?>
ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์แห่งภาคอีสาน
The Buddhist Art Conservation Club Of Esan (North Eastern Part Of Thailand)
04 สิงหาคม 2569, 14:57:25 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

กติกาในการ เช่า-แลกเปลี่ยนพระเครื่อง | พระเครื่องเมืองอุบลราชธานี | แจ้งปัญหาการใช้งาน
แจ้งเรื่องการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่จะให้เช่าพระเครื่องฯ | วิธีสมัครสมาชิกเว็บ

หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: 03 สิงหาคม 2569, 15:18:35 
เริ่มโดย thathiemt - กระทู้ล่าสุด โดย thathiemt
พีอีแวกซ์, โพลีเอทิลีนแวกซ์, ปิโตรเลียมเจลลี, วาสลีน, Paraffin Wax, PE Wax, Polyethylene Wax, Petroleum Jelly, Vaseline



THAILAND WAX

สามารถสอบถามข้อมูลสินค้า ขอตัวอย่างสินค้าทดลอง และสั่งซื้อสินค้าได้ที่
บริษัท ไทยโพลีเคมิคอล จำกัด
Thai Poly Chemicals Company


Tel No : 034854888

Mobile : 0893128888

Line ID : thaipoly8888



Email: thaipoly8888@gmail.com

Website : www.thaipolychemicals.com


Thailand Paraffin Wax
Thailand PE Wax
Thailand Polyethylene Wax
Thailand Vaseline
Thailand Wax
Thailand Borneol Flake
Thailand Camphor
Thailand Menthol Crystal
Thailand Aromatherapy
Thailand Essential Oils


POLY WAX, ไข, แวกซ์
Beeswax, Yellow Beeswax, White Beeswax, ไขผึ้ง, บีแว็กซ์
Carnauba Wax, คาร์นูบาแว็กซ์, คาร์นัวบาแว็กซ์
Lanolin, ลาโนลิน, น้ำมันขนแกะ, ไขจากขนแกะ
Paraffin Wax, ไขพาราฟิน, พาราฟินแวกซ์, ขี้ผึ้งพาราฟิน
Petrolatum, ปิโตรลาทัม
Petroleum Jelly, ปิโตรเลียมเจลลี
PE Wax, พีอีแวกซ์
Polyethylene Wax, โพลีเอทิลีนแวกซ์
Vaseline, Vaseline White, วาสลีน, วาสลีนขาว


POLY AROMATHERAPY, สารสุคนธบำบัด
Borneol Flake, พิมเสน
Camphor, การบูร
Menthol Crystal, เมนทอล

POLY ESSENTIAL OIL, น้ำมันหอมระเหย
Amyl Acetate, เอมิลอะซิเตต, นมแมว
Aromatherapy Oil, น้ำมันอโรมาเทอราปี, น้ำมันสุคนธบำบัด
Cajuput Oil, Cajeput Oil, Green Oil, น้ำมันเขียว
Capsicum Oil, น้ำมันพริก
Cassia Oil, น้ำมันอบเชย, อบเชย, แคซเซียออย
Cinnamon Oil, น้ำมันซินนามอน, อบเชยเทศ
Citronella Oil, Litsea Cubeba, น้ำมันตะไคร้หอม
Clove Oil, Clove Bud Oil, Clove Leaf Oil, น้ำมันกานพลู, โคลฟออย
Essential Oil, น้ำมันหอมระเหย, เอสเซนเชียลออยล์
Eucalyptus Oil, น้ำมันยูคาลิปตัส, น้ำมันยูคา, ยูคาลิปตัสออยล์
Eugenol, น้ำมันหอมระเหยยูจีนอล, ยูจีนอล, ยูเจนอล
L-Carvone, Carvone L, แอล-คาร์โวน, คาร์โวนแอล
Licorice Extract, ชะเอมสกัด, สารสกัดชะเอม, ชะเอมเทศ, ลิโคริช
Light Liquid Paraffin Oil, น้ำมันพาราฟิน
Methyl Salicylate, เมทิลซาลิไซเลต
Peppermint Oil, น้ำมันเปปเปอร์มินต์
Pine Oil, น้ำมันสน
Salicylic Acid, กรดซาลิไซลิก, ซาลิไซลิกแอซิด
Sandalwood Oil, น้ำมันจันทน์, น้ำมันจัน, ซันดาลวูดออยล์
Sodium Salicylate, โซเดียมซาลิไซเลต
Spearmint Oil, น้ำมันสเปียร์มินต์, สเปียร์มินต์ออยล์
Turpentine Oil, น้ำมันเทอเพนไทน์, เทอเพนไทน์ ออยล์
White Oil, น้ำมันแก้ว, น้ำมันขาว, ไวท์ออยล์
Winter Green Oil, Oil of Winter Green, น้ำมันระกำ


