรัทธาชาวนครจำปาศักดิ์ได้หลั่งไหลมาบำเพ็ญกุศลศพเป็นการบูชาพระคุณองค์หลวงปู่อย่างหน้าเต็มไปด้วยใบบุญจริงๆ พอวันที่สาม ศรัทธาชาวเมืองอุบลฯ ทั้งพระ ทั้งฆราวาส ญาติโยม ทางราชการจึงได้อัญเชิญศพองค์หลวงปู่ ไปสู่วัดบูรพาเมืองอุบลฯ ซึ่งเป็นวัดที่องค์หลวงปู่ได้เคยอยู่มาก่อน

 54 
 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 07:27:24 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
                องค์หลวงปู่ใหญ่เสาร์ล้มป่วยอีกครั้ง
        ธุดงค์ขากลับมา องค์หลวงปู่ใหญ่ท่านล้มป่วยอีกครั้ง แต่ครั้งนี้อาการหนักมากจนองค์หลวงปู่บอกให้รีบพากลับ องค์ท่านอาพาธหนักมาก จนไม่พูดไม่จา อาการเห็นท่าจะไม่ไหว จึงติดต่อขอเรือประทุนนำส่งองค์หลวงปู่กลับนครจำปาศักดิ์ การเดินเรือมานั้น ต้องเอาเรือเล็กผูกพ่วงมากับเรือใหญ่ให้องค์หลวงปู่นอนมาในเรือเล็ก เพราะเรือใหญ่สั่นสะเทือนมาก ให้พระเณรนั่งเรือใหญ่มา มีพระอุปัฏฐากองค์สององค์นั่งมาในเรือเล็กกับองค์หลวงปู่เท่านั้น เมื่อถึงเวลาฉัน หลวงปู่บัวพาเอาข้าวต้มเข้าไปถวาย องค์หลวงปู่ไม่ยอมฉัน หลวงปู่บัวพาเอาช้อนตักข้าวต้มจ่อที่ปากองค์หลวงปู่เสาร์ กราบวิงวอนให้องค์หลวงปู่ฉัน จนองค์ท่านทนต่อการอ้อนวอนไม่ไหว องค์ท่านจึงอ้าปาก แล้วงับเอาช้อนทั้งข้าวต้มไว้ไม่ยอมปล่อย อยู่สักพักหนึ่งองค์หลวงปู่จึงคลายออกมาทั้งช้อนทั้งข้าวต้ม หลวงปู่บัวพาจึงแน่ใจว่าองค์หลวงปู่ไม่ยอมรับอะไรอีกแล้ว จึงเก็บข้าวต้มและช้อน แล้วนั่งเฝ้าดูแลองค์หลวงปู่อยู่ ไม่อ้อนวอนองค์ท่านอีก ตามที่องค์หลวงปู่บัวพาเล่า ท่านสังเกตมาในเรือนั้น องค์หลวงปู่ผุดลุกผุดนั่ง พอนั่งไปหน่อยก็นอนลง พอนอนลงอยู่สักพักก็ลุกขึ้นนั่งอีก ทำอยู่อย่างนี้ตลอดทาง พอถึงนครจำปาศักดิ์เรือเข้าเทียบฝั่ง ท่าจอดเรืออยู่เหนือท่าวัดอำมาตย์ จึงล่องเรือเล็กมาขึ้นท่าวัด ในช่วงล่องเรือเล็กลงมาท่าวัดอำมาตย์นี้ พระเณรที่ติดตามจะต้องเดินไปตามทางไปช่วยรับองค์หลวงปู่ขึ้นจากเรือ จะมีแต่พระอุปัฏฐากติดมากับเรือเล็ก พอมาถึงท่าวัดก็เอาเปลมารอรับแล้วหามองค์หลวงปู่ขึ้นด้วยเปลเข้าวัดอำมาตย์ หมู่เพื่อนถามว่าจะเอาองค์หลวงปู่ไปพักที่ไหนดี องค์หลวงปู่บัวพาบอกหมู่ว่า เอาองค์ท่านไปพักที่โบสถ์ เพราะองค์ท่านเคยนอนพักที่นั่น พอเอาองค์หลวงปู่เข้าไปในโบสถ์เรียบร้อยแล้ว องค์หลวงปู่บัวพาก็คลานเข้าไปกราบเรียนใกล้ๆ หูองค์ท่านว่า “พ่อแม่ครูอาจารย์ ถึงแล้ว ถึงวัดอำมาตย์แล้ว นี่ภายในโบสถ์ที่พ่อแม่ครูจารย์เคยนอนพัก”  องค์หลวงปู่เสาร์พอได้รู้ว่ามาอยู่ในโบสถ์แล้ว องค์ท่านก็ลุกนั่งเองเลย หันหน้าไปทางพระพุทธรูปแล้วน้อมหัวลงสามครั้ง เพราะกราบไม่ได้ แล้วองค์ท่านก็หันหน้าเอียงออกทางขวามือ ไม่ให้ตรงหน้าพระพุทธรูป นั่งราบเรียบไม่ได้นั่งสมาธิ เอามือทั้งสองประคองตัวไว้ ไม่ให้เอียงซ้ายเอียงขวาอยู่นาน จนพระที่นั่งเฝ้า มีพระอาจารย์ดี ฉันโน หลวงปู่บัวพา และหมู่คณะหลายๆ องค์ ชวนกันเอาองค์ท่านนอนลงเพราะกลัวองค์ท่านเหนื่อย พระสามองค์โอบกอดจะเอาองค์ท่านนอนลง ตัวองค์ท่านแข็งเกร็งไว้ไม่ยอมลง จึงพากันคิดได้ว่าหรือองค์ท่านจะเอาทางนั่งกระมัง จึงพากันถอยออก นั่งเฝ้าดูอยู่ล้อมรอบ มีท่านอาจารย์ดี ฉันโนเป็นผู้ผิวน้ำไปตามตัวองค์หลวงปู่ การเป่าผิวน้ำเพื่อให้เย็นนี้ องค์หลวงปู่บัวพาท่านเล่าว่า ท่านอาจารย์ดีเป่าได้ดีจริงๆ จนเหมือนปุยหมอกของน้ำค้างเมื่อฤดูหนาว เป็นปุยเล็กๆ จนเป็นควัน ท่านอาจารย์ดีเป่าเก่งจริงๆ พอสักครู่หนึ่งไหล่ขององค์ท่านกระตุกสามครั้งแล้วเงียบสงบไป ต่างองค์ต่างก็สังเกตดูอยู่อย่างใกล้ชิดและใจจดใจจ่อ ไม่มีแม้แต่เสียงจามและเสียงไอ องค์หลวงปู่บัวพาเอานิ้วมือไปจ่อที่ใกล้จมูกดู ก็ไม่ปรากฏลมเข้าลมออก จึงบอกหมู่คณะว่าไม่ปรากฏมีลมเข้าลมออกเลย องค์นี้ก็เอามือมาจ่อดู องค์นั้นก็เอามือมาจ่อดู จึงได้แน่ใจว่าองค์หลวงปู่ใหญ่เสาร์ถึงแก่มรณภาพเสียแล้ว จึงพากันเอาองค์ท่านนอนลง แล้วหามเอาองค์ท่านออกไปทางหลังโบสถ์ อาบน้ำศพผลัดเปลี่ยนผ้าให้องค์ท่านเรียบร้อยแล้วก็เอาองค์ท่านเข้ามาไว้ในโบสถ์ตามเดิม ข่าวการมรณภาพขององค์หลวงปู่เสาร์ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว องค์หลวงปู่บัวพาน้อมระลึกย้อนกลับไปตอนเอาองค์หลวงปู่มาในเรือ การที่องค์หลวงปู่เดี๋ยวลุกนั่ง เดี๋ยวนอนลงมาตลอดทางนั้น เป็นเพราะองค์ท่านคงตั้งใจเตรียมมรณภาพท่านั่ง ท่านดูอาการว่าใจจะขาด องค์ท่านก็ลุกขึ้นนั่ง แต่พอใจยังไม่ขาด องค์ท่านจึงนอนลงอีก เราจึงหายสงสัยในเรื่องนี้




 55 
 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 07:15:53 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
             ความเป็นมาของคำว่า “หลี่ผี”
แม่น้ำโขงที่ไหลทอดยาวมาไกลสุดสาย จากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ไหลลงผ่านเข้ามาประเทศลาวและไทย ไหลไปจนสุดแดนลาวระหว่างอำเภอโขงเจียมประเทศไทย แม่น้ำโขงยังไหลวกเข้าไปในแผ่นดินลาว ไหลยาวลงไปจนถึงเขตแดนระหว่างลาวกับเขมร แล้วเบนวกไหลเข้าไปเกือบถึงเมืองญวนสุดสายกลายเป็นทะเลสาบระหว่าง ๓ ประเทศ คือ ลาว เขมร และญวน ก่อนที่น้ำโขงจะไหลตกถึงทะเลสาบประมาณ ๑๐ กิโลเมตร จะเป็นภูเขาหินขวางกั้นน้ำโขงเอาไว้ เหมือนกับคันเขื่อน จึงทำให้น้ำโขงทางภาคใต้ไม่ลดระดับลงมาก น้ำโขงจะเต็มฝั่งอยู่ตลอดปีทำให้มีความอุดมสมบูรณ์มีความเป็นธรรมชาติ ทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหารมีอยู่ตลอดปี แม้หน้าฝนน้ำในแม่น้ำโขงจะท่วมจะมากขนาดไหน แต่ทางภาคใต้แม่น้ำโขงก็ไม่เคยท่วม ส่วนมากน้ำจะทรงตัว หน้าแล้งน้ำโขงก็ไม่ลดมากนัก ยังเต็มฝั่งอยู่ หน้าฝนน้ำก็ไม่ท่วมมากยังทรงอยู่ในระดับฝั่ง คือน้ำขึ้นก็ไม่ขึ้นมากเกินไป น้ำลดก็ไม่ลดมากเกินไป เพราะอาศัยภูเขาหินแห่งนี้เป็นเหมือนคันเขื่อนกั้นน้ำโขงเอาไว้ ดูแล้วเหมือนกับฝายน้ำล้น แต่ก็ล้นเป็นแบบธรรมชาติซึ่งมีน้ำล้นตลอดปี ธรรมชาติได้สร้างภูเขาหินลูกนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยยกระดับน้ำในแม่น้ำโขงเอาไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ตรงที่น้ำโขงไหลล้นภูเขาหินลงไปนั้น ทำให้เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชีย แต่ก็ตกอยู่หลายแห่ง ที่เรียกว่า “หลี่ผี” นี้ก็เป็นน้ำโขงไหลล้นภูเขาหินอีกแห่งหนึ่ง ที่เขาเรียกอย่างนั้นเพราะว่า น้ำตกแห่งนี้เมื่อน้ำตกลงไปแล้วต่อจากน้ำตกลงไปจะเป็นคลองหินธรรมชาติแคบๆ ไม่ใหญ่นัก และสิ่งของที่เป็นต้นไม้ ท่อนซุง ซากศพทั้งคนและสัตว์ที่ไหลตกลงไปกับน้ำ ยิ่งหน้าฝนแล้ว ถ้าใครเคยอยู่ใกล้ๆ แม่น้ำโขงจะรู้เองว่ามันเป็นอย่างไร ทั้งไม้ทั้งท่อนซุง ทั้งซากศพคนและสัตว์ ยิ่งไม้ที่ไหลมาเป็นต้นๆ ทั้งโคนทั้งราก ไหลมาเต็มไปหมด สมัยเดินเรือจากฝั่งไทยไปฝั่งลาวหรือไปๆ มาๆ ทั้งสองฟากฝั่ง เมื่อหน้าฝนจะลำบากและอันตรายมาก เพราะต้นไม้ท่อนซุงสารพัดที่ไหลมากับน้ำมากมาย จนต้องเดินเรืออย่างย่างระมัดระวัง และคนที่อยู่หัวเรือก็คอยระมัดระวังผลักไม้ผลักเรือออกช่วยกัน พอไหลไปตกที่น้ำตกแห่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตกลงไปหายเงียบ ไม่มีสิ่งใดปรากฏโผล่ลอยขึ้นมาให้เห็นอีกเลย คนทั้งหลายจึงถือเอาความเงียบหายของทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนกับการตายจากกันไป จึงพากันเรียกน้ำตกแห่งนี้ว่า "หลี่ผี" คือเมื่อมีอะไรตกลงไปแล้ว จะไม่มีโอกาสเห็นสิ่งนั้นอีกเลยแต่พอเลยหลี่ผีไปประมาณ ๑๐ กิโลเมตร จะเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ จุดนี้แหละทำให้ปลาในแม่น้ำต่างๆ ที่ไหลมารวมกับแม่น้ำโขง จึงทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ปลาเกือบทุกชนิด เพราะทะเลสาบนั้นเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาอย่างดีเยี่ยม แต่ก็มีปลาบางพันธุ์บางชนิดที่ไม่ยอมขึ้นมาแม่น้ำโขงตอนบนเหนือหลี่ผีขึ้นมา เพราะไม่ปรากฏว่าได้มีใครจับปลาชนิดนี้ได้ในแม่น้ำโขง จะเห็นปลาชนิดนี้มีอยู่ทางตอนใต้หลี่ผีลงไปเท่านั้น ที่เล่ามานี้ผู้เขียนได้ไปสัมผัสมาด้วยตนเอง ทั้งได้รับฟังการเล่าจากองค์หลวงปู่และการบอกเล่าของผู้คนชาวบ้านในแถบนั้น เป็นอันว่า คำว่า “หลี่ผี” จึงเป็นที่มาของความเงียบหายของทุกสิ่งทุกอย่าง คืออะไรตกลงไปแล้วไม่มีโอกาสผุดโผล่ขึ้นมาให้เห็นอีกเลย จึงได้ชื่อเล่าลือกันว่า “หลี่ผี”


 56 
 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 07:03:36 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
