?>
ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์แห่งภาคอีสาน
The Buddhist Art Conservation Club Of Esan (North Eastern Part Of Thailand)
04 สิงหาคม 2569, 17:31:53 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

กติกาในการ เช่า-แลกเปลี่ยนพระเครื่อง | พระเครื่องเมืองอุบลราชธานี | แจ้งปัญหาการใช้งาน
แจ้งเรื่องการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่จะให้เช่าพระเครื่องฯ | วิธีสมัครสมาชิกเว็บ

หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 10
 41 
 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 12:58:25 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
                         ใครอยู่นี้ นี่ใครอยู่นี่
                ท่านอาจารย์มนัสได้ยินเสียงองค์หลวงปู่ก็ตกใจ จึงรีบออกมาจากห้องกุฏิลงมาเปิดไฟดู เห็นองค์หลวงปู่ถือกระโถนอยู่ ที่แผลยังมีเลือดอยู่ มีรอยช้ำระบมตามหน้า ตามแขน ตามไหล่ ท่านอาจารย์มนัสถามองค์ท่านว่า ท่านอาจารย์เป็นอะไร องค์ท่านบอกว่า จะไปกุฏิแต่ไปไม่ถูก ท่านอาจารย์มนัสก็เลยตามไปส่งองค์ท่านที่กุฏิ หายาทา ยาใส่ ตื่นเช้ามาพระเณรค่อยรู้กัน จะพาองค์ท่านไปหาหมอ องค์ท่านก็ไม่ยอมไป ตกลงก็รักษาแบบธรรมดาเอายาทา หาสมุนไพรต้นไม้ใบไม้มาต้มให้องค์ท่านอาบ องค์ท่านก็พูดเป็นปกติ ไม่ทุกข์ร้อนอะไรและไม่บ่นเจ็บบ่นปวดอะไรเลยผู้เราเห็นอาการขององค์หลวงปู่แล้วเจ็บปวดแทนองค์ท่าน ถึงขนาดนั้นองค์ท่านยังไปทำวัตรนั่งสมาธิอยู่ตามเดิม พระเณรพากันกราบนิมนต์ ขอร้องวิงวอนให้องค์ท่านเลิกไปทำวัตรนั่งสมาธิที่ในโบสถ์เพราะเป็นช่วงก่อสร้างอยู่ องค์ท่านไม่ยอม ท่านก็ไปทำขององค์ท่านตามปกติ หลังๆ มาไม่ค่อยเห็นองค์หลวงปู่ไปทำวัตรสวดมนต์นั่งสมาธิในโบสถ์เหมือนเก่า เห็นองค์ท่านเลยไปเดินจงกรมที่ข้างกุฏิขององค์ท่านเลยได้โอกาสเวลาสรงน้ำองค์หลวงปู่ท่าน จึงกราบเรียนถามองค์ท่านว่า “ขอโอกาสหลวงปู่ หลวงปู่ไมได้ไปทำวัตรสวดมนต์นั่งสมาธิ ที่ในโบสถ์อีกแล้วหรือ” องค์ท่านบอกว่า “ไม่ได้ไปแล้ว” “เพราะเหตุใดหลวงปู่” หลวงปู่ท่านนั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์ พระพุทธรูปองค์พระประธาน ซึ่งเป็นพระเก่าแก่โบราณประดิษฐานอยู่ในโบสถ์มาบอกว่า แก่เฒ่าแล้ว ไม่ต้องมาทำที่โบสถ์ดอก ทำที่กุฏิเอาก็ได้ องค์ท่านก็เลยทำตามที่พระพุทธรูปบอก เราดีใจแสนจะดีใจเมื่อได้รู้ว่าองค์หลวงปู่ไม่ไปนั่งสมาธิที่ในโบสถ์อีกเลย สันนิษฐานว่า สมัยองค์หลวงปู่มาอยู่ใหม่ๆ ได้มาพบพระพุทธรูปเก่าแก่ตั้งประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ร้าง องค์ท่านคงตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะทำวัตรนั่งสมาธิต่อพระพุทธรูปทุกๆ คืน องค์ท่านถึงได้ทำไม่เคยขาด ถึงแก่เฒ่าขนาด หลังๆ มาองค์หลวงปู่ ได้สร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้น แล้วก็อัญเชิญเอาพระพุทธรูปที่เก่าแก่ขึ้นไปเป็นพระประธานในโบสถ์หลังใหม่อีก องค์ท่านก็ตามไปทำวัตรสวดมนต์ นั่งสมาธิที่โบสถ์ใหม่อีก แต่องค์ท่านก็ไม่ได้เล่าเรื่องตั้งสัจจอธิษฐานให้ฟัง เพียงสันนิษฐานเอาว่า ที่ท่านตั้งใจทำถึงขนาดนั้นคงมีอะไรสักอย่าง ที่เล่ามานี่ คือความตั้งใจและความอดทนขององค์ท่าน มีมากมายหลายๆ เรื่องแต่จะไม่ขอเล่า จะขอเล่าอีกเรื่องหนึ่งในความอดทนขององค์ท่าน สมัยผู้เขียนได้มีโอกาสทำหน้าที่อุปัฏฐากองค์ท่านหลวงปู่บัวพาชั่วระยะหนึ่ง ไม่ได้อยู่อุปัฏฐากรับใช้อยู่เป็นประจำและอยู่นานๆ เหมือนท่านองค์อื่นๆ องค์ท่านนั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์ ยุงมันกัดตามแขนตามไหล่ตามหลังด้านผ้าคลุมปิดไม่ถึง ขึ้นตุ่มเหมือนหนังคางคก เพราะยุงตามชานเมืองมากจริงๆ เรากราบเรียนองค์ท่านว่า หลวงปู่นั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์ ยุงมันกัดจนเป็นหนังคางคกแล้ว ยุงมันมากขนาดนี้หลวงปู่ทำไมถึงนั่งได้ องค์ท่านบอกว่า “มีแหน่” คือมีบ้างเล็กน้อย ถ้าองค์ท่านบอกมีมากนี้มันจะขนาดไหน เรายังงงเลย ขนาดเราถือว่ามากที่สุดแล้ว แต่องค์ท่านบอกว่ามีแหน่ และอีกครั้งหนึ่งผู้เขียนไปทำข้อวัตรอุปัฏฐากถวายน้ำล้างหน้า ยาสีฟันตอนเช้า เห็นองค์ท่านซักผ้าสบงตากไว้ใหม่ๆ น้ำยังหยดอยู่เลย จึงกราบเรียนองค์ท่านว่า หลวงปู่เป็นอะไรหรือ องค์ท่านบอกว่า ท้องเสีย ถ่ายทั้งคืน ครั้งหลังสุดไปไม่ทันจึงได้ซักผ้าสบง ผู้เขียนมองดูองค์ท่านซูบซีด น้ำเสียงสั่นระรัว อาการหนักมากจนไม่มีแรงจนหูอื้อหมด จึงกราบเรียนองค์ท่านว่า หลวงปู่หมดแรง เหนื่อยมากนะนี่ องค์ท่านก็บอก เหนื่อยแหน่ (เหนื่อยเล็กน้อย) ผู้เขียนเลยถือโอกาสกราบนิมนต์ไม่ให้องค์ท่านไปบิณฑบาต ลูกหลานพระเณรเต็มวัดเต็มวา จะไปบิณฑบาตมาเผื่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์เอง องค์ท่านก็ไม่พูดอะไร เรานำของนำบาตรมาจัดเตรียมที่ศาลาฉัน พอถึงเวลาออกบิณฑบาต เห็นองค์ท่านกำลังคลุมผ้าจะออกบิณฑบาต เพราะเราไม่ได้จัดผ้าไว้ถวายองค์ท่าน นึกว่าองค์ท่านจะไม่ไปบิณฑบาต ผู้เขียนเห็นก็รีบขึ้นไปหาองค์ท่าน กลัดรังดุมลูกดุมถวาย ทั้งกราบวิงวอนไม่ให้องค์ท่านไปบิณฑบาต องค์ท่านก็บอก ไปได้ ไปได้ คำเดียว แต่น้ำเสียงทั้งไม้ทั้งมือยังสั่นอยู่เลย องค์หลวงปู่ท่านมีความอดทน เป็นเลิศจริงๆ จะนั่งทั้งวันก็ไม่เคยบ่นเจ็บแข้งเจ็บขา บ่นว่าเหนื่อย ว่าล้า เลยจริงๆ องค์หลวงปู่เป็นผู้สงเคราะห์ญาติได้ดีด้วย สมัยองค์ท่านยังมีชีวิตอยู่ ลูกหลานขององค์หลวงปู่ที่ท่านได้อบรมสั่งสอน ได้ดิบได้ดีเป็นใหญ่เป็นโต เป็นครูบาอาจารย์ เป็นมหาเปรียญหลายท่าน หลายองค์ องค์หลวงปู่เป็นผู้สงเคราะห์ญาติขึ้น ในปัจจุบันลูกหลานองค์หลวงปู่ที่มีชื่อเสียง เป็นครูบาอาจารย์สืบทอดจากองค์ท่านก็ยังมีหลายองค์ อาทิ
 