ข้อมูลเพิ่มเติม
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สารสุคนธบำบัด, น้ำมันหอสระเหย
สามารถสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ บริษัท ไทยโพลีเคมิคอล จำกัด (ทีพีซีซี)
More technical information of aromatherapy, Essential Oil
Please contact Thai Poly Chemicals Company Limited (TPCC)

www.thaipolychemicals.com



คำค้นหา
พีอีแวกซ์, โพลีเอทิลีนแวกซ์, ปิโตรเลียมเจลลี, วาสลีน, Paraffin Wax, PE Wax, Polyethylene Wax, Petroleum Jelly, Vaseline
ผลิตพีอีแวกซ์, จำหน่ายพีอีแวกซ์, โรงงานพีอีแวกซ์, นำเข้าพีอีแวกซ์, ส่งออกพีอีแวกซ์
ผลิตโพลีเอทิลีนแวกซ์, จำหน่ายโพลีเอทิลีนแวกซ์, โรงงานโพลีเอทิลีนแวกซ์, นำเข้าโพลีเอทิลีนแวกซ์, ส่งออกโพลีเอทิลีนแวกซ์
ผลิตปิโตรเลียมเจลลี, จำหน่ายปิโตรเลียมเจลลี, โรงงานปิโตรเลียมเจลลี, นำเข้าปิโตรเลียมเจลลี, ส่งออกปิโตรเลียมเจลลี
ผลิตวาสลีน, จำหน่ายวาสลีน, โรงงานวาสลีน, นำเข้าวาสลีน, ส่งออกวาสลีน
ผลิตพาราฟินแวกซ์, จำหน่ายพาราฟินแวกซ์, โรงงานพาราฟินแวกซ์, นำเข้าพาราฟินแวกซ์, ส่งออกพาราฟินแวกซ์
ผลิตเซมิรีไฟน์พาราฟิน, จำหน่ายเซมิรีไฟน์พาราฟิน, โรงงานเซมิรีไฟน์พาราฟิน, นำเข้าเซมิรีไฟน์พาราฟิน, ส่งออกเซมิรีไฟน์พาราฟิน
ผลิตฟูลลี่รีไฟน์พาราฟิน, จำหน่ายฟูลลี่รีไฟน์พาราฟิน, โรงงานฟูลลี่รีไฟน์พาราฟิน, นำเข้าฟูลลี่รีไฟน์พาราฟิน, ส่งออกฟูลลี่รีไฟน์พาราฟิน
ผลิตไขผึ้ง, จำหน่ายไขผึ้ง, โรงงานไขผึ้ง, นำเข้าไขผึ้ง, ส่งออกไขผึ้ง
ผลิตไขเทียน, จำหน่ายไขเทียน, โรงงานไขเทียน, นำเข้าไขเทียน, ส่งออกไขเทียน
ผลิตขี้ผึ้ง, จำหน่ายขี้ผึ้ง, โรงงานขี้ผึ้ง, นำเข้าขี้ผึ้ง, ส่งออกขี้ผึ้ง
ผลิตแวกซ์, จำหน่ายแวกซ์, โรงงานแวกซ์, นำเข้าแวกซ์, ส่งออกแวกซ์
ผลิตParaffin Wax, จำหน่ายParaffin Wax, โรงงานParaffin Wax, นำเข้าParaffin Wax, ส่งออกParaffin Wax
ผลิตSemi Refined Paraffin, จำหน่ายSemi Refined Paraffin, โรงงานSemi Refined Paraffin, นำเข้าSemi Refined Paraffin, ส่งออกSemi Refined Paraffin
ผลิตFully Refined Paraffin, จำหน่ายFully Refined Paraffin, โรงงานFully Refined Paraffin, นำเข้าFully Refined Paraffin, ส่งออกFully Refined Paraffin



 2 
 เมื่อ: 29 กรกฎาคม 2569, 05:51:59 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
#อาสาฬหบูชา#  เป็นวันคล้ายวันพระพุทธเจ้าทรงตรัสพระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นต้น เป็นครั้งแรกแต่ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

อริยสัจธรรม ๔ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เรียกโดยย่อว่า “ธรรมจักร” ทำไมจึงเรียกธรรมจักร คือมันมี ปริวัฎ ๓ อาการ ๑๒ อริยสัจธรรม ๔ แต่ละอันๆ มีปริวัฏ ๓ คือทรงเทศนาเวียน ๓ รอบ จึงเป็นอาการ ๑๒ แล้วท่านก็ทรงเทศนารวมความว่า ปริวัฏ ๓ อาการ ๑๒ นี้ทำกิจในขณะจิตเดียว อันนั้นเป็นของละเอียดหน่อย พระองค์ทรงพิจารณาเห็นชัดเจนด้วยพระองค์เองแล้วจึงเอามาเปิดเผย แต่ก็ยากที่พวกเราทั้งหลายจะเข้าใจ ถึงไม่เข้าใจก็จะเทศนาให้ฟังพอเป็นเครื่องพิจารณาดังนี้