           พรรษาที่ ๔-๗ ที่วัดดอนธาตุ
เมื่อชาวบ้านเขาเห็นก็เกิดศรัทธา จึงช่วยกันสร้างที่พักถวายจนกลายเป็นวัดขึ้นมาให้ชื่อว่า วัดดอนธาตุ ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายขององค์หลวงปู่เสาร์ตราบเท่าทุกวันนี้ตลอดมา มีบ้านทรายมูลเป็นบ้านอุปถัมภ์ ในสมัยนั้นเป็นที่สงบเงียบเสียจริงๆ ที่วัดดอนธาตุนี้เอง มีรังผึ้งใหญ่เจ้ากรรมขององค์หลวงปู่อยู่ที่ต้นยางใหญ่ใกล้ๆ กุฏิขององค์ท่าน วันหนึ่งองค์หลวงปู่ท่านนั่งอยู่ตามสบาย ตามอัธยาศัยอยู่บนแคร่ข้างกุฏิขององค์ท่าน ได้มีเหยี่ยวตัวหนึ่งไม่รู้ว่าเป็นอะไรของมัน บินมาโฉบเอารังผึ้งขาดตกลงมาเสียงดัง อึ่ม! แม่ผึ้งแตกกระจายบินว่อน ไอ้ผึ้งมันคงโมโหว่าใครทำมัน พากันบินหาผู้ที่ทำร้ายเขา พอมาเจอองค์หลวงปู่ คงนึกว่าเป็นคนทำเขา ก็พากันเข้าตะลุมบอนทั้งกัดทั้งต่อยองค์หลวงปู่อย่างเต็มที่ เพราะผึ้งทั้งรัง องค์หลวงปู่รีบลุกขึ้นเข้าไปในกุฏิ พระมาช่วยเอาองค์หลวงปู่เข้าในมุ้งกลด แล้วนั่งล้อมรอบองค์หลวงปู่อยู่ ไอ้ผึ้งมันก็ไม่ต่อยองค์อื่น บินว่อนหาช่องเข้าต่อยองค์หลวงปู่อยู่พักใหญ่ เห็นว่าไม่มีทางเข้าไปทำอะไรองค์หลวงปู่ได้มันค่อยพากันกลับรัง นับแต่นั้นมาองค์หลวงปู่ก็มีอาการเจ็บไข้ ไม่ค่อยสบายเรื่อยมา ประกอบกับความชราขององค์ท่าน จึงทำให้มีอาการเจ็บป่วยของธาตุขันธ์ไม่ค่อยเป็นปกตินัก องค์หลวงปู่ได้พาพระเณรอยู่บำเพ็ญภาวนาที่วัดดอนธาตุแห่งนี้ได้สามพรรษา พอออกพรรษาปีสุดท้าย องค์ท่านได้พาพระเณรไปเที่ยววิเวกทางนครจำปาศักดิ์ หลี่ผี เมืองโขง เมืองแสน ซึ่งในสมัยนั้นนครจำปาศักดิ์ยังเป็นของฝั่งไทยอยู่ องค์หลวงปู่ได้เจ็บป่วยครั้งแรกอยู่เขตเมืองโขง พอทำการรักษาดีขึ้นบ้างแล้วก็เดินธุดงค์ต่อไปหลี่ผี องค์หลวงปู่บัวพาเล่าเรื่องไปหลี่ผีสี่พันดอนให้ฟังว่า มันเป็นสี่พันดอนจริงๆ มันเป็นเกาะเล็กเกาะน้อย ทั้งเกาะใหญ่ๆ มากมายหลายพันเกาะ สมที่เรียกกันว่าสี่พันดอนจริงๆ เมืองโขงเป็นดินแดนของประเทศลาว เป็นเกาะใหญ่ที่สุดในจำนวนเกาะที่เรียกกันว่าสี่พันดอน คือสี่พันเกาะนั่นเอง เกาะโขงหรือเมืองโขงมี หมู่บ้านสิบกว่าหมู่บ้าน ต้องนั่งเรือเข้าไป เมืองโขงเป็นบ้านเมืองที่สงบที่สุด ไม่มีแสง เสียง สีอะไรให้รำคาญหูรำคาญตา เราขึ้นไปนึกว่าไม่ใช่เกาะ เพราะเป็นเกาะใหญ่ นึกว่าเป็นแผ่นดินใหญ่เหมือนบ้านเราธรรมดา มีป่า มีดง มีเขา มีทุ่งนา แต่จะออกจะเข้าต้องนั่งเรือออกเรือเข้า ก็นับว่าเป็นบ้านเมืองที่น่าอยู่สำหรับผู้รักความสงบ
หลี่ผีเป็นน้ำตกที่สวยงามและใหญ่มาก จัดเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียก็ว่าได้ จากหลี่ผีลงไปประมาณ ๑๐ กิโลเมตรจะเป็นทะเลสาบ เขตติดต่อสามประเทศระหว่าง ลาว เขมร และเวียดนาม ทะเลสาบแห่งนี้เป็นที่เพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดก่อนจะขยายพันธุ์ไปสู่แม่น้ำต่างๆ