 42 
 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 12:49:57 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
                        พบวัดร้างได้สร้างให้เป็นวัดที่เจริญ
                   พอออกพรรษาปีนี้ องค์หลวงปู่ได้พาแม่ชีผู้มารดา ออกเดินทางมาทางอุดร หนองคาย ผ่านมาทาง ท่าบ่อ ศรีเชียงใหม่ ได้มาพบวัดร้างแห่งหนึ่งซึ่งเป็นวัดที่วิเวกพอที่จะเจริญในการบำเพ็ญเพียรภาวนา ชื่อวัดโคกพระคอย หรือ วัดโคกป่าคอย ก็เรียก ซึ่งตั้งเป็นป่าช้าของชาวบ้านแถวนั้น ภายในป่าช้าจะมีสองแห่ง อยู่คนละมุมกัน คือ ที่หนึ่งจะเป็นป่าช้าของเด็ก ส่วนอีกที่หนึ่งจะเป็นป่าช้าของผู้ใหญ่ เขาไม่เผารวมกัน คือป่าช้าของเด็ก เขามีแต่ฝังอย่างเดียว ที่สำคัญของวัดร้างแห่งนี้ มีบ่อน้ำเก่าแก่ มีโบสถ์เก่าๆ มีพระพุทธรูปเก่าแก่ ไม่มีใครรู้ว่าสร้างไว้แต่เมื่อใด องค์หลวงปู่บัวพาได้เข้ามาอยู่จำพรรษาประจำอยู่วัดร้างแห่งนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หรือ พ ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นมา ได้พัฒนาวัดร้างแห่งนี้ขึ้น จนเป็นวัดที่สมบูรณ์ และต่อมาจึงได้เปลี่ยนชื่อวัดอย่างเป็นทางการว่า “วัดป่าพระสถิตย์” เพราะอาศัยความเป็นมาของวัด ซึ่งมีพระพุทธรูปเก่าแก่กับปาที่เป็นที่สถิตย์ของพระพุทธรูปนี้มานานเป็นนามวัด จึงเป็นวัดป่าพระสถิตมาตราบเท่าทุกวันนี้  ตามที่ผู้เขียนได้เข้าไปรู้ ไปสัมผัสกับองค์หลวงปู่บัวพา องค์ท่านเป็นพระปฏิบัติเคร่งครัด มีปฏิปทาอันงดงาม เป็นที่น่าเลื่อมใสในบุคคลผู้ที่ได้เข้ามาพบเห็น องค์ท่านมีความเพียรเป็นเยี่ยม ทำแบบสม่ำเสมอ มีนิสัยสุขุมเยือกเย็น เป็นพระพูดน้อย สันโดษ และถ่อมตน ไม่เคยพูดยกโทษ (กล่าวโทษ) ใคร เป็นพระที่เป็นเยี่ยงอย่างในทางปฏิบัติคนส่วนมาก ถ้าไม่ได้เข้าไปสัมผัสอับองค์ท่านด้วยตนเองแล้วจะไม่รู้เลยว่าองค์ท่านหลวงปู่บัวพาท่านเป็นพระอย่างไร เพราะท่านไม่แสดงตัว และองค์ท่านก็ไม่โด่งดัง ท่านอยู่ขององค์ท่านแบบเงียบๆ แต่ความเพียรขององค์ท่านยากที่จะมีใครเสมอเหมือน  ถ้าองค์ท่านว่าใคร ท่านก็ว่าแบบปกติ ไม่แสดงกิริยาและขึ้นเสียงดุดันเกรี้ยวกราด ถ้าองค์ท่านได้ว่าใครถึงสามครั้งแล้ว องค์ท่านจะไม่ว่าคนนั้นอีกในเรื่องนั้นๆ เพราะองค์ท่านถือว่าเป็นคนไม่เอาไหนเสียเลย องค์ท่านจะไม่เทศน์เอาเสียเลย พอจะได้ฟังบ้างก็เฉพาะพระเณร เมื่อองค์ท่านอบรมปฏิบัติกัมมัฏฐานและข้อวัตรการประพฤติต่างๆ เท่านั้น ถ้าเป็นการเป็นงานยิ่งแล้วใหญ่ จะไม่ได้ยินเสียงองค์ท่านเทศน์เลย กับเรื่องความอดทนนี้เป็นอมตะจริงๆ ไม่เคยบ่นเจ็บ บ่นปวด บ่นทุกข์ บ่นยาก และไม่เคยบ่นอะไรให้ใครฟังเลย จะเจ็บปวดขนาดไหนไม่เคยปริปากบ่น จะมีเรื่องอะไรเรื่องหนักอกหนักใจ จะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น องค์ท่านไม่เคยแสดงกิริยา สีหน้า ให้ลูกศิษย์ลูกหา หรือคนอื่นใดได้รู้ว่าองค์ท่านเป็นทุกข์เลย อยู่แบบสม่ำเสมอ ไม่ขึ้นไม่ลงตามกระแสของอารมณ์ องค์ท่านมีอารมณ์สม่ำเสมอจริงๆ สมัยสร้างโบสถ์ยังไม่แล้วเสร็จ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ช่างเขาตีนั่งร้านเต็มไปหมด ทั้งในโบสถ์และรอบๆ โบสถ์ ข้อวัตรขององค์ท่านคือ ทำวัตรเย็นรวมที่ศาลาแล้ว องค์ท่านจะไปทำวัตรที่ในโบสถ์แล้วนั่งสมาธิต่อ พอดึกประมาณห้าหรือหกทุ่ม องค์ท่านจะลงไปเดินจงกรมที่ทางเดินจงกรมข้างกุฏิขององค์ท่าน ก็ไม่รู้กี่ทุ่ม องค์ท่านค่อยขึ้นกุฏิ พอเข้าในกุฏิองค์ท่านทำวัตร สวดมนต์ นั่งสมาธิต่ออีก ไม่รู้ว่าองค์ท่านพักผ่อนเวลาไหน บางทีหรือทุกครั้งที่เราไปทำข้อวัตรตอนเช้า จะเห็นองค์ท่านนั่งคลุมผ้าจีวรเรียบร้อยอยู่ตลอด ไม่รู้ว่าองค์ท่านนอนตอนไหน วันที่เกิดเหตุก็เช่นเดียวกัน พอเลิกประชุมที่ศาลา องค์ท่านลอดนั่งร้านเข้าไปในโบสถ์ ทำวัตร นั่งสมาธิขององค์ท่านประจำ ประมาณห้าทุ่มกว่าๆ พระเณรเงียบสงบกันหมดแล้ว ได้ยินเสียงเป๊งเล้ง (โครมคราม) อย่างดัง พระเณรองค์ที่ท่านอยู่ใกล้ได้ยินเสียง ก็นึกว่าแมวมันยันกระโถนที่ศาลา แล้วก็เงียบไป แท้จริงแล้ว เป็นองค์หลวงปู่ท่านนั่งสมาธินานไป บังเอิญปวดปัสสาวะ องค์ท่านจึงถือเอากระโถนกับไฟฉายเดินออกไปปัสสาวะข้างนอกโบสถ์ โบสถ์สูงประมาณ ๒ เมตร พอมายืนอยู่บันได องค์ท่านเสียหลัก เซถลาเอาด้านข้างลง พื้นรอบๆ โบสถ์ขรุขระด้วยเศษปูนเศษกระเบื้อง องค์ท่านตกลงไปแบบมองไม่เห็นอะไรเลย เพราะเป็นกลางคืนดึกๆ สลบอยู่กับที่ ไม่รู้ว่านานขนาดไหน โดยไม่มีใครรู้เรื่องเลย จนองค์ท่านฟื้นขึ้นมาเองมือยังถือกระโถนอยู่ องค์ท่านก็งง จำไม่ได้ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน องค์ท่านก็เดินหาทางออกไปจากกำแพงแก้วโบสถ์จะไปกุฏิ และไม่รู้ว่ากุฏิอยู่ทางไหนด้วยองค์ท่านถือกระโถนเดินวนรอบไปตามกำแพงแก้วโบสถ์เป็นห้าหกรอบ ก็ไม่เห็นทางออก บังเอิญท่านอาจารย์มนัส วรจิตโต ท่านเปิดไฟที่กุฏิของท่านด้วยธุระส่วนตัว พอองค์หลวงปู่ท่านเห็นแสงไฟ ท่านก็ลัดไปหาแสงไฟ ไปเจอทางออกจากกำแพงแก้วโบสถ์พอดี องค์ท่านก็เดินไปหาแสงไฟ ไปถึงกุฏิท่านอาจารย์มนัส เอาไม้ไปเคาะบันได
 