ทุกข์ ชาติปิ ทุกขา ชราปิ ทุกขา มรณัมปิ ทุกขัง เรียกว่า ทุกข์กาย โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส เรียกว่า ทุกข์ใจ ทุกข์เป็นของควรกำหนดมิใช่ของควรละ และก็เป็นธรรมด้วยทุกข์มีชาติเป็นต้นมีอยู่ในตัวของเรา ไม่ได้มีที่อื่น ส่วนทุกข์ปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ อีกนับไม่ถ้วน

สมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ คือตัณหา ๓ อย่าง กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

กามตัณหา คือความพอใจรักใคร่ ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หาที่สุดไม่ได้ กามตัณหานี้เป็นตัวประธานของทุกข์ทั้งปวง

ภวตัณหา ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ได้มาแล้วก็ไม่พอยังอยากได้อีก ซึ่งเป็นเหตุต่อเนื่องมาจากกามตัณหา เป็นตัวบวกให้เกิดทุกข์

วิภวตัณหา ความไม่ยินดี ในการักใคร่พอใจในรูปเป็นต้น หรือได้สิ่งต่างๆ ที่ตนปรารถนามาแล้วกลับไม่พอใจ ไม่อยากได้ ไม่อยากประสบพบเห็นสิ่งนั้นๆ นี้ก็เป็นตัวลบ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์อีกประการหนึ่ง

ธรรมดาสิ่งทั้งปวงนี้เป็นของมีอยู่ในโลกนี้ ต้องมีการบวกเมื่อบวกมากๆ แล้วไม่ลบก็ไม่ทราบว่าจะเอาไปไว้ไหนกัน เมื่อมีการบวกและการลบจึงค่อยเป็นโลกคือตัวสมุทัย

นิโรธ คือความดับทุกข์ คือไม่อยากมีอยากเป็นก็ไม่ว่าอยากมีอยากเป็นก็ไม่ว่า ความวางเป็นกลางเฉย ๆ มันจะทุกข์มาจากไหน เอาเถิด ถึงจะละไม่ได้โดยตลอดที่เรามีชีวิตอยู่นี้ก็เอาในปัจจุบันก่อน ละในปัจจุบันวางใจให้เฉยๆ ให้เป็นกลางๆ นั้นแหละนิโรธก่อนแล้ว นั่นนิโรธของเรา ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า เราทำได้อย่างนี้ทำได้บ่อยๆ วันหนึ่งข้างหน้าจะต้องเป็นของเราแน่นอน

มรรค มีองค์ ๘ เป็นทางไปถึงนิโรธ คือความดับทุกข์ มีสัมมาทิฐิขึ้นต้น สัมมาคือความชอบ ทิฐิคือความเห็น ใครเห็นอะไรก็อันนั้นแหละว่าเป็นของชอบทั้งนั้น มันยากอยู่ตรงนั้นแหละ

ทุกข์กับนิโรธอันนี้เป็นผล สมุทัยและมรรคอันนี้เป็นเหตุ ธรรมมันต้องมีเหตุมีผล เมื่อมีเหตุก็เกิดธรรมนั้นๆ ขึ้น เมื่อเหตุดับ ธรรมทั้งหลายก็ดับหมด เหตุนั้นเพราะพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัมมาทิฐิเกิดขึ้นในพระทัยของพระองค์ คือความเห็นอันนั้นเป็นกลางวางเฉยจึงได้เทศนาในธรรมจักรว่า ทางสองแพร่งอันพรรพชิตไม่ควรเสพ คือ อัตตกิลมถานุโยค ทำตนให้เหน็ดเหนื่อยเปล่า เช่น พวกฤาษีโยคีต่างๆ ทำความลำบากตรากตรำตนต่างๆ นานา ไม่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน ไม่เป็นไปเพื่อความพ้นจากทุกข์ และ กามสุขัลลิกานุโยค เป็นไปเพื่อกามกิเลสอันเป็นเหตุให้มัวหมองเศร้าหมอง ท่านเรียกทาง ๒ อย่างนี้ว่าทางสุดโต่ง พระองค์ได้รู้ชัดขึ้นในพระทัยของพระองค์โดยไม่มีใครบอกเล่าหรือเล่าเรียนมาแต่ก่อนเลย ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์ดังนี้

จกฺขํ อุทปาทิ จักษุคือตาอันเป็นเพชร สามารถรู้แจ้งเป็นธรรมในที่ทุกสถาน หาสิ่งใดปกปิดไม่ได้ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์

