?>
ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์แห่งภาคอีสาน
The Buddhist Art Conservation Club Of Esan (North Eastern Part Of Thailand)
18 พฤษภาคม 2567, 10:26:17 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

กติกาในการ เช่า-แลกเปลี่ยนพระเครื่อง | พระเครื่องเมืองอุบลราชธานี | แจ้งปัญหาการใช้งาน
แจ้งเรื่องการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่จะให้เช่าพระเครื่องฯ | วิธีสมัครสมาชิกเว็บ

  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 34
1  ชมรมสืบสานตำนานบูรพาจารย์สายสำเร็จลุน / หลวงปู่ญาถ่านสวน ฉันทโร / Re: โชว์พระ - พระครูอาทรพัฒนคุณ(ญาท่านสวน ฉนฺทโร) เมื่อ: 02 พฤษภาคม 2556, 01:57:21
บ๊ะ ของจริงมาแล้ว
2  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์รวมจังหวัดอุบลราชธานี,ศรีสะเกษ,ยโสธร,อำนาจเจริญและมุกดาหาร / Re: เหรียญรุ่นแรก หลวงพ่อ เรณู วัดระฆังทอง จังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อ: 21 มกราคม 2556, 19:37:45
รอฟังประวัติท่านครับ 
3  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์รวมจังหวัดอุบลราชธานี,ศรีสะเกษ,ยโสธร,อำนาจเจริญและมุกดาหาร / Re: หลวงปู่คำดี จันโท วัดแสนสำราญ เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2555, 22:08:12
ย้อนยุคเหรียญแรกครับ  wan-e005
กำเนิดเซียนใหม่ เซียนรุ่นใหม่อนาคตของเมืองอุบล ครับ

ขอบคุณครับ   
4  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์รวมจังหวัดอุบลราชธานี,ศรีสะเกษ,ยโสธร,อำนาจเจริญและมุกดาหาร / Re: หลวงปู่คำดี จันโท วัดแสนสำราญ เมื่อ: 13 พฤศจิกายน 2555, 16:30:18
ย้อนยุคเหรียญแรกครับ  wan-e005
5  ห้องเวทย์วิทยาคมและสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ / เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติ(โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน) / "บั้งไฟพยานาค.. มีจริงหรือแค่เป็นเพียงปรากฎการณ์ธรรมชาติ" เมื่อ: 30 ตุลาคม 2555, 22:29:17
 ใกล้วันออกพรรษา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวัน  และเป็นวันสำคัญที่คนไทย ริมฝั่งแม่น้ำโขงรอชมปรากฏการณ์ที่เรียกว่า  บั้งไฟพญานาค  ซึ่งปีนี้ ตรงกับวันที่ 30 ตุลาคม  หรือวันขึ้น 15 เดือน 11 ของทุกปี

ถึงแม้ว่ายังไม่ใครพิสูจน์ ได้อย่างชัดเจน ว่าทำไมลูกไฟ จึงผุดขึ้นมาจาแม่น้ำโขงเฉพาะคืนวันออกพรรษา  ทั้งๆที่หากนับวันเดือนปี ตามปฏิทินสากลนั้นวันไม่ได้ตรงกันในทุกๆปี

ในบทความนี้ allmysteryworld ขอนำเสนอ อีกหนึ่งแง่มุม ปริศนาของบังบั้งไฟพญานาค ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่จับภาพได้ ด้วยกล้องถ่ายรูป ที่เรียกได้อาศัยจิตวิญาญาณรวมผสานเป็นหนึ่งเดียวกับกล้อง (หรือที่เรียกว่า กล้องถ่ายวิญญาณ) ภาพเหล่านี้จึงปรากฏมาให้เห็นครับ
เอาละครับมาชมกัน



---โปรดใช้วิจารณญาณ ในการรับชม---

ภาพถ่าย และ วิเคราะห์ โดย ยรรยง สินธุ์งาม (ฅนค้นผี)

ภาพบั้งไฟ พญานาค ริมโขง อุบลราชธานี : พิสูจน์กันด้วยตา บั้งไฟพญานาค คืออะไร

ภาพเหล่านี้ ในวันออกพรรษา ปี 2551 จาก ริมแม่น้ำโขง บ้านท่าล้ง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี
ในคืนเดือนมืด ผู้คนต่างรอชม ปรากฎการณ์ ลูกไฟธรรมชาติ ที่พุ่งขึ้นจากลำน้ำโขง ผู้คน เกือบ 5 หมื่น คน ต่างหาจับจองที่นั่งชม ตามจุดที่ทางจังหวัด หรือ อบต. หรือชุมชน ได้จัดเตรียมไว้
ซึ่งเป็นปีที่ 3 ที่ จังหวัดได้ประชาสัมพันธ์ เชิญชวน พี่น้องมาเที่ยวชม ผมก็ออกเดินทาง ไปพร้อมกับคนรู้ใจ และ พี่ชาย ที่รักใคร่ชอบพอกัน