 43 
 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 12:39:06 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
                  บ้านเสาหินใหญ่ในประเทศลาว
                องค์หลวงปู่ท่านเป็นพระที่เคร่งครัด ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยท่านออกเดินธุดงค์เที่ยวหาสถานที่วิเวกไปในที่ต่างๆ จนมีอยู่ครั้งหนึ่งองค์หลวงปู่ท่านได้จาริกเพื่อท่องเที่ยวเพื่อปฏิบัติธรรมไปทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง คือ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สมัยก่อนเรียกสั้นๆ ว่าประเทศลาวเลยนครเวียงจันทร์ไปด้านหลัง ไกลจากเมืองไปหลายสิบกิโลเมตร มีหมู่บ้านหนึ่งซึ่งผู้เขียนก็จำชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้ เพราะองค์หลวงปู่เล่าให้ฟังนานมาแล้ว เป็นหมู่บ้านอยู่ตามป่าตามเขา องค์หลวงปู่ได้มาพักเพื่อหาความวิเวกใกล้หมู่บ้านแห่งนี้ตอนเช้าวันหนึ่ง ได้คลุมผ้าออกเดินบิณฑบาตไปตามหมู่บ้าน องค์ท่านได้ไปเห็นบ้านหลังหนึ่งเป็นบ้านโบราณ อายุคงนานมาก ดูแล้วไม่มีบ้านหลังอื่นเหมือนบ้านหลังนั้นเลย ดูช่างเป็นบ้านที่แปลกตาแปลกใจ จนองค์ท่านอดที่จะถามคนในหมู่บ้านนั้นไม่ได้ว่า บ้านนี้เป็นบ้านของใคร และเขาสร้างบ้านหลังนี้ได้อย่างไร คือบ้านหลังที่ว่านี้เป็นบ้านที่สร้างด้วยหินล้วนๆ มีเสาเรือนที่ใหญ่โตสร้างด้วยหิน เสาใหญ่เป็นโอบเป็นอุ้ม และรอยถากเสาหินเหมือนถากเสาไม้ชาวบ้านจึงเล่าให้องค์หลวงปู่ฟังว่า มีพ่อใหญ่คนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ แกเป็นคนที่มีวิชาอาคมขลัง แกสร้างบ้านหลังนี้ด้วยตัวเอง โดยไม่มีใครช่วยแกเลย ใช้วิชาเวทมนต์ของแกเอง แผ่นหินนี้แกจะดีดบรรทัดเหมือนเขาดีดบรรทัดจะเลื่อยไม้หรือถากไม้ เมื่อแกดีดบรรทัดลงไปกระทบแผ่นหิน หินก็จะถูกตัดแตกออกมาเลย แล้วก็ดีดบรรทัดถากเสาหินเหมือนกับถากเสาไม้ แกทำของแกคนเดียว  วันที่แกจะเอาเสาหินมาบ้าน พ่อใหญ่เจ้าของบ้านหินคนนั้น ก็เดินขอแรงไปตามหมู่บ้านทุกหลังคาเรือน ขอแรงคนในหมู่บ้าน ขอแรงหมดทุกคน ขอแรงคน แรงวัว แรงควาย แรงล้อ แรงเกวียน ทุกคนที่แกไปขอแรงก็รับปากว่าจะไปช่วยแกขนเสาหินมาสร้างบ้าน โดยแกบอกว่า“ตอนเย็นขอแรงไปเอาเสาหินมาสร้างด้วยกันหน่อยเด้อ”ตกตอนเย็นก็ไม่เห็นแกมา ชาวบ้านก็คอยอยู่จนดึก เพื่อจะไปช่วยแก เมื่อไม่เห็นมา ก็พากันเข้านอน จนเวลาผ่านไปถึงวันรุ่งขึ้น ตื่นเช้าขึ้นมาปรากฏว่าแกเอาเสาหินมาเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าแกเอามาได้อย่างไรแต่ที่มีผิดสังเกตอยู่อย่างหนึ่งคือ ตื่นขึ้นมาตอนเช้า ทุกคนในหมู่บ้านที่เคยรับปากว่าจะไปช่วยแกเอาเสาหินนั้น พากันเจ็บตามเนื้อตามตัว ตามแข้งตามขา เมื่อยล้าอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ปวดหลัง ปวดเอว ไปตามกันหมดทั้งหมู่บ้าน แม้แต่วัวควายก็สังเกตได้ว่าร่างกายทรุดโทรมหมดเรี่ยวหมดแรง ไม่อยากจะลุกไม่อยากจะเดิน ไม่อยากดื่มน้ำกินหญ้าเหมือนแต่ก่อน อาการอย่างนี้เป็นอยู่หลายวันจึงหายเป็นปกติ
ส่วนบ้านหินของพ่อเฒ่าคนนั้นก็ถูกตั้งเป็นบ้านที่ใช้การใช้ประโยชน์ โดยไม่มีใครได้ช่วยแกเลย พอชาวบ้านเล่าให้องค์ท่านฟังจบแล้ว องค์หลวงปู่ก็ได้พูดกับเขาว่า “เรื่องอย่างนี้ก็มีอยู่น้อ”