ญาณํ อุทปาทิ ญาณคือความรู้ทั้งอดีตอนาคตทั้งของพระองค์และบุคคลอื่นอันหาที่สุดไม่ได้ จนสิ้นสงสัยในพระทัยของพระองค์ ได้เกิดขึ้นแล้ว

ปญฺญา อุทปาทิ ปัญญารอบรู้ในสรรพเญยธรรมทั้งหลายอันหาที่สุดไม่ได้ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์

วิชฺชา อุทปาทิ ความรู้วิเศษอันล่วงเสียซึ่งความรู้ของมนุษย์ เทวดา อินทร์ พรหม ไม่มีเหมือนของพระองค์ได้เกิดขึ้นแล้ว

อาโลโก อุทปาทิ พระองค์มองเห็นโลกทั้งหมดเป็นสักแต่ว่า “เป็นธาตุ” ไม่มีมนุษย์ บุรุษ หญิง ชาย มิใช่รู้แจ้งอย่างกลางวันหรือมีแสงสว่างอย่างพระอาทิตย์พระจันทร์แต่เห็นชัดด้วยใจของพระองค์ ได้เกิดขึ้นแล้ว

ที่จริงโลกก็เป็นโลกนั่นแหละ เกิดมาในโลกก็ต้องเป็นโลก แต่ความรู้ของพระองค์มันพลิกล็อคไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากอำนาจสมาธิภาวนาอันแน่วแน่ภายในของพระองค์ เห็นอย่างไรจึงกลายเป็นธรรมได้ คนเกิดมาในโลกนี้มันเป็นโลกอยู่แล้วหมดทั้งตนทั้งตัว แต่พระองค์ทรงเห็นว่าเกิดขึ้นมามันแก่ มันเจ็บ มันตาย ของเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยง อันนี้เป็นทุกข์ ทุกตัวตนทุกสัตว์ทุกหมู่เหล่าเป็นเหมือนกันหมด อันนั้นแหละมันเป็นธรรม เรียกว่า “เห็นโลกเห็นธรรม” โลกเลยไม่มี ของเหล่านี้เกิดขึ้นที่พระองค์โดยไม่ได้คิดตามตำรา ไม่ได้ยินได้ฟังจากคนไหนมาก่อน แต่หากปรากฏขึ้นมาที่พระทัยอันใสสะอาดปราศจากมลทินมัวหมอง มีสมาธิผ่องใสบริสุทธิ์เป็นพื้นฐาน เรียกว่า “สัพพัญญูพุทธะ” เกิดขึ้นมาเองด้วยตนเอง

โดยใจความของธรรมจักร ก็มีธรรม ๔ ประการ คือ มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มีปริวัฏ ๓ คือ

ปริวัฏที่หนึ่ง นี้คือ แสดงถึงทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคแต่ละอันนี้เป็นตัวยืน

ปริวัฏที่สอง ทุกข์เป็นของควรกำหนด มิใช่ของควรละ แล้วก็เป็นธรรมด้วย สมุทัยจึงเป็นของควรละ นิโรธเป็นของควรทำให้แจ้ง มรรคเป็นของควรเจริญ

ปริวัฏที่สาม ทุกข์เป็นของควรกำหนด เราได้กำหนดแล้ว สมุทัยเป็นของควรละ เราได้ละแล้ว นิโรธเป็นของควรทำให้แจ้ง เราได้ทำให้แจ้งแล้ว มรรคเป็นของควรเจริญ เราได้เจริญแล้ว

อาการ ๑๒ นี้เมื่อมันจะเกิดมันก็เกิดขึ้นมาเองในขณะจิตเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลำดับดังที่อธิบายมานี้หรอกรู้แจ้งเห็นจริงหมดทุกสิ่งทุกอย่าง หายสงสัยในธรรมทั้งปวง อันนั้นเป็นของยาก ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ หากคนใดทำได้แล้วเกิดความรู้ขึ้นมานั่นแหละจึงจะเห็นด้วยตนเอง ธรรมอันนี้เป็นของลึกซึ้งมากที่สุด รู้เห็นเฉพาะตนเอง คนอื่นหารู้ด้วยไม่

เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสพระธรรมเทศนาที่เรียกว่า พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นครั้งแรกให้แก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ อันมี พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นต้น ฟังจบแล้ว ท่านได้ดวงตาเห็นธรรมว่า “สิ่งทั้งปวงมีความเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกับไปเป็นธรรมดา” (คือได้พระโสดาบันบุคคล) แล้วท่านจึงขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า พรองค์ก็ได้ประทานเอหิภิกขุให้เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา แล้วก็เป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในพุทธศาสนาอีกด้วย พระไตรสรณคมน์จึงครบ ๓ ตั้งแต่นั้นมา แล้วพระองค์ก็ได้เทศนาด้วยธรรมหลายปริยายให้ท่านทั้งห้านั้นฟัง จนที่สุดได้แสดง “อนัตตลักขณสูตร” ให้ฟังท่านเหล่านั้นจึงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วท่านทั้ง ๔ องค์จึงขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระพุทธเจ้า