บรรยากาศ ริมน้ำโขง ขณะนั้น มืดสนิท ผู้คนเฝ้ารอคอย ดูแสงลูกไฟจาก กลางแม่น้ำโขง อย่างตื่นเต้น มีเพียงเสียงคุยกันเบาๆ ของคนนับร้อย ที่เฝ้าดูอยู่บริเวณ ศาลาริมโขง บ้านท่าล้ง ทันทีที่ มีลูกไฟพุ่งขึ้นจากน้ำ ก็จะมีเสียง ผู้คนเฮ ดังเป็นระยะ ๆ

1. ภาพลูกไฟ สีส้มแดง ที่พุ่งขึ้นจากกลางแม่น้ำโขง ไม่มีประกายไฟ ไม่มีควัน ไม่มีหาง ทิศทางการพุ่ง ทุกลูกจะพุ่งจากกลางแม่น้ำโขง และพุ่งเอียงเข้าหาฝั่งไทย (ซึ่งต่างจากที่หนองคายจะพุ่งจากบริเวณริมน้ำ เข้าไปกลางลำน้ำ) ทุกลูกไม่มีการโค้งลง เมื่อได้ความสูงระดับหนึ่ง ก็จะดับ หายวับ
ไม่มีสะเก็ด ไม่มีประกาย นี่เป็นลักษณะของ บั้งไฟพญานาค ที่บ้านตามุย บ้านกุ่ม บ้านท่าล้ง อ.โขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี และมีเฉพาะดวงไฟสีส้มแดง เท่านั้น ที่ คนมองเห็นด้วยตาเปล่า
 
 
แต่สำหรับผม ยังมีมากกว่านั้น เพราะผมมี ตาอิเล็กทรอนิกส์ กล้องถ่ายวิญญาณ ของผมไงละครับ บั้งไฟพญานาค ก็เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง ที่มีอยู่ในธรรมชาติ เพียงแต่ มนุษย์ยังก้าวข้ามขอบเขตความรู้นั้นมายังไม่ถึง ครับ และต่อไปนี้ เป็นภาพที่คนอื่น มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น

2.ภาพบั้งไฟพญานาค ดวงสีขาว พุ่งขึ้น จากพื้นดิน ริมฝั่งโขง ให้สังเกตบริเวณช่วงหาง จะเห็นดวงกลม3-4 ดวง ในดวงกลมจางๆ แต่ละดวง เห็น ตาดำ ตาขาว ชัดเจน

3.ภาพบั้งไฟพญานาค ดวงสีขาว ดวงนี้พุ่งจากกลางแม่น้ำโขง ให้สังเกตช่วงปลายหาง จะพบข้อสังเกตเหมือนภาพที่ 2 และในภาพนี้ มีดวงวิญญาณกลม สีเขียว หลายสิบดวง สังเกตดูจะเห็นดวงตาเป็นคู่ๆ นี่แหละภูติแม่น้ำโขง ของจริง

เป็นภาพเดียวกันกับภาพที่ 3 เมื่อปรับแสง จะเห็นกลุ่มวิญญาณ ที่มีตา มีปาก ดังที่ปรากฎในภาพ

4.บั้งไฟพญานาค ดวงสีขาว ดวงนี้ก็พุ่งจากกลางแม่น้ำโขง ให้สังเกตดูช่วงหาง

ภาพเดียวกันกับภาพ 4 เมื่อปรับแสง ให้พอเหมาะ จะปรากฎมีรูปหน้า อ้าปากอยู่ช่วงหาง ของดวงไฟ ดังแสดงด้วยเส้นปะสีขาว ในภาพข้างล่าง

ภาพเดียวกันกับภาพ 4 เส้นปะสีขาว แสดงรูปใบหน้า ดังที่กล่าวไว้ในภาพข้างบน

5.ภาพนี้เป็นดวงวิญญาณภูติแม่น้ำโขง อีกดวง สีเขียวทึบ สังเกตพบ คล้ายมีดวงตา 4 ดวง ถ่ายจากกลางแม่น้ำโขง

ภาพเดียวกับภาพที่ 5 ปรับแสงให้เหมาะสม เพื่อให้เห็นโครงสร้างอื่นๆ ได้ชัดเจนขึ้น

จุดปะสีขาว แสดงตำแหน่งของ ดวงตา ทั้ง 4 ดวง

6.บั้งไฟพญานาคดวงนี้ มีรัศมีสีเขียว ถ่ายได้จากกลางแม่น้ำโขง เช่นกัน (มีข้อมูลใหม่ เกี่ยวกับลูกไฟสีเขียว ในหน้าที่ 4 ครับ)

ห้า หกทุ่ม บั้งไฟที่โขงเจียม ก็ยังปรากฏให้ได้ชมกัน จึงทำให้นักท่องเที่ยว เดินทางกันมาตลอด
แม้อยู่กลางป่า แต่ก็มีความอบอุ่นและปลอดภัยเต็มร้อย

บั้งไฟพญานาค คืออะไร

ในข้อสรุปของผม บั้งไฟพญานาค คือ ดวงวิญญาณ ครับ มีหลายสี สีที่ตาเรามองเห็น คือ สีส้มแดง ถ้าเป็นบั้งไฟพญานาค ที่หนองคาย จะเป็น สีแดงอมชมพู สีแต่ละสีมีความหมายครับ
รอให้ผมเรียบเรียงข้อมูล อีกซักหน่อย จะมาเล่าสู่กันฟัง กับการถกเถียงกับพญานาค ที่ผ่านร่างทรง