                องค์หลวงปู่บัวพาเจอคนบ้านกลายเป็นคนป่า
                  เมื่อครั้งสมัยยังท่องเที่ยววิเวกไปในภูผาบ้านป่าดง องค์หลวงปู่เคยธุดงค์ไปตามเขตประเทศไทย-ลาว ระหว่างเมืองอุบล ฯ ลงไปถึงนครจำปาศักดิ์ ได้เที่ยวไปในป่า ได้ไปพบหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จึงได้เข้าไปขอพักอาศัยในวัดบ้านแห่งนั้น ที่วัดแห่งนี้มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง คนเขาเอามาฝากไว้ที่วัดให้อยู่กับพระ องค์หลวงปู่ได้พักอยู่วัดแห่งนี้หลายวัน จึงได้รู้จักกันและได้พูดคุยกันกับชายหนุ่มคนนั้น จึงได้ถามหาสาเหตุความเป็นมา ที่แกจะได้มาอยู่ที่วัดนี้ด้วยเหตุปัจจัยอันใด เขาจึงเล่าความเป็นมาของชีวิต คือเมื่อตอนสมัยเขาเป็นเด็ก ได้มีพี่น้องร่วมท้องของพ่อแม่ด้วยกันสามคน ตัวเขาเองมีอายุคงไม่เกิน ๕ ขวบ น้องสาวคนกลางประมาณ ๓ ขวบ น้องคนเล็กยังเด็กๆ นอนแบเบาะอยู่เลย พ่อแม่ก็มาถึงแก่กรรมตามไปทั้งสองคน ทิ้งเขากับน้องทั้งสองไว้ให้เป็นภาระของน้าสาวคอยเลี้ยงดูอยู่ไม่นาน น้าสาวเขาที่เป็นสาวใหญ่ ซึ่งยังไม่ได้แต่งงาน จึงเป็นการมีลูกแต่ไม่มีผัว ไม่รู้ว่ากรรมเวรอันใดจึงทำให้ใจน้าสาวไปหลงคารมเจ้าบ่าวหนุ่มใหญ่ไร้คุณธรรม มาเคลียคลอน้าสาวว่าจะแต่งงานด้วย เพื่อความรักจะมีความสุข จึงยุให้น้าสาวทิ้งหลานทั้งสามคนตาดำๆความรักเป็นใหญ่ในหัวอก จึงคิดไม่ตกว่าจะทำประการใด กามารมณ์ร้อนเร่า จึงทิ้งหลานจนได้เพราะใจต้องการกาม ความหลงใหลในกาม จึงหลงทำกรรมอย่างมืดมิดสนิทใจ ความต้องการในกาม ความสุขในกาม ความพอใจในรสกาม จึงเป็นการหลงใหลไม่มีคำว่าอิ่มพอ ต่อให้ได้สมหวังเท่าแผ่นดิน แผ่นน้ำ และแผ่นฟ้า ตัณหาก็ยิ่งไม่มีประมาณ จึงสมควรแก่การที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “นตฺถิตณฺหาสมานที” ว่า แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาย่อมไม่มี ดูอย่างในเรื่องนี้ น้าสาวเลี้ยงหลานตาดำๆ ทั้งสามคน ยังไม่รู้ว่าดีหรือชั่ว หลงคารมชายที่จะมาเป็นผัว จึงตามืดตามัวหลงกามกับผัว จึงทำกรรมชั่วโดยไม่กลัวกรรมตามสนอง ทะเลมหาสมุทรไม่เคยเต็มเพราะน้ำทุกๆ สายที่ไหลไปสู่มหาสมุทร ไฟไม่เคยอิ่มเชื้อ เมื่อมีมากไฟก็ยิ่งลุกแรง กามก็ยิ่งลุกลามไปตามความใคร่ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อหลงใหลไปตามรสของกามคุณ ก็ยิ่งอุ่น ก็ยิ่งทุกข์ จะพบความสุขเป็นอันไม่มี ดีไม่ดีทำให้มีโทษ มีบาป มีกรรมคำโบราณจึงว่า ตัณหาหน้ามืด มืดยิ่งกว่าโลกันต์มหานรกที่ว่ามืดเสียอีก มีที่ไหน เป็นไปได้อย่างไรกัน มันก็เป็นไปแล้ว เพราะเมาในกามตัวเดียวไม่มีเพียงพอ ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีแก่หนุ่ม ไม่มีลูกหลาน หน้าด้านมืดมัวไม่กลัวบาปกรรม จึงทำได้ทั้งสิ้น จากดินถึงฟ้า จากขี้ข้าถึงจอมกษัตริย์ จากมนุษย์และสัตว์ถึงเทวโลก ต้องทุกข์ต้องโศกเพราะกามคุณ อยู่มาวันหนึ่ง น้าสาวได้คิดกลมารยา บอกว่าจะพาไปเที่ยวป่าไพร อุ้มเอาหลานคนเล็กเดินนำหน้าเข้าไปในป่าใหญ่ดงไม้แน่นหนา ป่าใหญ่ในดงลึกต้นไม้หนาทึบจนมองไมเห็นดวงตะวัน น้าสาวก็ผูกอู่ (เปล) ใส่ต้นไม้ เอาน้องคนเล็กนอนไว้ในอูแล้วก็บอกเขาทั้งสองว่าให้ไกวอู่ดูน้องเอาไว้ น้ามีธุระจะไปเดี๋ยวเดียวจะมา หลานก็เชื่ออย่างสนิทใจ ไกวอู่น้องคอยน้ากลับมา น้าหายเงียบจนเกือบจะค่ำก็ไม่เห็นมา น้องคนเล็กหิวนมร้องไห้เสียงลั่นป่า ผู้เป็นพี่ก็ได้แต่บอกน้องว่า อย่าร้องๆ เดี๋ยวสักครู่แม่ของเราก็จะมา คอยแล้วคอยเล่า คอยมองทาง น้าสาวเจ้าจะมา จนตกค่ำน้ำตานองหน้า ทั้งสามร้องไห้หาน้าสาวเพราะความกลัว พี่ไกวอู่น้อง ตาก็จ้องดูทางที่น้าสาวจะมา ปากก็บอกน้องว่าอย่าร้องๆ อีกหน่อยแม่มาคงได้กินนม คือเรียกน้าเป็นแม่แต่แล้วก็สิ้นหวัง พอตกมืดค่ำจึงต้องนั่งใจหาย แขนหนึ่งกอดน้องเอาไว้ มือหนึ่งไกวอู่น้องไป ทั้งสามร้องไห้ทั้งหิวทั้งกลัว น้องคนเล็กที่นอนในอู่ร้องไห้จนหมดเสียง เพราะหิวนมจึงเงียบไป อีกสองคนกอดกันเอาไว้ บอกน้องอย่าร้องไห้ แม่ไปไม่กลับมาหาเราอีกแล้ว ต้องนอนตามโคนไม้ในป่าลึกด้วยความรู้สึกทั้งกลัวทั้งหิว น้องคนเล็กได้ตายอยู่ในอู่เพราะหิวนม เราสองคนร้องไห้กอดกันหลับไป ตื่นขึ้นเป็นวันใหม่ เขาผู้เป็นพี่ชายก็หาเก็บผลไมใบไม้มากินแก้หิว ผลไม ลูกไม้อะไรก็ได้รู้ กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็ทิ้งเพื่อประทังความหิว พอตกถึงบ่ายวันต่อมา เขาทั้งสองนั่งเฝ้าอู่น้องอยู่ ได้มีช้างฝูงหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ มายืนดูเขาทั้งสอง พี่น้องก็กอดกันเอาไว้เพราะความกลัว ช้างตัวหนึ่งคงเป็นหัวหน้าโขลง ได้เอางวงล้วงเข้าไปในอู่อุ้มเอาน้องคนเล็กที่ตายในอู่ แล้วเดินออกไปไม่ไกลนัก แล้วช้างก็เอาเท้าขุดดินให้เป็นหลุม แล้ววางน้องลงในหลุม ช้างก็เอาเท้าคุ้ยดินถม