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร


 3 
 เมื่อ: 28 กรกฎาคม 2569, 05:29:56 
เริ่มโดย middle spirit - กระทู้ล่าสุด โดย middle spirit
ผู้มาเห็นโทษของจิตว่า วุ่นวายส่งส่าย มันเป็นทุกข์
แล้วมาพิจารณาเรื่องอารมณ์ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องของจิตผู้คิดนึกไปตามอารมณ์ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แล้วเรามาแยกออกจากกันเสีย
เอาอารมณ์ออกไปไว้ส่วนหนึ่ง เอาจิตออกไปไว้ส่วนหนึ่ง
เมื่อเอาจิตแยกออกไปจากอารมณ์แล้ว
จิตก็จะอยู่คนเดียวแล้วมาเป็นใจ อารมณ์ก็หายไปโดยไม่รู้ตัว
คราวนี้จะเห็นได้ชัดเจนเลยทีเดียวว่า
สรรพกิเลสทั้งปวงและโทษทุกข์ทั้งหลาย
ที่มนุษย์คนเราพากันได้เสวยอยู่นี้
ล้วนแต่จิตผู้เดียวเป็นผู้หามาใส่
ถ้าจิตไม่ไปหามาใส่แล้ว จิตก็จะกลายเป็นใจ
ไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง อยู่เป็นสุขส่วนเดียว

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
(สิ้นโลก เหลือธรรม รหัส 4 หน้า 356)

 4 
 เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2569, 23:57:00 
เริ่มโดย maxnaka - กระทู้ล่าสุด โดย naKa
ญาถ่านเบิ้ม อุตฺตโม
ผู้สืบทอดรุ่นที่ 3

 5 
 เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2569, 21:58:15 
เริ่มโดย maxnaka - กระทู้ล่าสุด โดย naKa
พระอาจารย์คณิน สุนฺทโร
เสาหลักที่ปรึกษา

 6 
 เมื่อ: 23 กรกฎาคม 2569, 20:55:40 
เริ่มโดย maxnaka - กระทู้ล่าสุด โดย naKa
พระอธิการวิเชียร อนุตฺตโร
เสาหลักที่ปรึกษา

 7 
 เมื่อ: 22 กรกฎาคม 2569, 17:29:08 
เริ่มโดย maxnaka - กระทู้ล่าสุด โดย naKa
เส้นทางการศึกษาแนวทางการปฏิบัติ
ครูธรรมใหญ่สุนทร สนธิหา
ฆราวาสฝ่ายตบะ

 8 
 เมื่อ: 21 กรกฎาคม 2569, 23:40:06 
เริ่มโดย maxnaka - กระทู้ล่าสุด โดย naKa
อาจารย์อ้าย