วิเคราะห์บั้งไฟพญานาค 2


ผมมีข้อมูลที่จะนำมาเล่าต่อ อันที่จริงอยากจะกล่าวถึง ความรู้ใน 2 ทฤษฎี ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง คือ
 
1. ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการถ่ายภาพ และ
2.ทฤษฎีทางฟิสิกส์ ซึ่งตัวผมเองไม่ได้ละเลยศาสตร์ที่เกี่ยวกับทฤษฎีดังกล่าว เพียงแต่ มีแนวคิดว่า
 
"เมื่อไหร่ที่ เราให้สิ่งที่มีอยู่เดิม มาครอบงำเรามากเกินไป ก็จะทำให้ ไม่ได้พบกับสิ่งใหม่"
ผมจึงวางทฤษฎีทั้งหลายไว้ข้างๆ แล้ว หยิบจับ สิ่งที่เราศึกษา มาพิจารณา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายคน กล่าว ว่า "บ้า" หลายคนกล่าวว่า

"คลั่งไคล้" หลายคนกล่าวว่า "งมงาย" แต่ทุกคน ล้วนแล้วแต่ต้องตาย  ล้วนแล้วแต่กลัวผี
จนบางครั้งผมอยากย้อนถามว่า
 
 "การที่คุณวิพากษ์ผู้อื่น ที่เขาแสวงหาความรู้ อย่างมุ่งมั่น แล้วตัวคุณเอง เคยคิดจะหาคำตอบ ในเรื่องใดๆ อย่างจริงจังหรือไม่ "

ก็เป็นเพียงความคิดนะ ไม่ได้ถามหรอก เพราะเสียเวลา ถ้ามัวไปโต้เถียงเพื่อให้เขายอมรับ ก็ไม่ใช่ว่าเราจะรู้คำตอบที่เราอยากรู้ การที่เขาจะยอมรับ หรือไม่ยอมรับ มันก็เป็นเรื่องของเขา
 
โลกวิญญาณ ก็ยังคงเป็นโลกวิญญาณ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามความเชื่อของใคร
ผมคนล่าผี ก็ออกตระเวณไพร ค้นหาความรู้ต่อไป เท่าที่มีลมหายใจ ดำรงอยู่ในร่างมนุษย์
โดยแท้ที่จริงแล้ว ตัวผมรู้ซึ้ง ในเรื่องเหล่านี้ เป็นอย่างดี แต่ที่ ออกล่าวิญญาณ ก็เพื่อหาหลักฐาน
เท่าที่จะทำได้ เพื่อบอกเล่าพอเป็นตำนาน ให้กับผู้ที่มาเกิดเป็นคน ร่วมชาติกัน และผู้ที่จะมาอีกในอนาคต ให้ได้เห็น เป็นเครื่องเตือนสติ ว่า ได้เกิดมาเป็น คน แล้ว อย่าให้เสียชาติเกิด
อย่าให้ พลังงาน(บุญกุศล)มันถดถอย เพราะเมื่อตายแล้วอาจจะต้องไปอยู่ในภพภูมิที่ลำบาก
หรือที่เรียกว่า ทุกขติยภูมิ ซึ่งได้แก่ สัตว์เดรรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์ตามขุมนรกทั้งหลาย
 
เกริ่นนำในตอนนี้ ค่อนข้างจะหนักหน่อย เริ่มเลยดีกว่าครับ ขอยกเอาภาพ ที่ 3 จากหน้าที่แล้ว มาเป็นตัวตั้ง ซึ่งเป็นภาพที่ถ่ายจากแม่น้ำโขง เมื่อปี 51 เอามาเปรียบเทียบกับลักษณะ ของวิญญาณ
ที่ถ่ายได้ในที่อื่นๆ (ในปีนี้ 4 ตุลาคม 2552 ผมก็จะไปเลาะริมโขงอีก เพื่อเก็บข้อมูล มาเปรียบเทียบกัน มีอะไรดีๆ จะมาเล่าให้ท่านฟัง ท่านทั้งหลายมีอะไรดีๆ ก็ส่งผ่านเมล์ มาให้ดูด้วยนะครับ เพราะ จะได้ร่วมบันทึกโลกไปด้วยกัน
 
อาจจะใช้ชื่อกลุ่มว่า คนล่าผี นามเรียกขานผม ด๊อกเตอร์โกสท์ ท่านก็ ตั้งชื่อไปตามชอบ
ตามความเหมาะสม ผมว่าก็ดีอยู่นะ อย่าให้แต่เผ่าพันธุ์ฝรั่งเป็นผู้สร้างองค์ความรู้แต่ฝ่ายเดียว เผ่าพันธุ์เอเชีย พันธุ์ไทย ก็น่าจะทำได้เช่นเดียวกัน ไม่แน่น๊า คุณๆท่านๆ หลายคนมีจิตละเอียดกว่าผม หลายคนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับโลกวิญญาณมากกว่าผม หลายๆคนมีบารมียิ่งไปกว่าผม ท่านก็จะได้ ภาพ ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ ที่เป็นประโยชน์ ต่อมวลมนุษยชาติ ยิ่งกว่า การค้นพบระเบิดปรมาณูของ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ ซะอีก )