ช้างฝังน้องแล้วช้างก็เอาไม้มาทับไว้ เขาทั้งสองกอดกันนั่งดูช้างฝังน้อง จากนั้นช้างก็หันมามองดูเขาทั้งสอง แล้วช้างก็เดินจากไป พอเขาเห็นช้างช่วยฝังน้องคนเล็กที่หิวนมจนตาย และไม่มีท่าทีว่าจะเป็นอันตราย เขาก็เลยมีจิตใจนึกว่าฝูงสัตว์ที่มีชีวิตในป่าในดงนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนกับเขาทั้งนั้น จึงพาน้องอีกคนออกเดินไปตามป่า หาผลไม้ที่ร่วงหล่นมากินเป็นอาหาร ถ้าไม่มีลูกที่หล่นเห็นมีลูกอยู่เต็มต้น ผู้เป็นพี่ก็ขึ้นเก็บหรือเขย่าให้หล่นลงมา ผู้เป็นน้องก็คอยเก็บอยู่ข้างล่าง ใช้ชีวิตเลี้ยงชีพด้วยผลไม้ในป่า หาไปกินไป ค่ำไหนนอนนั่น บางทีเห็นไฟก็เข้าไปอาศัยนอนอยู่ใกล้ๆ ไฟที่ไหม้ตอไม้ขอนไม้ และหานอนตามโคนไม้ใหญ่ๆ บางทีไปเจอเนื้อสัตว์ที่เสือกินไม่หมด ก็เอามาปิ้งไฟ เผาย่างไฟกินเป็นอาหาร บางทีไปเจอเสือมันกำลังกินเนื้ออยู่ เขาก็เข้าไปแย่งเอาเนื้อกับเสืออีกด้านหนึ่ง เสือก็ไม่ทำอะไร ได้แต่คำรามไล่ฮือๆ เท่านั้น จนกลายเป็นนิสัยและไม่มีความเกรงกลัวอะไรในป่าเลย จะกลัวก็แต่คนที่เขาเข้าไปคล้องช้างทั้งสัตว์ ทั้งช้าง ทั้งเสือ ทั้งสองคนเขาจะรีบวิ่งหนีไปคนละทิศละทางเพื่อเอาตัวรอด เพราะเขากับน้องและพวกสัตว์ในป่าถือว่า พวกคนเป็นสัตว์ที่ดุร้าย ทำร้ายพวกเขาในป่า อยู่ตามป่า หากินตามป่า จนเสื้อผ้าขาดเปื่อยไปหมด บางทีต้องเอาใบไม้มานุ่งมาห่มไปพรางอาศัยเดินตามฝูงสัตว์ไปเรื่อยๆ ฝูงสัตว์ก็เห็นเขาเป็นเพื่อน อยู่ในป่า เขาไมได้กินข้าว ไม่ได้เห็นผู้คน เห็นแต่ต้นไม้ป่าไม้และฝูงสัตว์ป่าด้วยกัน จนน้องสาวเขาโตจะเป็นสาวน้อยอายุได้ ๑๒-๑๓ ปี เขาเองก็ได้ ๑๕-๑๖ ปีเห็นจะได้ จนผมยาวตกหลัง คนน้องสาวตกถึงก้น อยู่กินกันแบบคนป่า จะมีคนเข้าไปบ้าง ก็พวกคนเข้าไปคล้องช้าง พวกเขาต้องวิ่งหนีชุลมุน บางครั้งพวกคนคล้องช้างเขาจับช้างได้ เจ้าป่าผู้เป็นใหญ่ของพวกเขาที่อยู่ในป่าก็เอาทองคำมาไถ่ถอนช้างไว้ คนพวกคล้องช้างเขาก็คืนช้างให้ ครั้งหลังสุดที่พวกคนคล้องช้างจะจับตัวเข้ามาได้ เขากำลังขึ้นเอาผลไม้บนต้นไม้ที่สูงอยู่ น้องสาวเป็นคนคอยเก็บอยู่ข้างล่าง พวกคนคล้องช้างเขาเข้าไปใกล้กระชั้นชิด เขาตั้งตัวไม่ติด น้องสาวอยู่ข้างล่างได้วิ่งหนีไปก่อน เขาอยู่บนต้นไม้ก็รีบลงมาอย่างรีบร้อนและรวดเร็วจนทำให้พลัดตกลงมาบาดเจ็บที่โคนขาเลือดไหล ลุกขึ้นวิ่งหนีตามน้องไปแต่เจ็บขามาก ก็หกล้ม ลุกขึ้นได้ก็วิ่งต่อ เดี๋ยวก็ล้มอีก คนเขาวิ่งไล่ตามทัน เขาได้จับมัดมือจนดิ้นไม่หลุด คนพวกคล้องช้างเขาวิ่งตามน้องไปไม่ทันเพราะน้องวิ่งเร็วมาก เขาถามหาที่อยู่ของน้อง แกก็ไม่บอก เขาจึงเอาตัวแกขึ้นหลังช้างมาที่ทับ เขาก็พากลับมาบ้านเขา พวกคนคล้องช้างไปเที่ยวนี้ไม่ได้ช้าง ได้แต่เจ้าหนุ่มคนป่าคนเดียว พอมาถึงบ้านคนทั้งหมู่บ้านต่างก็มามุงดูแก คนที่มาก็ถามโน่นถามนี่ แกก็ไม่พูดจากับใคร เขามัดแกไว้หลายวัน เขาก็เอาข้าวเอาน้ำให้กิน หลายวันเข้ามาคงเป็นภาระยุ่งยากแก่เขาในการเลี้ยงดู ทั้งการไปทำมาหากิน เขาก็เลยพาแกไปฝากไว้ที่วัดให้อยู่กับพระ ก็พอไว้วางใจได้บ้างเมื่อตอนองค์หลวงปู่บัวพาได้ไปพบเห็นแกนั้น เป็นช่วงที่แกอยู่เป็นอิสระและพูดจาได้บ้างแล้ว แต่มีนิสัยชอบนั่งยองๆ แล้วมองไปที่สูงๆ ตามยอดไม้ต้นไม้ ชอบนั่งเหม่อมองตามต้นไม้ยอดไม้ เพราะนิสัยเคยมองหาผลไม้กินเป็นอาหารองค์หลวงปู่เคยเก็บผลไม้ลูกไม้มาให้แกกิน แกดีอกดีใจมากและกินผลไม้ลูกไม้อย่างน่าเอร็ดอร่อย ลูกไม้ผลไม้อะไรแกกินเป็นหมด ลูกโพธิ์ ลูกไทร ลูกบก ลูกหว้า ลูกหม้อ ลูกเม็ก กินได้อย่างเอร็ดอร่อยจริงๆ องค์หลวงปู่เห็นแล้วก็สงสาร ออกปากชวนแกไปด้วย แกก็อยากจะติดตามไปด้วย แต่มาคิดได้ว่าจะเป็นภาระ จึงตัดใจจากความเมตตา วางอุเบกขาสลัดภาระ ดั้นด้นสัญจรเดินหน้าเที่ยวไปแต่เพียงผู้เดียว แกได้เล่าให้องค์หลวงปู่ฟังแล้ว แกก็ทำหน้าโศกเศร้ารำพึงรำพันถึงน้องสาวแกว่า “ป่านนี้น้องสาวเฮาจะเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้” แกรำพึงรำพันไปเศร้าโศกไปแล้วก็ยิ้มๆ เล็กน้อยแล้วแกก็พูดว่า “น้องสาวเฮางามดิ๊” (น้องสาวเราสวยนะ) องค์หลวงปู่ได้ไปสอบถามชาวบ้านที่เคยไปคล้องช้างเพื่อหาข้อเท็จจริง ก็ได้ความจริงดังแกเล่ามาทุกประการ ดังเรื่องเจ้าป่าเคยเอาทองคำไถ่ถอนช้างป่าไว้นั้น ชาวบ้านเขาก็รับว่าเคยมีจริง จึงเป็นสิ่งที่จะพอเชื่อได้บ้าง เรื่องสลับซับซ้อน ลี้ลับ ลึกลับ ในป่าดงพงไพรป่าใหญ่ดงหนา สิ่งที่ตามองไม่เห็นเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามไป ยังมีผู้คนเข้าไปในป่าใหญ่ดงหนาได้พบ ได้เห็น ได้สัมผัส เป็นขวัญหู ขวัญตาอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย ที่ผู้เขียนเรียนให้ท่านผู้อ่านตามการที่ได้ยินได้ฟังมานี้ ตามที่องค์หลวงปู่บัวพาท่านได้ไปพบไปเห็นมาด้วยตัวขององค์ท่านเอง