 9 
 เมื่อ: 21 กรกฎาคม 2569, 23:38:51 
เริ่มโดย maxnaka - กระทู้ล่าสุด โดย naKa
ประวัติหลวงปู่ทา นาควัณโณ
วัดศรีสว่างนาราม อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี
หลวงปู่ทา นาควัณโณ เดิมชื่อทา เทพคุ้ม เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2475 ณ บ้านพะไล อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรคนเดียว บิดาชื่อจันทร์ เทพคุ้ม มารดาชื่อทอง เทพคุ้ม ตอนที่ท่านเป็นเด็กมารดาล้มป่วยชาวบ้านเรียกว่า ผีเข้า รักษาทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน แผนโบราณ ที่ใหนว่าดี ที่ใหนว่าเก่งก็ไปมาหมด แม้แต่ทางไสยศาสตร์ หมอผี หมอธรรม ก็ลองรักษามาหมด แต่อาการก็ไม่ดีขึ้นมีแต่ทรงกับทรุด ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจนปัญญาจะรักษา ความหวังและที่พึ่งเดียวในตอนนั้น คือ กราบขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บของมารดาให้หายไปแต่ทุกอย่างก็ไร้ผล
.
ด้วยความกตัญญูกตเวทีและไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา ท่านไม่ลดละยังเสาะแสวงหาหนทางรักษามารดาอยู่ตลอดเวลาเชื่อเสมอว่าความดีจะบันดลให้ร้ายกลายเป็นดี
.
ในครั้งหนึ่งท่านมีโอกาสกราบนมัสการหลวงปู่ญาท่านตู๋ ธัมมสาโร ที่อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นผู้ทรงอภิญญาที่คนเฒ่าคนแก่เล่าขานกันว่าเดินลุยฝนไม่เปียก ย่นระยะทางได้ เดินข้ามแม่น้ำโขงได้ จึงเล่าอาการป่วยของมารดาให้ท่านฟัง ด้วยความเมตตาและเอ็นดูหลวงปู่ญาท่านตู๋จึงถามว่า หากรักษาให้หายได้จะขอให้มาเป็นบุตรและบวชได้หรือไม่ คำตอบคือ “ได้” โดยทันที หลวงปู่ญาท่านตู่จึงรักษาตามวิชาสายธรรมตามที่ได้ร่ำเรียนมาจากหลวงปู่สำเร็จลุน แห่งนครจำปาสัก จะด้วยปาฏิหาริย์หรือเหตุผลใด ๆ ก็ตาม สิ่งอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นมารดาได้หายป่วยเป็นปลิดทิ้ง
.
ด้วยยึดมั่นในสัจจะและศรัทธาต่อหลวงปู่ญาท่านตู๋เป็นอย่างมาก ในปี พ.ศ. 2487 อายุได้ 12 ปี จึงบรรพชาเป็นสามเณรจำพรรษาที่วัดบ้านคำต่องล่อง ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นตำบลคำเจริญ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี อยู่กับหลวงปู่ญาท่านตู๋ศึกษาพระธรรมและคำสั่งสอนด้วยความพากเพียร
.
ในปี พ.ศ. 2490 หลวงปู่ญาท่านตู๋เห็นว่าถึงแม้ท่านจะอายุยังน้อยบรรพชาได้ไม่กี่ปีแต่เป็นผู้มีสติปัญญาหลักแหลมมีวิริยะอุตสาหะ เห็นควรออกธุดงค์เพื่อบำเพ็ญศีล ภาวนา ศึกษาพระธรรมในขั้นสูงต่อไป นับตั้งแต่นั้นมาท่านจึงได้ติดตามหลวงปู่ญาท่านตู๋ธุดงค์ไปยังสถานที่ต่าง ๆ อันไกลโพ้นในประเทศลาว  เช่น ภูมะโรง ภูสามชั้น ภูกลางเฮือน แก่งหลี่ผี คอนพะเพ็ง ภูไม้ล้มแบ่ง และภูเขาควาย เป็นต้น
.
จะกล่าวถึงการธุดงค์ “ภูเขาควาย” ดินแดนอันลี้ลับเล่าขานกันว่าพระธุดงค์รูปใดผ่านด่านนี้แสดงว่าไม่ธรรมดาสามารถได้สภาวะธรรมอยู่ในขั้นอภิญญา แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่หายสาบสูญไปอย่างไร้วี่แววแม้แต่โครงกระดูกก็ไม่พบเจอ แต่ท่านก็ผ่านจุดนั้นมาได้
.
เรื่องหนึ่งที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนักเกิดขึ้นระหว่างการธุดงค์ของท่านกับหลวงปู่ญาท่านตู๋ เมื่อครั้งธุดงค์ไปวัดเวินไซ เมืองโพนทอง นครจำปาสัก ได้พบพระผู้เฒ่ารูปหนึ่งน่าเกรงขามยิ่งนักแต่ก็เต็มไปด้วยความเมตตาวาจาไพเราะแต่อยู่สนทนาธรรมด้วยไม่นานก็หายไป พอชาวบ้านทราบข่าวก็เล่าให้ฟังว่าในสมัยหลวงปู่สำเร็จลุนยังครองสังขารก็มีผู้คนเล่าขานถึงปาฏิหาริย์กันว่ามีผู้พบเห็นท่านปรากฏกายในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งที่ท่านก็นั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ที่วัดเวินไซ หรือแม้แต่ท่านมรณภาพไปแล้วก็ยังมีชาวบ้านเล่าขานถึงการพบเห็นท่านอยู่เป็นประจำ ดังนั้นสำหรับเรื่องนี้ชาวบ้านจึงไม่แปลกใจและเชื่อว่าพระผู้เฒ่าองค์นั้นคือหลวงปู่สำเร็จลุนนั้นเอง ด้วยเหตุนี้เมื่อมีใครถามว่าเคยเจอหลวงปู่สำเร็จลุนหรือไม่จะได้รับคำตอบว่าเคยเจอ นั้นเป็นเพราะท่านเชื่อในอภิญญาของหลวงปู่สำเร็จลุนผู้เป็นอาจารย์ของหลวงปู่ญาท่านตู๋ด้วยความศรัทธายิ่ง