ตัวอักษรลาวในป้าย
ເມືອງໂຂງ ถิ่นตำนาน สี่พันดอน
คอนพะเพ็ง ลือซา ซุมป่าดงเกาะดอน
น้ำตกลี่ผี ขาวแต่หวาน บ้านหินสิ่ว
ซิวเกลือผัดบุ่งเกาะดอน กุ้งก้อยปลาพรอนเมืองโขง


 

 57 
 เมื่อ: 06 กรกฎาคม 2569, 18:34:00 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
“ผู้จะมาทำลายพุทธศาสนามิใช่เจ๊กจีนฝรั่งแขกที่ไหน
แต่เป็นพุทธบริษัทผู้ไม่เข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และปฏิบัติผิดจากคำสอนของพระองค์ หรือมีการศึกษาดี มีความรู้สูง แต่เป็นคนหัวดื้อถือรั้น ไม่ยอมทำตามความรู้นั้น กลับไปทำตามกิเลสของตนเสีย”

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

 58 
 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 22:03:47 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
ได้นั่งรถครั้งแรกในชีวิต
พักอยู่วัดเกาะแก้วอัมพวันเดือนเศษ จากนั้นท่านก็พาขึ้นรถที่อำเภอธาตุพนมไปเมืองอุบลฯ ใช้เวลาสองวันค่อยถึงเมืองอุบลฯ พักค้างคืนที่อำเภออำนาจเจริญหนึ่งคืน เพราะถนนหนทางไม่ดี รถก็วิ่งได้ไม่เร็ว รถก็รถใช้ถ่าน รถถ่านในที่นี้ ไม่ใช่รถบรรทุกถ่านนะ แต่เป็นรถใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิงเหมือนรถไฟ สมัยก่อนรถไฟเขาใช้ฟืน จึงได้เรียกว่ารถไฟ รถถ่านก็เช่นเดียวกัน เขาใช้ถ่านแทนฟืน องค์หลวงปู่บัวพาเล่าว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้นั่งรถ รู้สึกตื่นเต้นมาก แต่เผลอไม่ได้ สะเก็ดไฟพอถ่านมันแตกเท่านั้นแหละ สะเก็ดไฟปลิวว่อนไหม้เสื้อผ้าผู้คนโดยสาร ต้องคอยดูแลระวังเอา กลัวไฟจะไหม้ผ้า
           พรรษาที่ ๒-๓ ที่บ้านข่าโคม บ้านเกิดขององค์หลวงปู่เสาร์
พอเข้าถึงเมืองอุบลฯ เข้าพักวัดบูรพา องค์หลวงปู่เสาร์ได้พักโปรดญาติโยมเมืองอุบลฯ อยู่ระยะหนึ่ง องค์หลวงปู่ก็พาเดินทางไปบ้านข่าโคมซึ่งเป็นบ้านเกิดขององค์หลวงปู่ท่าน พอไปถึงบ้านเดิมขององค์ท่านแล้ว องค์ท่านก็ปรารภว่าจะไปพักที่หอปู่ตาใกล้ป่าหนองอ้อ ญาติโยมชาวบ้าน ลูกหลาน จึงได้ช่วยกันจัดแจงเสนาสนะป่าหนองอ้อขึ้นถวายให้ได้ครบพระเณรที่ติดตามองค์หลวงปู่ไปทั้งหมด หอปู่ตาป่าหนองอ้อ จึงกลายเป็นสำนักสงฆ์วัดป่าข่าโคมขึ้นมา ได้อยู่จำพรรษาที่สำนักวัดป่าข่าโคมแห่งนี้สองพรรษา เพื่อโปรดญาติโยมขององค์ท่าน ณ สำนักวัดป่าข่าโคม ตำบลหนองขอน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ณ หนองอ้อแห่งนี้เององค์หลวงปู่บัวพาเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งขณะนั่งเฝ้ารับใช้องค์หลวงปู่เสาร์อยู่ เห็นองค์ท่านหัวเราะหึ ๆ ขึ้น หลวงปู่บัวพาจึงกราบเรียนถามท่านว่า “องค์ท่านมีอีหยังนอข้าน้อย”(องค์ท่านมีอะไรไม่ทราบหนอ) หลวงปู่หัวเราะ แล้วจึงเล่าให้ฟังว่า