 

 44 
 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 11:07:25 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
                 โปรดเอามารดาบวชเป็นชี
                 ปีนั้นองค์ท่านย้อนกลับไปบ้านกุดกุง ซึ่งเป็นบ้านเดิมขององค์ท่านเพื่อเยี่ยมญาติและโปรดเอามารดาบวชเป็นชีในปีนั้น แล้วองค์หลวงปู่ได้พาแม่ชีซึ่งเป็นมารดาไปจำพรรษาอยู่วัดพระพุทธบาทบ้านหนองยาง อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดอุบลฯ (ปัจจุบันเป็นจังหวัดยโสธร)

 45 
 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 10:57:50 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
                       จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่อ่อน
พอออกพรรษาหมดเขตกฐิน ได้กราบลาท่านอาจารย์ดี ออกธุดงค์ขึ้นไปทางอุดรฯ เพื่อไปเยี่ยมญาติโยมพี่น้องที่อพยพไปจากเมืองอุบลฯ มาตั้งหลักแหล่งที่อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี และได้จำพรรษาอยู่บ้านดอนแก้ว กับหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ อีกครั้ง วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่มาแต่โบร่ำโบราณตั้งแต่กาลไหนไม่มีใครรู้จัก มีใบสีมาหินธรรมชาติใหญ่ๆ หลายใบสูงท่วมหัว โนน (เนิน) บ้านทั้งวัดเป็นดอนอยู่กลางน้ำหนองหาน ก็เป็นบรรยากาศอีกแบบหนึ่ง พอออกพรรษาหมดเขตกฐินในปีนั้น องค์ท่านออกธุดงค์เพื่อบำเพ็ญสมณธรรมขององค์ท่านไปเรื่อยๆ

 46 
 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 10:41:34 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
                    ผีเข้าเมียของเพื่อนที่เคยบวชด้วยกัน
               จากนั้นองค์หลวงปู่ก็เลยเล่าเรื่องผีเข้าเมียของเพื่อนให้ฟังว่า แกเคยบวชด้วยกันแล้วสึกไปเอาเมีย เราก็เป็นพระใหม่ๆ อยู่ เพื่อนก็มาขอร้องอ้อนวอนให้ไปช่วยเมียเขาบ้าง เพราะผีเข้า เมียแกจะตายอยู่แล้ว ไม่รู้จะไปพึ่งใคร เราก็ไม่รู้จะทำประการใด หาทางออกไม่เจอ จึงบอกให้แกไปเอาน้ำมาทำน้ำมนต์ เมียมันก็นอนไม่ลืมหูลืมตาดูใคร เราก็จุดเทียนทำน้ำมนต์ของเราไป สวดมนต์ของเราไปเรื่อยๆ สวดจากพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณยายอีนางผีเข้ามันนอนคลุมโปงอยู่ มันหัวเราะกิ๊กๆ แล้วพูดว่า “ครูบาสวดมนต์เพราะแท้ ม่วนแท้ เสียงดีแท้” (อาจารย์สวดมนต์เพราะจริงๆ เสียงดีจริงๆ) เราก็เป็นพระใหม่ ตรงไหนเราสวดไม่ได้ สวดไม่ถูก อีนางผีเข้ามันบอกเราเสร็จ มีแต่เสียงหัวเราะกับชมเรา เราสวดมนต์ผิดตรงไหนมันบอกเราหมด เราสวดอะไร อีนางผีเข้ามันได้ก่อนเราหมด จำเป็นไล่ผีเข้าเมียเพื่อนไม่ออก เลยบอกเพื่อน เราหมดปัญญาแล้วเพื่อนเอ๋ย ก็เลยกลับวัดขังตัวเอง ผีมันเก่งกว่าเรา ผีมันสวดมนต์ได้หมด เราสวดมนต์ไม่ได้เท่าผี ผีอย่างนี้ก็มีเหมือนกัน ผีมันเก่งจริงๆ องค์ท่านเล่าให้ฟัง ทั้งองค์ท่านหัวเราะ