.
ในปี พ.ศ. 2492 หลวงปู่ญาท่านตู๋ได้พาไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่แหวน สุจิณโณ ณ วัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อศึกษาวิชากรรมฐาน โดยมีพระอาจารย์หนู (หลวงปู่หนู สุจิตโต) เป็นพระพี่เลี้ยง ท่านใช้เวลาศึกษาสรรพวิชา ฝึกจิต ภาวนา อยู่วัดดอยแม่ปั๋งเป็นเวลา 4 เดือน หลังจากนั้นก็ออกติดตามหลวงปู่ญาท่านตู๋ธุดงค์ตามชายแดนประเทศพม่า ผ่านป่าเขาลำเนาไพรถิ่นลี้ลับอาถรรพ์เผชิญทั้งสัตว์ร้ายและสิ่งเร้นลับมากมายมุ่งหน้ากลับจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งในระหว่างทางได้พบเจอเสวนาธรรมกับพระธุดงค์อีกหลายรูป
.
ปี พ.ศ. 2495 เมื่ออายุครบ 20 ปี ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดสุขาวาส บ้านเวียง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีหลวงปู่ญาท่านตู๋ ธัมมสาโร เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้ศึกษาอักขระเวทมนต์คาถาพุทธาคมสายสำเร็จลุนในขั้นสูงจากหลวงปู่ญาท่านตู๋จนหมดภูมิ
.
ปี พ.ศ. 2498 ท่านออกธุดงค์ตามลำพังเพื่อบำเพ็ญเพียรตามป่าเขาในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เช่น ภูด่านทอง ภูด่านกอย ภูผาผึ้ง ภูหล่น ถ้ำเหวสินธุ์ชัย ถ้ำโตงเตง ลงไปถึงชายแดนประเทศกัมพูชา เช่น ภูจองนายอย เป็นต้น
.
จะกล่าวถึง “ภูด่านทอง” ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนลี้ลับเป็นที่หมายของพระภิกษุในการธุดงค์เป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่หมู่บ้านหนองผักแว่น ตำบลสารภี อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี ในสมัยนั้นสภาพเป็นภูเขาป่าหนาทึบชาวบ้านเรียกกันว่า “ดง” หรือ “ดงเสือ” ชาวบ้านเล่าว่ามีพระภิกษุธุดงค์มาปฏิบัติธรรมอยู่เป็นประจำ บ้างก็เห็นวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปก็มี บ้างเสียสติไปก็มี บ้างก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย มีปรากฏการณ์แสงพุ่งสว่างออกมาจากถ้ำอยู่บ่อย ๆ และมีฟ้าผ่าลงมาบ่อยมาก เชื่อกันว่าที่แห่งนี้มีสิ่งลี้ลับและแร่กายสิทธิ์เหล็กไหลสถิตอยู่ จึงเป็นสาเหตุทำให้ผู้แสวงบุญ แสวงธรรม หรือแม้แต่ผู้ต้องการลองวิชาต่างก็ประสงค์จะผ่านบทพิสูจน์จากดินแดนแห่งนี้ หลวงปู่ทาธุดงค์บำเพ็ญภาวนาอยู่ถึง 3 เดือนและยังเวียนธุดงค์ขึ้นไปอยู่เป็นประจำ
.
ปี พ.ศ. 2503 อายุได้ 28 ปี สถานการณ์จังหวัดอุบลราชธานีเกิดขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์ ทางอำเภอและชาวบ้านเห็นว่าท่านเป็นผู้รอบรู้ มีสติปัญญา ไปมาหลายที่ รู้จักภูมิศาตร์พื้นที่เป็นอย่างดี จึงขอให้ท่านลาสิกขาออกมาเป็นผู้นำชุมชนต่อต้านคอมมิวนิสต์ เนื่องจากท่านประสงค์ศึกษาพระธรรมเป็นทุน จึงตอบปฏิเสธไป แต่สุดท้ายก็มีการขอร้องเชิงบังคับจากทาง
ราชการ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและความสงบสุขของบ้านเมืองท่านจึงยอมสละความประสงค์ส่วนตัวลาสิกขามาปฏิบัติหน้าที่ตามที่ทางราชการร้องขอโดยดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน บ้านพะไล อำเภอเขมราฐ (ปัจจุบันขึ้นกับอำเภอโพธิ์ไทร)