เราก็ดูไปพร้อมๆกัน ซึ่งจะเห็นว่า ดวงไฟจากแม่น้ำโขง ก็มีลักษณะคล้าย กับ ดวงวิญญาณ จากหลายๆที่
ในข้อสรุปของผม จึง บันทึกไว้ว่า บั้งไฟพญานาค คือ ดวงวิญญาณ

จากข้อสรุปข้างต้น จึงสามารถตอบคำถามได้ว่า เพราะอะไร ในการพิสูจน์ ของนักวิทยาศาสตร์ จากหลายสำนัก ในเรื่อง บั้งไฟพญานาค จึงไม่ก้าวหน้า และยังคงใช้ ทฤษฎีกลุ่มแก๊ส ทฤษฎีแรงกดดัน แรงดึงดูด ระหว่างดวงดาว มาอธิบายปรากฎการณ์ ดังกล่าว
 
ซึ่งผู้คนได้ยินได้ฟังก็ นิ่งเงียบ เพราะไม่รู้จะเอาอะไรไปถกเถียง เพราะเขาเหล่านั้นก็ไม่มีความรู้
ในเรื่องดังกล่าว รวมทั้งไม่ได้คิดว่าจะค้นหาความจริงในเรื่องดังกล่าว ในส่วนของตัวผม บังเอิญได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ จึงมีความคาบเกี่ยวกับเรื่องลึกลับดังกล่าว แม้ว่าเครื่องมือในการพิสูจน์ จะมีเพียงกล้องถ่ายภาพ ไม่ได้มีอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ มากมาย มาประกอบในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ความน่าเชื่อถือย่อมมีน้อย
 
แต่ถึงกระนั้น ผมก็ไม่ได้จำนนอยู่กับ ทฤษฎีหรือจำนวนของเครื่องมือ ผมได้อุทิศตนเอง "ใช้จิต"
ที่เป็นกลาง ทางความเชื่อ ความจริงใจ ความบริสุทธิ์ใจ ความมุ่งมั่น ความอดทน จนสามารถเปิดประตูมิติของโลกวิญญาณ บันทึกภาพ ผ่านกล้องดิจิตอล ธรรมดา ที่ผนึกรวมกับจิตใจที่มุ่งมั่น
 
จนกลายเป็น กล้องถ่ายวิญญาณ และบันทึกภาพต่างๆ มานำเสนอต่อท่าน และเผยแพร่สู่ระบบสากล ซึ่งการลงข้อ สรุป อาจจะขัดใจ กับผู้ที่มีความเห็นไม่สอดคล้องกัน แต่โดยสภาพทางวิชาการ ถ้าเราไม่ได้ศึกษาเรื่องใดอย่างจริงจัง เราก็ควรฟังผู้ที่เขาได้ลงมือทำ เพราะเรื่องนี้ยังใหม่ และลึกลับ สำหรับ โลกมนุษย์ ทั้งที่เป็น ของธรรมชาติ มีมาอยู่แล้ว แต่มนุษยชาติ ไม่ได้สนใจ ในศาสตร์นี้อย่างจริงจัง

สีของบั้งไฟพญานาค เป็นตัว บอกว่า วิญญาญดังกล่าว จะไปเกิดในภพใด อันนี้เป็นเรื่องเล่านะ ผมยังไม่มีภาพถ่าย หรือ ข้อมูลอื่นใดมายืนยัน เพราะ
 
1) จากการที่ผม ได้พูดคุย กับพญานาค ที่ผ่านร่างทรง
2) จากการที่ได้คุยกะวิญญาณ เทวดา ที่ผ่านร่างทรง (ให้สังเกตว่า ผมจะไม่ยืนยัน โดย อ้างว่า เกิดจากการสัมผัส ทางจิต จาก ญาณทัศนะของตนเอง แม้ว่า หลายอย่างหลายเรื่อง ที่ตนรู้ ก็ไม่อ้าง เพราะต้องการพิสูจน์ โดยหลักทางวิทยาศาสตร์ อะไรที่มีอยู่จริง ก็จะเป็นอยู่อย่างนั้น
เพียงยังรอการค้นพบด้วยวิธีการที่เหมาะสม) จากการพูดคุยใน 2 สถานการณ์ พบสิ่งที่ตรงกันคือ วิญญาณ 2 องค์ กล่าว ว่า บั้งไฟพญานาค คือ วิญญาณ ซึ่งผมได้รูปถ่าย เหล่านี้ ก่อนที่จะได้ไปสนทนากับวิญญาณทั้ง 2 และ สิ่งที่เป็นข้อมูลใหม่ พญานาค กล่าวว่า เขาทำงานร่วมกันกับ ยมโลก เป็นผู้ส่งวิญญาณ ผู้พ้นจากขุมนรก เพื่อไปสู่ภพใหม่
 