                     จำพรรษาอยู่กับอาจารย์ดี

             ธุดงค์จากสกลนครล่องลงมาทางนครพนม มาธาตุพนม มุกดาหาร มาเลิงนกทา เข้ามาจำพรรษาอยู่กับอาจารย์ดีที่บ้านกุดแห่ พระอาจารย์ดี ฉันโน นี้เป็นลูกศิษย์องค์หลวงปู่เสาร์ แต่เป็นศิษย์ผู้พี่เคยอยู่ร่วมกันสมัยองค์หลวงปู่เสาร์ยังมีชีวิตอยู่               

 47 
 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 09:45:55 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
                  ผีมีจริงหรือไม่
              ในระหว่างเที่ยววิเวกอยู่ในเขตจังหวัดสกลนครนั้น ได้ขึ้นไปภาวนาอยู่บนเขาลูกหนึ่งไกลจากหนองหาน ไม่มากนัก ไปกับหลวงปู่หลอด ปโมทิโต ได้อบรมสั่งสอนให้ญาติโยม ชาวบ้านเลิกละการนับถือผีปีศาจพวกอาฮัก (อารักษ์) หลักเมือง ตาแฮกตาปู่ สอนให้ตั้งอยู่ในศีลในธรรมสอนให้นับถือพระไตรสรณคมน์อย่างเดียว ชาวบ้านเมื่อรู้ว่าการนับถือพระพุทธเจ้าพระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็นของเลิศเป็นของประเสริฐเลิศยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด จึงพากันเลิกนับถือผีทั้งบ้าน พากันไปขอขึ้นไตรสรณคมน์กันหมดทั้งบ้าน มีอยู่วันหนึ่งที่บ้านกวนบุ่น อำเภอเต่างอย แม่ตันซึ่งเป็นเฒ่าจ้ำหรือคนทรงผี หรือคนที่เป็นสื่อผี หรือเป็นคนที่ติดต่อผี พูดกันรู้เรื่องกับผีได้เหมือนคนทรง หรือหัวหน้าผีก็เรียก เบื่อหน่ายในการนับถือผี เมื่อมีครูบาอาจารย์พอที่จะเป็นที่พึ่งได้ ก็ให้ลูกหลานพาไปหาหลวงปู่ องค์หลวงปู่บัวพา อยู่กับหลวงปู่หลอด ไปขอขึ้นพระไตรสรณคมน์ พอไปถึงก็เล่าเรื่องให้องค์หลวงปู่ฟังและขอครูบาอาจารย์จงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้า จากนั้นองค์หลวงปู่ก็ให้ขึ้นไตรสรณคมน์ องค์หลวงปู่บอกให้ว่าตาม พอแกว่าตามไปยังไม่ถึงครึ่ง ผู้อื่นมาเข้า แกสั่นทั้งตัว ตาขวาง พูดเหมือนเสียงคำรามขึ้นอย่างแรง องค์หลวงปู่เห็นดังนั้น จึงบอกให้ลูกหลานจับกุมแกไว้ ต้องได้หยุดการขึ้นไตรสรณคมน์ ก็ไม่รู้ว่าจะทำประการใดดี จึงบอกลูกหลานแกไปเอาน้ำมาทำน้ำมนต์ พอองค์หลวงปู่ทำน้ำมนต์ไปได้สักพักหนึ่ง เฒ่าหัวหน้าผีก็พูดคำรามอย่างแรงออกมาว่า ทำมาเลยน้ำมนต์ น้ำมนต์ทำมาเลย อย่าว่าแต่น้ำมนต์แค่นี้ กูจะกินมันหมดหนองหานนี้ละ ทำมาเลย  องค์หลวงปู่เห็นว่าน้ำมนต์ใช้ไม่ได้เสียแล้ว จะทำอย่างไรดี จึงได้ปรึกษากันกับหลวงปู่หลอดซึ่งนั่งอยู่ด้วยกันว่าจะเอาอย่างไรดี จึงนึกขึ้นได้ว่า เอ้า! เรานั่งสมาธิดีกว่า  ผีมันก็ขึ้นของมันอยู่นั่นแหละ แต่ลูกหลานก็ช่วยกันจับแกเอาไว้ ต่างองค์ก็ต่างนั่งสมาธิหันหน้าออกจากกัน นั่งสมาธิอยู่สักครู่ จิตก็สงบปั๊บ หลวงปู่ ได้เล่าว่า ได้ปรากฏเห็นพระราชาเสด็จขึ้นมาพร้อมกับมหาอำมาตย์ซ้ายขวา พอมาเห็นเฒ่าหัวหน้าผีเข้านั่น พระราชาสั่งมหาอำมาตย์ว่า จัดการมันเลย พร้อมกับชี้มือใส่ สั่งจัดการมันเดี๋ยวนี้ มหาอำมาตย์ก็วิ่ง เข้าใส่ จับเฒ่าผีนั้นยกขึ้นตีเข่าถีบเตะเอาแบบไม่ยั้งมือเลยทีเดียว  พอดีจิตถอนออกมา ลืมตาดู เห็นเฒ่าผีนั้นนั่งพนมมือ บอกว่า “หลาบแล้ว ยอมแล้ว ยอมแล้ว หลาบแล้ว” พอแกได้สติขึ้นมา แกก็พูดว่า “โอย น่าอายครูบาอาจารย์เด้”  รอให้แกตั้งสติเป็นปกติดีแล้ว องค์หลวงปู่จึงพาขึ้นไตรสรณคมน์ไปจนจบสามหน แล้วก็อบรมให้แกกับลูกๆ หลานๆ ให้อาจหาญร่าเริงมีจิตใจเข้มแข็ง ตั้งมั่นอยู่ในพระรัตนตรัย แล้วให้กลับบ้านไป จากนั้นชาวบ้าน ทั้งบ้านทุกๆ คนไม่นับถือผีเลย พากันตั้งมั่นในไตรสรณคมน์ทั้งบ้านเลย เพราะผีนั้นมีแต่จะจับผิดหาเรื่องจะกินของเซ่น ทำให้เป็นนั่นเป็นนี่ คอยระวังแต่จะผิดผี ส่วนการนับถือพระรัตนตรัยไม่เห็นว่าผิดโน่นผิดนี่ ไม่ต้องคอยกลัวจะเป็นนั่นเป็นนี่เหมือนการถือผี

 48 
 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 09:28:56 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit

        ธุดงค์ไปพบหลวงปู่หลุย จันทสาโร
        ในช่วงออกจากวัดองค์หลวงปู่มั่นใหม่ๆ ได้ธุดงค์ไปพบกับองค์หลวงปู่หลุย จันทสาโร ได้ไปบิณฑบาตด้วยกัน กลับจากบิณฑบาตมาจัดที่ฉันที่เถียงนาแห่งหนึ่ง ก็จัดของใครของเราลงในบาตร หลวงปู่หลุยท่านเล่นตลก เล่นเอาหมกเอาห่ออาหารที่บิณฑบาตได้มา แกะออกแล้ววางแบห่อหมกอาหารไปตามพื้นเถียงนา มีกี่หมกกี่ห่อแกะวางไว้หมด แล้วกฉันจ้ำหมกนั้น จ้ำห่อนี้ฉันไป เรามองดูท่าน ท่านก็หัวเราะท่านก็พูดขึ้นว่า ฉันอย่างนี้แหละ เรามันถึงถนัด มันถึงอร่อยเป็นธรรมชาติดี ไปอยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นฉันไม่ถนัด ฉันไม่อร่อยสักที ทำอย่างนี้มันถึงอร่อยถึงใจ ท่านว่าแล้วก็หัวเราะไป ฉันไป เพราะอยู่ในสำนักองค์หลวงปู่มั่นฉันรวมลงในบาตรทั้งหมด ไม่มีถ้วยไม่มีจาน ช้อนก็ไม่ได้ซด ฉันด้วยมือ แต่หลวงปู่หลุยท่านคงทำของท่านครั้งเดียวเท่านั้น เพราะต่อมาเจอองค์ท่านอีก ไม่เคยเห็นท่านทำอย่างอยู่ที่เถียงนานั้นอีกเลย

 49 
 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 09:02:34 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
                       ไปกราบนมัสการองค์หลวงปู่ใหญ่มั่นและจำพรรษาที่วัดป่าบ้านโคก (วัดป่าวิสุทธิธรรม ในปัจจุบัน)

                 ในปีนั้นองค์หลวงปู่บัวพาได้ตั้งใจขึ้นไปกราบนมัสการองค์หลวงปู่ใหญ่มั่นที่วัดป่าบ้านนามน (วัดป่านาคนิมิตต์ ในปัจจุบัน) อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนครด้รับการอบรมอยู่กับองค์หลวงปู่มั่น แล้วเลยไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านโคก (วัดป่าวิสุทธิธรรม ในปัจจุบัน) อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร จำพรรษากับองค์หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ และองค์หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ    หลวงปู่กงมากับหลวงปู่อ่อน และหลวงปู่บัวพา ได้พร้อมกันไปรับการอบรมฟังธรรมองค์หลวงปู่มั่นสามวันต่อครั้งตลอดพรรษาอยู่มิได้ขาด เพราะสองวัดนี้ไม่ห่างไกลกันนัก  ในสมัยองค์หลวงปู่บัวพาปฏิบัติองค์หลวงปู่เสาร์อยู่นั้น ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาภาวนาอย่างเดียว แต่ภาวนาและอุปัฏฐากไปพร้อมกันเพราะอุปัฏฐากอยู่ดุจดังเงา รับใช้อย่างใกล้ชิดทั้งกลางวันกลางคืน พอมาอยู่จำพรรษานี้ ได้รับกาอบรมจากองค์หลวงปู่มั่นเป็นประจำ และภาวนาอย่างเดียว รู้สึกว่าได้ผลขึ้นโดยลำดับ ในพรรษานี้ทำให้จิตใจเพลิดเพลินในการทำจิตภาวนาเป็นอย่างยิ่ง  พอออกพรรษาแล้ว ได้ถือโอกาสกราบลาองค์หลวงปู่ใหญ่มั่นและครูบาอาจารย์เพื่อแสวงหาที่วิเวกต่อไปเรื่อยๆ ได้ธุดงค์ไปในเขตภูเขาลำเนาไพรระหว่างเทือกเขาภูพาน เขตจังหวัดสกลนคร ไปทั่วๆ หลายๆ พื้นที่ มีความเพลินอยู่กับการภาวนาอย่างยิ่ง จึงได้เที่ยววิเวกไปทั้งขึ้นทั้งลงแถวเทือกเขาภูพาน เกือบทุกที่มีแต่ความวิเวกอันเป็นธรรม

 50 
 เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 08:35:28 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
                 กลับคืนสู่วัดดอนธาตุ แต่ขาดพ่อแม่
             ในพรรษาที่ตั้งศพอยู่วัดบูรพา องค์หลวงปู่บัวพาได้แบกเอาความว้าเหว่ที่ไร้ร่มโพธิ์ร่มไทรที่ให้ร่มเงาเฝ้าอยู่เป็นสุข ทุกข์ก็ดับเย็น กลับเป็นเหมือนฝูงนกไม่มีป่า เหมือนฝูงปลาไม่มีหนอง ห้วยคลองไม่มีแม้แต่น้ำ ได้กลับมาดูวัด ปฏิบัติตามคำสั่งเสียขององค์หลวงปู่ กลับมาสู้กับความเศร้าโศก  วัดดอนธาตุเมื่อขาดองค์หลวงปู่ น้ำมูลดูเหมือนขุ่นมัว แต่ก่อนเคยนั่งเฝ้ารับใช้องค์หลวงปู่เจ้าทุกค่ำเช้าเราสุขนักหนา เดี๋ยวนี้เมื่อเราเข้ามานั่งเฝ้าแลดูแต่กุฏิพ่อแม่ผู้มีพระคุณ ยามเช้าก็ไม่ได้อาจาริยวัตร ยามกลางคืนเงียบสงัดก็ไม่ได้ปฏิบัติบีบนวดถวาย ญาติโยมก็เศร้า พระเณรก็เงียบเหงา นั่งดูร่องรอยที่อยู่เก่าๆ ของหลวงปู่เจ้าฝากไว้ สู้ทนกัดฟันแข็งใจพาหมู่อยู่ไป สักวันคงได้พึ่งตนจนได้ ไม่สายเกินรอ อยู่จำพรรษาวัดดอนธาตุปีนี้ไม่มีพ่อแม่ครูอาจารย์ องค์หลวงปู่บัวพาท่านได้พาพระเณรอยู่รักษาศรัทธาญาติโยม เพื่อเขาเหล่านั้นไม่ซบเซาเหงาโศกจนเกินไป เพื่อเป็นกำลังใจของชาววัดและชาวบ้าน พรรษานั้นองค์หลวงปู่บัวพาต้องรับภาระดูแลหมู่เพื่อน ทั้งการอบรม ทั้งการสวดพระปาฏิโมกข์แรกๆ องค์หลวงปู่บัวพามีความหนักใจในเรื่องสวดพระปาฏิโมกข์ เพราะองค์ท่านท่องพระปาฏิโมกข์ยังไม่จบเลย เพราะไม่ค่อยมีเวลาท่องเอาเสียเลย ท่านจึงตั้งอธิษฐานจิตด้วยความจริงใจว่า ถ้าเราสวดพระปาฏิโมกข์ไม่จบภายในพรรษา เราจะสึก จะไม่ขออยู่อีกต่อไป พอองค์ท่านอธิษฐานจิตดังนั้นแล้ว องค์ท่านก็ตั้งใจท่องพระปาฏิโมกข์ให้ได้เพราะองค์ท่านไม่อยากสึก ปรากฏว่าองค์ท่านท่องพระปาฏิโมกข์ไม่กี่วันก็ได้จบ จึงพาหมู่อยู่ด้วยความสะดวกขึ้นบ้างพอออกพรรษาปีนี้ท่านต้องไปเตรียมช่วยงานถวายเพลิงศพขององค์หลวงปู่เสาร์ที่วัดบูรพา เมื่อเสร็จงานถวายพระเพลิงศพแล้ว องค์หลวงปู่ได้ไปโปรดโยมมารดาและญาติโยมที่บ้านเดิมของท่านที่บ้านกุดกุง ตำบลสงเปลือย อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร (ปัจจุบัน)


 

หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!