หนองนี้แหละในชีวิตของเรา เคยทำบาปใหญ่ครั้งหนึ่ง สมัยเราเป็นหนุ่ม ฝนมันตกปลามันขึ้นจากหนองนี้ มีแต่ตัวใหญ่ๆ ใครๆ เขาไม่กล้ามาเอา เขากลัวเพราะผีมันดุ ตาปู่มันร้าย ใครมาทำอะไรในเขตของเขาเป็นอันไม่ได้ คนเขาถึงกลัวเรากับพ่อเป็นคนไม่กลัว ได้พร้าอีโต้คนละเล่ม ตะข้องคนละใบ ฝนตกตอนกลางคืนเราสองคนกับพ่อ เราก็ฟัน พ่อก็ฟัน ฟันเอาฟันเอาเต็มข้องไผข้องมัน (เต็มข้องของแต่ละคน) หลวงปู่บัวพาเลยกราบเรียนองค์ท่านว่า“ทอนี้” (เท่านี้) หรือองค์หลวงปู่บาปใหญ่ที่สุดในชีวิต คนอื่นเขาทำจนนับไม่ถ้วนและไม่รู้ว่าเขาได้ทำบาปอะไรไว้บ้าง แล้วพวกเขาเหล่านั้น จะเป็นบาปขนาดไหน ณ สำนักวัดป่าข่าโคมนี่เอง เมื่อออกพรรษาปีนั้น ได้มีผ้าป่าทางชาววังจัดมาทอดถวายพระป่าเป็นครั้งแรก มีเจ้าจอมทับทิมนำคณะมาทอดถวายผ้าป่า ๗๐ กอง พระคณะศิษย์ขององค์หลวงปู่เสาร์ที่ได้ติดตามไปเพื่อศึกษาฟังธรรม กับองค์หลวงปู่ ที่แยกย้ายกันไปอยู่จำพรรษาในบริเวณใกล้ๆแถวนั้น เมื่อออกพรรษาแล้ว ต่างองค์ต่างมารวมกันที่วัดป่าข่าโคม อยู่กับองค์หลวงปู่เสาร์ เพื่อเตรียมต้อนรับผ้าป่าทางพระราชวัง พระเณรปักกลดอยู่ตามร่มไม้ในป่าหอปู่ตาหนองอ้อเต็มไปหมด ดูแล้วเป็นบรรยากาศที่หาดูได้ยากจริงๆ คณะทางราชวังได้มาเห็นบรรยากาศที่พระเณรปักกลดพักอยู่ตามร่มไม้ ซึ่งเป็นภาพที่ไม่เคยรู้เคยเห็นมาก่อน จนพากันน้ำตาร่วงน้ำตาไหล เพราะบรรยากาศที่เห็นนั้น เป็นภาพที่ประทับใจของคนชาวกรุงมากทีเดียว
ต่อมาองค์หลวงปู่พาวิเวกไปทางอำเภอพิบูลมังสาหาร ได้ไปพบสถานที่สงบสงัดซึ่งเป็นที่เหมาะสำหรับการบำเพ็ญภาวนา เป็นดอนกลางแม่น้ำมูล เป็นป่ายาง มีทั้งต้นไม้ใหญ่ ต้นปานกลาง และต้นน้อย ทั้งต้นสูงต้นต่ำ อากาศก็เย็นสบายดีมีน้ำล้อมรอบ มีเนื้อที่ร้อยกว่าไร่ องค์หลวงปู่จึงนำหมู่คณะเข้าไปพักบำเพ็ญภาวนา


 59 
 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 22:02:28 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
   วันที่จิตสลดหดหู่ทั้งตื่นเต้นระทึกใจ  
   อยู่มาวันหนึ่งองค์หลวงปู่นัดประชุมเรื่องจะไปเมืองอุบลฯ พอก่อน จะเลิกประชุมองค์หลวงปู่จึงเลือกเอาพระเณรที่จะติดตามองค์ท่านไป วันนั้น เป็นวันที่พระเณรทั้งใจชื่นบาน ทั้งใจซบเซา ผู้ที่ได้ติดตามองค์หลวงปู่ไป ก็ใจชื่นบาน ผู้ที่ไม่ได้ไปก็จิตใจซบเซา มันเป็นธรรมดาอยู่เอง พูดถึงเรื่อง อย่างนี้มีใครบ้างไหมที่จะไม่อยากติดตามไปกับพ่อแม่ครูอาจารย์ ผู้เป็น ร่มโพธิ์ร่มไทรของหัวใจผู้เป็นลูกเป็นหลาน แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไปกันทั้งหมด องค์หลวงปู่ท่านเลือกเอาพระเณรว่า ท่านองค์นี้องค์หนึ่ง ท่านองค์นั้นองค์หนึ่ง ท่านไล่ไปองค์นั้นองค์หนึ่ง องค์นี้องค์หนึ่ง ส่วนองค์หลวงปู่บัวพาเป็นพระบวชใหม่นั่งอยู่หลังๆ ท้ายสุดของหมู่คณะ ท่านก็อัดอั้นตันใจเป็นแรงกล้าเพราะเป็นพระบวชใหม่ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ติดตามองค์หลวงปู่ไปหรือเปล่า ท่านก็นั่งก้มหน้านึกในใจอยู่ว่า นับถูกเราไหมหนอ นับถูกเราไหมหนอ นั่งภาวนาอยู่ในใจ ขอให้เราได้ติดตามไปกับองค์หลวงปู่ด้วยเถิด อยู่แบบใจหายใจคว่ำ พอท่านนับถึงองค์สุดท้าย ท่านก็ชี้มือมาทางองค์หลวงปู่บัวพานั่งอยู่ว่า "เจ้าผู้หนึ่งไปนำข้อย เฮามันคนทางเดียวกัน บัดท่าเจ็บป่วยไข้พอได้เบิ่งกัน" (ท่านองค์หนึ่งไปกับเรา เราเป็นคนถิ่นเดียวกัน เมื่อเวลาเจ็บป่วยไข้ พอจะได้ดูแลกัน) ท่านองค์หลวงปู่บัวพาดีใจจนน้ำตาไหลอาบแก้มจนหมู่พวกหันมามอง เราเป็นองค์สุดท้ายที่องค์หลวงปู่นับ องค์ท่านคงรู้ล่วงหน้า ท่านถึงได้พูดถึงการเจ็บไข้ไม่สบายพอได้ดูแลกัน ก็เป็นจริงดังองค์หลวงปู่พูดเอาไว้ทุกประการ จากนั้นท่านก็สั่งให้ตระเตรียมบริขารให้พร้อม ใครยังไม่พร้อมก็ให้หาเอาให้พร้อม พอถึงวันกำหนดองค์หลวงปู่ท่านก็พาออกเดินทางจากวัดป่าสุทธาวาสมุ่งหน้าสู่เมืองนครพนม พอไปถึงเมืองนครได้เข้าพักวัดอรัญญิกาวาส พักอยู่ระยะหนึ่งแล้วจึงเตรียมลงเรือไปพระธาตุพนม วันนั้นพอลงเรือเตรียมจะออกก็มีเหตุที่คาดคิดไม่ถึงอย่างสลดใจขึ้น
        แรงบุญกรรมผลักดันให้ได้เป็นพระอุปัฏฐาก
คือพอเรือจะออกเท่านั้นก็มีคนวัดวิ่งตามมา ได้ถวายจดหมายพระองค์อยู่ใกล้ พระได้นำจดหมายมาอ่านถวายให้องค์หลวงปู่ท่านฟัง ในใจความของจดหมายเขียนถึงพระที่อุปัฏฐากประจำองค์หลวงปู่ว่า "ขณะนี้พ่อแม่อยู่ทางบ้าน ได้ป่วยหนักมาก ขอให้พระลูกกลับบ้านด่วน" พระที่อุปัฏฐากองค์หลวงปู่อยู่ก่อนนั้น ท่านเป็นคนทางเมืองขอนแก่น ไม่รู้จะทำประการใดดี จึงกราบเรียนให้องค์หลวงปู่ช่วยเป็นผู้ตัดสินให้ว่าจะไปหรือกลับ องค์หลวงปู่พูดขึ้นแบบเย็นๆ ว่า “เออ! พ่อแม่ก็เป็นผู้มีพระคุณแก่เรา เมื่อถึงคราวเจ็บไข้ได้ป่วยก็คิดพึ่งลูก เราเป็นห่วงครูบาอาจารย์นั้นดีอยู่ แต่พ่อแม่ก็เป็นที่จะต้องดูแลเมื่อยามเป็นเช่นนี้ พระองค์นั้นถึงกับร้องไห้น้ำตาไหลทะลักออกมา ห่วงพ่อแม่ก็ห่วง ห่วงองค์หลวงปู่ก็ห่วง เป็นเหตุต้องจำใจจาก ก้มหน้าลงกราบเท้าลาองค์หลวงปู่ไปแบบน้ำตานองหน้า แล้วคลานถอยออกพร้อมกับเสียงสะอื้น เล่นเอาหมู่คณะที่อยู่ในเหตุการณ์น้ำตาคลอไปตามกัน “น่าสงสารพระองค์นั้นจริงๆ” องค์หลวงปู่ท่านว่า แต่ก็เป็นโอกาสทองขององค์หลวงปู่บัวพาต้องเข้าทำหน้าที่อุปัฏฐากองค์หลวงปู่เสาร์แทนพระองค์นั้น เพราะเป็นผู้มีคุณสมบัติพร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความขยัน ความอดทน และความอ่อนน้อมถ่อมตน กิริยามารยาท ความซื่อตรง สำคัญที่สุดคือความตั้งใจ จริงใจ เพราะองค์หลวงปู่บัวพาได้ตั้งปณิธานความปรารถนาเอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ได้พบเห็นองค์หลวงปู่เสาร์เลย