ข้อความตอนนี้ บังเอิญ ไปสอดคล้องกับ ความเชื่อของยุโรป เกี่ยวกับโลกวิญญาณ อย่างที่ หนังฮอลลีวู๊ด เรื่อง ไพรเวทออฟแคริบเบียล หนังโจรสลัด ที่มีตอนหนึ่ง ได้กล่าวถึง บรรดาฝูงวิญญาณ นั่งเรือ ถือตะเกียงลอยไปตามมหาสมุทรเพื่อเข้าสู่โลกวิญญาณ ถ้าเป็นจริงตามนั้น แสดงว่า ฝรั่ง เขาก็ศึกษาเรื่องนี้ มาไม่น้อยเหมือนกันจนนำมาเป็นเรื่องเล่า บอกลูกบอกหลาน ในเรื่องของ สีบั้งไฟ
ผมจะขอเล่า เท่าที่จำได้ ถ้าคลาดเคลื่อนก็ต้องกราบขออภัย
 
สีส้ม คือ วิญญาณที่จะไปเกิดเป็น คน
สีแดง คือวิญญาณ ที่จะไปเกิดเป็น สัตว์
สีชมพู คือวิญญาณ ที่มีความกล้ำกึ่งกัน ระหว่าง สัตว์กับคน ไปเกิดเป็นคนก็ได้ หรือ เกิดเป็นสัตว์ก็ได้
สีขาว คือ วิญญาณ ที่จะไปจุติ(เกิด) ในภพสวรรค์

จากข้อสังเกตได้บนโลก เห็นได้ด้วยตามนุษย์ คือ ดวงบั้งไฟ สี แดง สีส้ม สีแดงอมชมพู ซึ่งตามที่พบอยู่ หนองคาย และที่ อุบล ในส่วน ของบั้งไฟ ดวงสีขาว ก็อย่างที่ผมเอามานำเรียนเสนอไว้
มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และมีอีกหลายสี ที่ผมไม่รู้ความหมาย เช่น สีเขียว สีฟ้า สีม่วง สีเหลือง สีทอง สีดำ สีเทา

6  ห้องพระ / หลวงปู่มั่น ทัตโต / Re: กระทู้สอบถามพระ เช็คพระและวัตถุมงคล ครูบาอาจารย์ครับ เมื่อ: 08 กันยายน 2555, 21:22:27
เหรียญเบญจฯ
ดูดีดููผ่านมั้ยครับ  ราคาเช่าหาประมาณเท่าไหร่ครับพี่


...เหรียญนี่ ผ่านเข้ารอบสอง แบบไม่ต้องแข่งเลยครับ

พูดถึงสภาพสวยๆ

เคยแบ่งไปต่ำสุด  400

ูสูงสุด 1000

และเคยได้ยินว่า ถึง 1500  ก็มี


เมื่อนานมาแล้ว  


เคยแบ่งกับ อ.แดน มาเหรียญนึงราคาย่อมเยาว์ครับ 
7  ห้องพระ / พระครูวิโรจรัตโนบล (หลวงปู่รอด) / Re: พระครูวิโรจน์รัตโนบล (ญาท่านดีโลด) แห่งวัดทุ่งศรีเมือง ผู้บูรณะพระธาตุพนมองค์ที่ 4 (ของเก เมื่อ: 30 สิงหาคม 2555, 23:30:17
สภาพนี้ก็ต้องมีเงินแสนล่ะครับเฮีย 
8  หมวดทั่วไป / ข่าวสารของทางชมรมฯและพูดคุยเรื่องทั่วไปสัพเพเหระ / Re: สมาชิกใหม่ฝากเนื้ฝากตัวและหัวใจ เมื่อ: 16 สิงหาคม 2555, 14:22:34
ยินดีต้อนรับครับ 
9  ชมรมสืบสานตำนานบูรพาจารย์สายสำเร็จลุน / หลวงปู่ญาถ่านอ่อง ฐิตธัมโม / Re: หลวงปู่อ่อง วัดสิงหาญ บ้านสะพือ อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบล เมื่อ: 17 สิงหาคม 2555, 01:45:42
มีครับอยู่ที่ ชุมทางพระเครื่องสะพานควาย ตามนี้ครับ 
10  ชมรมสืบสานตำนานบูรพาจารย์สายสำเร็จลุน / หลวงปู่ญาถ่านกัมมัฏฐานแพง จันทสาโร / Re: เหรียญปั๊มหลวงปู่กัมมัฏฐานแพง รุ่นแรก เมื่อ: 15 สิงหาคม 2555, 19:33:57
งามหลาย  
11  ชมรมสืบสานตำนานบูรพาจารย์สายสำเร็จลุน / หลวงปู่ญาถ่านสวน ฉันทโร / Re: อยากรู้ว่าทำไมเหรียญ "รุ่นไตรมาศ 2536" คนไม่ค่อยจะนิยมครับ เมื่อ: 11 สิงหาคม 2555, 23:26:43
เก็บเรื่อย ๆ ครับตามกำลังตามศรัทธา 
12  หมวดทั่วไป / ข่าวสารของทางชมรมฯและพูดคุยเรื่องทั่วไปสัพเพเหระ / เกิดวันไหน ... ควรแขวนพระอะไีรดี ? มาดูกันครับ ... เมื่อ: 09 สิงหาคม 2555, 16:41:54
วันอาทิตย์