.
ปี พ.ศ. 2515 อายุ 40 ปี ขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยยิ่งเพิ่มความรุนแรงขึ้น ประจวบกับตำแหน่งกำนันว่างลง ตอนแรกนั้นท่านต้องการจะลาออกแต่ชาวบ้านและทางราชการร้องขอเช่นเคย ท่านจึงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งกำนัน ตำบลโพธิ์ไทร ต่อเนื่องจนถึง ปี พ.ศ. 2535
.
ตลอดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่กำนันผู้ใหญ่บ้าน ท่านมีผลงานเป็นที่ประจักษ์อย่างมากมาย เช่น การนำชุมชนต่อต้านคอมมิวนิสต์ การกล่อมโจรเสือหอนให้มอบตัวกับทางการ การพัฒนาชุมชน การสร้างวัดวาอาราม การทำนุบำรุงศาสนา เป็นต้น จนได้รับตำแหน่งกำนันดีเด่นเป็นเกียรติประวัติในทางโลกสร้างความภาคภูมิใจต่อลูกหลานสืบมา ท่านกล่าวไว้ในตอนหนึ่งว่า “ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยดี เพราะวิชาที่ครูบาอาจารย์ได้สั่งสอน”
.
แม้ภารกิจและความรับผิดชอบในทางโลกต้องดำเนินไป แต่จิตใจและการปฏิบัติมิได้ละเว้นจากสายธรรมแม้แต่น้อย ยังยึดมั่นในศีลภาวนา ทุกวันพระท่านจะทำพิธีบริกรรมคาถาตามวิถีของฆราวาส ท่านยังได้ศึกษาวิชาอาคมกับพ่อใหญ่ลีผู้แกร่งกล้าวิชาอาคมแห่งอำเภอโพธิ์ไทร และหลวงปู่เพชร ฐานธัมโม วัดสิงห์ทอง จังหวัดอุบลราชธานี ผู้แกร่งกล้าวิชาเวทเมตตามหานิยม ท่านได้รับการเคารพบูชาให้เป็นบรมครูใหญ่ในสายธรรมอีกด้วย
.
ปี พ.ศ. 2535 อายุได้ 60 ปี ด้วยความยึดมั่นในสายธารแห่งธรรม หลังจากเกษียณจากกำนันได้เพียง 7 วัน ท่านได้อุปสมบทเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้ง ณ วัดศรีบุญเรือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีหลวงปู่ญาท่านหาด เป็นพระอุปัชฌาย์ ด้วยที่ท่านประสงค์บำเพ็ญสมณธรรมปฏิบัติพระวิปัสสนาธุระอย่างสงบจึงไม่ขอรับตำแหน่งทางการบริหารวัดแต่อย่างใด และได้ออกมาสร้างวัดสว่างนาราม ที่บ้านแดง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นที่สงบเหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนาเมื่อต้องการปลีกวิเวกก็ธุดงค์ขึ้นภูด่านทองเป็นประจำ
.
ปี พ.ศ. 2536 ในวันหนึ่งท่านได้ทบทวนความหลังในครั้งที่หลวงปู่แหวนมาปักกลดที่ชายป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี ผนวกกับเป็นดินแดนที่หลวงปู่ญาท่านตู๋เคยธุดงค์ เพื่อความเป็นศิริมงคลท่านจึงมาสร้างวัดศรีสว่างนาราม ณ ที่แห่งนี้ ปัจจุบันอยู่ในเขตบ้านโคกนาลุมพุก ตำบลโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี
.
เมื่อถึงเวลาตี 2 ท่านจะปฏิบัติพิธีกรรมบริกรรมคาถา กสิณไฟ จนถึงรุ่งเช้าเป็นประจำทุกวันมิได้ขาด และยังคงเป็นวิถีปฏิปทาเช่นนี้สืบไป ต่างเชื่อกันว่าท่านสำเร็จวิชาธาตุ 4 และสรรพวิชาทางสายสำเร็จลุนอย่างถ่องแท้ ตำนานทายาทผู้สืบสายเวทวิทยาพุทธาคมในสายสำเร็จลุนศิษย์พุทธาคมหลวงปู่ญาท่านตู๋จึงกำเนิดขึ้น การเดินธาตุแปลงอาคมจนนำไปสู่ต้นตำรับวิชามณีกาบแก้วกาเหว่าวอน วิหคเทวดาอาชาสวรรค์ จึงถูกเปิดเผยและเล่าขานสู่สาธุชนสืบมา
.
ผู้ใดตกทุกข์ได้ยากมาให้ท่านช่วยปัดเปาความทุกข์ทั้งทางกายและทางใจ ท่านจะช่วยเหลือตามสายวิชาที่เรียนมาด้วยความเมตตาต่อทุกคน ท่านอยู่อย่างสมถะเรียบง่าย เปี่ยมล้นด้วยความเมตตา เข้าหาง่าย ไม่ว่าใครก็ได้รับความเมตตาจากท่านโดยเท่าเทียม นับเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบกิจวัตรงดงามเป็นที่ศรัทธาและเลื่อมใสของสาธุชนควรค่าแก่การกราบไหว้อย่างแท้จริง

 10 
 เมื่อ: 21 กรกฎาคม 2569, 12:59:29 
เริ่มโดย maxnaka - กระทู้ล่าสุด โดย naKa
ตะกรุด กาลเภริแตกเฮียกลาภ

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!