ว่าถ้าเราได้ไปอยู่กับองค์หลวงปู่ขอให้ได้เป็นพระรับใช้อุปัฏฐาก เมื่อเราได้อุปัฏฐากองค์ท่านแล้ว เราจะอยู่อุปัฏฐากองค์ท่านจนกว่าชีวิตของเราหรือองค์ท่านจะหาไม่ องค์หลวงปู่บัวพาได้ตั้งใจไว้อย่างนี้จริงๆ ซึ่งเป็นไปตามความตั้งปณิธานความปรารถนาเอาไว้สมเจตนาก็ทุกประการ ที่เป็นไปได้อย่างนี้คงเป็นเพราะบุพเพกตปุญญตา เป็นผู้มีบุญที่ได้สั่งสมไว้ในชาติปางก่อน ถึงได้จัดล็อกลงตัวอย่างคาดไม่ถึง ล่องเรือมาตามลำน้ำโขงมาถึงพระธาตุพนม องค์หลวงปู่ก็พาขึ้นไปพักอยู่วัดเกาะแก้วอัมพวันประมาณเดือนเศษ วัดเกาะแก้วแห่งนี้เป็นวัดที่องค์หลวงปู่เสาร์ได้สร้างเอาไว้ตั้งแต่องค์หลวงปู่เสาร์เที่ยววิเวกอยู่แถวบริเวณพระธาตุพนมกับหลวงปู่มั่น องค์หลวงปู่บัวพาเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยองค์หลวงปู่เสาร์กับองค์หลวงปู่มั่นเที่ยววิเวกอยู่แถวพระธาตุพนมนั้น พระธาตุพนมยังไม่มีใครไปบูรณะ รกรุงรังเต็มไปด้วยเครือไม้เถาวัลย์ปกคลุมเต็มไปหมด องค์หลวงปู่เสาร์เที่ยวธุดงค์มาเห็นเข้า จึงชักชวนศรัทธาญาติโยมช่วยกันแผ้วถางเครือไม้เถาวัลย์ออกจากองค์พระธาตุพนมให้มีความสะอาดโล่งเตียนเป็นที่เรียบร้อย ต่อมาท่านก็วิเวกขององค์ท่านไปเรื่อยๆ
   

 60 
 เมื่อ: 05 กรกฎาคม 2569, 21:40:15 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
   พรรษาแรกที่วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร
   พอหน้าเข้าพรรษามาถึง พระเณรครูบาอาจารย์ จึงประชุมกันจัดเวร อุปัฏฐากองค์หลวงปู่ เพราะจะได้เข้ารับใช้องค์หลวงปู่เสมอกันทุกๆ องค์ จัดเวรวันละสามองค์ คือพระสองเณรหนึ่ง ให้เป็นผู้อุปัฏฐากองค์หลวงปู่ ส่วนองค์หลวงปู่บัวพานั้น ท่านตั้งใจจะอุปัฏฐากองค์หลวงปู่เสาร์ตลอดไป ท่านจึงมาทำการอุปัฏฐากอยู่ทุกๆ วัน คือวันซึ่งเป็นเวรของตนก็ทำเต็มที่ วันซึ่งไม่ใช่เวรของตน ก็มาทำช่วยเพื่อนไม่เคยขาด จนองค์หลวงปู่จำหน้า จำชื่อได้เป็นอย่างดี เป็นบางวันองค์หลวงปู่เสาร์จะถาม “เจ้าชื่อหยัง (เจ้าชื่อ อะไร) อยู่บ้านใดเมืองใด” องค์หลวงปู่บัวพาก็กราบเรียนให้องค์หลวงปู่เสาร์ ทราบด้วยความเคารพ จนบางวันองค์หลวงปู่เสาร์จะพูดว่า “เฮามันคนอุบลฯ ทางเดียวกันนอ” (เราคนเมืองอุบลฯ บ้านเมืองเดียวกันนะ) ท่านองค์หลวงปู่ บัวพาท่านทำการอุปัฏฐาก ทั้งช่วยเพื่อนทั้งเป็นเวรของตนเองอย่างนั้นตลอดมา พอออกพรรษาปีนั้นองค์หลวงปู่เสาร์ได้ปรารภกับหมู่คณะว่า มีคนทางเมือง อุบลฯ เขามานิมนต์ให้ไปโปรดญาติโยมทางบ้านเก่าบ้าง แต่จะไปกันหมดก็ ไม่งาม เราจะต้องแบ่งกันไปแบ่งกันอยู่ เพราะทางนี้ไม่มีพระเลยก็ไม่งาม เขาจะว่าพระกัมมัฏฐานเราได้ พระกัมมัฏฐานเมื่อตอนอยู่ก็แย่งกันอยู่ เมื่อ ตอนไปก็แย่งกันไป เขาจะว่าพระกัมมัฏฐานเราได้มันไม่ดี

หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!