สิทธิ การิยะ ท่านว่าคนเกิดวันอาทิตย์นั้นเป็นคนมีความมาดมั่น มุ่งมั่นในงาน มีความว่องไว แต่มักฉุนเฉียวง่าย การตัดสินใจมักขาดความยั้งคิด โบราณจารย์ท่านจึงให้พระพุทธปางถวายเนตรเป็นพระประจำวันเกิด เนื่องจากปางถวายเนตร เป็นปางยืนพิจารณาธรรมอันปิติ ในท่าสำรวม หมายถึงการกระทำอย่างมีสติ ดังนั้นเมื่อดาวอาทิตย์ เป็นตำแหน่งลักขณาที่มีอำนาจอยู่ในตัว พระเครื่องที่ผู้เกิดวันอาทิตย์ควรอาราธนาเพื่อความเป็นศิริมงคลนั้น ควรจะเป็นพระพิมพ์ที่ผ่านความร้อนจากไฟ เนื่องจากจะช่วยหนุนธาตุประจำตัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งควรเป็นพระปางมารวิชัย เนื่องจากเป็นพระพิมพ์ ที่พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะพญามาร เนื่องจากเจ้าชะตาผู้เกิดวันอาทิตย์ เป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจประกอบอาชีพ จึงมักมีศัตรูหรืออริ

พระ เครื่องที่เหมาะสำหรับผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ได้แก่ พระรอด ลำพูน, พระคง ลำพูน, พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง จังหวัดสุพรรณบุรี, พระหลวงพ่อโต, กรุบางกระทิง พิมพ์มารวิชัย, พระกริ่งคลองตะเคียน อยุธยา, พระกรุวัดตะไกร อยุธยา, พระกรุขรัวอีโต้ วัดเลียบ กทม ฯลฯ สรุป สำหรับคนที่เกิดวันอาทิตย์ พระคู่กายควรจะเป็นพระนั่งศิลปแบบนั่งมารวิชัย เป็นดีที่สุด

วันจันทร์

สิทธิ การิยะ ท่านว่าคนที่เกิดวันจันทร์ เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นที่รักแก่บุคคลทั้งหลาย โกรธง่ายหายเร็ว ทำการสิ่งใดมักละเอียด เหมาะสำหรับงานด้านศิลปะวิทยา แต่เป็นผู้ใจน้อย อ่อนไหว ทำให้ขาดอำนาจและวาสนา โบราณจารย์จึงให้พระปางห้ามญาติเป็นพระประจำวันจันทร์ เพราะดาวจันทร์ความคิดสับสน ปางนี้จึงเหมือนเตือนเจ้าชะตา ผู้ที่กำเนิดในตำแหน่งลัขณาดาวจันทร์นี้ ดุจพระพุทธองค์ห้ามญาติทั้งสองฝ่ายแย่งน้ำซึ่งกันและกัน เมื่อวันจันทร์เป็นวันที่มีเสน่ห์ แต่ขาดซึ่งอำนาจและวาสนา พระเครื่องที่เหมาะสำหรับ ผู้ที่เกิดวันจันทร์ ควรจะเป็นตระกูล พระยอดขุนพล เนื้อพระทำด้วยตะกั่วแก่ ดีบุก ปรอท (ชินเงิน) ตะกั่วเดือน ( ตะกั่วสนิมแดง) พระในชุดนี้ โบราณจารย์ท่านถือว่า เสริมบารมีในอำนาจยิ่งนัก


พระ เครื่องที่เหมาะสำหรับผู้ที่เกิดวันจันทร์ ได้แก่ พระในตระกูลเนื้อชิน อาทิเช่น พระร่วงหลังรางปืน จังหวัดสุโขทัย , พระร่วงหลังลายน้ำ จังหวัดลพบุรี, พระเชตุพน จังหวัดสุโขทัย, พระพิจิตรข้างเม็ดกรุเขาพนมเพลิง, พระกรุวัดราชบูรณะจังหวัดอยุธยา ฯลฯสรุป สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์ พระคู่กายควรจะเป็น พระยอดขุนพล พระกรุต่างๆ เป็นดีที่สุด

 

วันอังคาร

สิทธิ การิยะ ท่านว่าเป็นคนมุทะลุดุดัน มักเจ้าอารมณ์โมโหร้าย โกรธเคืองขุ่นอันตราย แต่เป็นคนรักจริง เอาจริงเอาจังต่อสิ่งที่ตนเองกระทำ โบราณจารย์ ท่านจึงให้พระปางไสยาสน์ เป็นพระปางประจำวันเกิด เพราะพระพุทธเจ้าไสยาสน์นั้นหมายถึงตอนที่พระพุทธองค์ท่านเสด็จดับขันธ์ ปรินิพพาน คำว่านิพพาน เป็นว่า เย็น ดังนั้นเมื่อผู้ที่เกิดวันอังคารมีอารมณ์ร้อน จึงควรมีพระประจำวันคือ พระนอนเย็นอนุสติ เตือนใจให้รู้จักความเยือกเย็น ส่วนพระเครื่องที่เหมาะสำหรับผู้ที่เกิดวันอังคาร นั้นควรเป็นพระผงพุทธคุณ เนื่องจากเป็นพระที่มิได้ผ่านความร้อน อีกทั้งพุทธานุภาพ ขององค์พระ จะช่วยให้จิตใจเยือกเย็น เป็นสมาธิ สามารถบรรเทาธาตุโทสะจริต แห่งฤกษ์ชะตาวันเกิดได้ พระเครื่องที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เกิดวันอังคารได้แก่ พระผงในตระกูลสมเด็จ อาทิเช่น พระสมเด็จวัดระฆัง, พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม, พระสมเด็จวัดเกศไชโย รวมถึงพระผงคณาจารย์ต่างๆ เช่น พระปิสันธ์วัดระฆัง พระวัดสามปลื้ม พระวัดท้ายตลาด พระวัดพลับ พระผงวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ฯลฯ



สรุป สำหรับคนที่เกิดวันอังคาร พระคู่กายควรจะเป็นพระเนื้อผงต่างๆ เป็นดีที่สุด

 

วันพุธ

สิทธิ การิยะ คนที่เกิดวันพุธแยกเป็นสองนัย กล่าวคือ พุธกลางวัน อย่างหนึ่ง พุธกลางคืนอย่างหนึ่ง พุธกลางวันนั้น ท่านว่าเป็นคนมีฝีปากกล้า ค้าขายคล่องแคล่ว เดินทางเก่ง ติดต่อสื่อสารกับผู้ใดมักได้ลาภเสมอ แต่มักทำคุณคนไม่ขึ้น ทำดีสิ่งใด มักไม่มีใครเห็นโบ ราณจารย์ท่านจึงได้ให้พระปางอุ้มบาตร เป็นพระประจำวันเกิดในวันพุธกลางวัน หมายถึงการบิณฑบาตร โปรดสัตว์ โดยมิได้เห็นแก่พระราชามหากษัตริย์หรือขอทานยาจก แม้ผู้ใดปรารถนาในกุศล ท่านโปรดเท่าเทียมกัน จึงเป็นอนุสติ แก่เจ้าชะตาผู้เกิดในวันพุธกลางวัน ว่าแม้ทำความดี มิมีได้เห็น ก็ไม่ต้องใส่ใจ
พุธ กลางคืนนั้น ท่านว่า เป็นคนลึกลับมีความรู้ความสามารถในสิ่งที่คนทั่วไปไม่สามารถ มักจะมีลางสังหรณ์ทราบการณ์ล่วงหน้า แต่มักไม่ค่อยมีคนเข้าใจเวลามีปัญหา
โบ ราณจารย์ท่านจึงให้พระปางป่าเลไลย์เป็นอณุสติ เนื่องจากพระปางนี้ เป็นปางที่พระพุทธเจ้าทรงเบื่อหน่ายพระสาวกที่ขัดแย้งกัน พระพุทธองค์จึงทรงเสด็จไปเพียงลำพัง ณ ป่าเลไลย์ มีช้างป่ามาถวายกล้วย และ ลิงมาถวายน้ำผึ้ง ฯลฯ
สำหรับ พระเครื่องที่เหมาะสำหรับผู้ที่เกิดวันพุธกลางวันนั้น เนื่องจากวันพุธเป็นฤกษ์แห่งการทำกิน พระเครื่องที่เหมาะสมนั้นควรเป็นพระประเภทลีลา หรือปางลีลาเสด็จกลับจากดาวดึงส์ มีความหมายแห่งความก้าวหน้า อาทิเช่น พระกำแพงเพชรลีลา พิมพ์ต่างๆ เช่น ลีลาเม็ดขนุน , ลีลาพลูจีบ, ลีลากลีบจำปา, ลีลาเมืองสวรรค์ ชัยนาทลีลายี่สิบห้าพระพุทธศตวรรษ พุทธมณฑล ฯลฯ

วันพุธกลางวัน

สำหรับ พระเครื่องที่เหมาะสำหรับผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืนนั้น เนื่องจากลักษณะวันนั้น ผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืนมักมีสัมผัสพิเศษ และมีลางสังหรณ์มากกว่าวันอื่น ดังนั้น นอกจากพระเครื่องพระพิมพ์ที่อาราธนาแล้วควรจะมีเครื่องราง เสริมดวงได้ป้องกันอาถรรพ์ต่างๆ ซึ่งคนที่เกิดในวันนี้ สัมผัสได้ง่าย ตัวอย่างเครื่องรางที่ควรพกพา เช่น ราหูอมจันทร์ หลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง , ตะกรุดคณาจารย์ต่างๆ , ลูกอมผงพุทธคุณ ฯลฯ

 

วันพฤหัสบดี

สิทธิ การิยะ คนที่เกิดวันพฤหัสฯนั้นท่านว่า เป็นคนมีปัญญาชาญฉลาด มีความยุติธรรมเที่ยงตรง มีความรู้กว้างขวาง ชอบเรียนรู้ ใจเอื้อเฟื้อ แต่เป็นคนไม่ยอมคน ไม่ฉ้อฉลจนเป็นคนสังคมแคบ ด้วยความที่เป็น ผู้มีความรู้มีปัญญา โบราณจารย์จึงให้พระปางสมาธิเป็นพระประจำวันเกิด เนื่องจากหมายถึงการเจริญสมาธิอันหมายถึงปัญญา สำหรับพระเครื่องที่เหมาะสมกับผู้ที่เกิดวันพฤหัสฯนั้น เนื่องจาก เป็นผู้ที่มีปัญญา มีความรู้กว้างขวาง พระพิมพ์ที่ช่วยเสริมดวงวาสนานั้น โบราณท่านว่า พระปางเปิดโลก ท่านถือว่าเป็นพระแห่งปัญญา เหมาะสำหรับผู้ที่เกิดวันนี้เป็นที่สุด พระพิมพ์นี่นี้ ที่มีชื่อเสียงอาทิเช่น กรุเตาเรียง จ.สุโขทัย พระร่วงเปิดโลกพิมพ์เม็ดทองหลาง จ.กำแพงเพชร ฯลฯ


สรุป สำหรับท่านที่เกิดวันพฤหัสฯ พระคู่กายคือพระยืนปางเปิดโลกเป็นดีที่สุด

วันศุกร์

สิทธิ การิยะ คนที่เกิดวันศุกร์นั้นท่านว่าเป็นคนราคะจริตสูง เป็นคนหลงในสิ่งสวยงาม ชอบของสวยของงาม ทำงานประณีต โบราณจารย์ ท่านจึงให้พระปางรำพึง เป็นอณุสติเตือน ปางรำพึงนั้น ตามพุทธประวัติเป็นปางที่พระพุทธองค์ พิจารณาธรรมสังเวช หมายถึง อสุภกรรมฐาน ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เกิดวันศุกร์จึงควรมีพระปางรำพึงไว้เป็นอณุสติไว้ ไม่ให้หลง


สำหรับ พระเครื่องที่เหมาะสมกับผู้ที่เกิดวันศุกร์นั้น จึงควรเป็นพระปิตตาภควัมปติ เพื่อเป็นลักษณะอณุสติเตือนใจ มิให้หลงในสิ่งต่างๆ และเสริมดวงโชคลาภวาสนา จะไหลมาอย่างที่คาดไม่ถึง พระพิมพ์ปิตตาภควัมปติที่มีชื่อเสียงอาทิ เช่น พระภควัมปติ ของหลวงพ่อแก้ว จ.ชลบุรี พระภควัมปติของหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง จ.นนทบุรี ฯลฯ สรุป สำหรับท่านที่เกิดวันศุกร์ พระคู่กาย ควรจะเป็นพระปิตตา มหาอุตม แบบต่างๆ เป็นดีที่สุด

วันเสาร์

สิทธิ การิยะ ท่านที่เกิดวันเสาร์ ท่านว่าเป็นคนจริงจังกับชีวิต พูดจริงทำจริง ภายนอกดูดุดันแต่ภายในใจเป็ฯคนใจอ่อน แต่เป็นคนที่หาคนทำร้ายได้ยากยิ่ง เนื่องจากตำแหน่งลักขณาดาวนี้ดวงแข็ง โบราณจารย์ถือว่า คนเกิดวันเสาร์นั้นดวงแข็งไม่มีผู้ใดทำร้ายได้ จึงถือเอาพระปางนาคปรกเป็นพระประจำวันเกิด เนื่องจากหมายถึง พระยามุจรินทร์นาคราช มาแผ่พังพาฬป้องกันภยันตรายต่างๆแก่พระพุทธองค์
สำหรับ พระเครื่องที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เกิดในวันเสาร์ เนื่องจากดาวเสาร์ เป็นคนจริงจังเคร่งเครียด พระพิมพ์ที่เสริมดวงของผู้ที่เกิดวันนี้นั้นควรจะเป็น พระที่ทำจากว่านอันเป็นคุณลักษณะที่เย็นและบริสุทธิ์จากธรรมชาติ อาทิเช่น พระว่านหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ ปัตตานี , พระกำแพงว่านหน้ากอง หน้าเงิน พระว่านจำปาศักดิ์ ประเทศลาว, พระมหาว่านขาว มหาว่านดำ สำนักเขาฮ้อ พัทลุง ฯลฯ


สรุป สำหรับท่านที่เกิดวันเสาร์ พระคู่กายควรเป็น พระเนื้อว่าน เป็นดีที่สุด
13  ประวัติศาสตร์ บุคคลสำคัญ วัฒนธรรม ประเพณี พุทธสถานและแหล่งท่องเที่ยวภาคอีสาน / ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ท้องถิ่น / เคยสงสัยกันหรือเปล่าว่า... ทำไมพระต้องถือ "ตาลปัตร.." ? ? เมื่อ: 07 สิงหาคม 2555, 22:44:44
 เมื่อเราไปทำบุญที่วัดหรือนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีกรรมต่างๆ ไม่ว่าที่บ้าน ที่ทำงานหรือที่ใด เรามักจะเห็น "ตาลปัตร" อยู่คู่กับการสวดของพระอยู่เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่คงจะเคยชิน แต่คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทราบว่า เหตุใดพระสงฆ์จึงต้องใช้ตาลปัตรปิดหน้าเวลาสวด ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอเรื่องของตาลปัตรมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นความรู้ ดังนี้

คำ ว่า "ตาลปัตร" หรือ "ตาลิปัตร" เป็นคำภาษาไทยที่นำมาจากภาษาบาลีว่า ตาล ปตฺต แปลว่า ใบตาล ซึ่งใบตาลนี้เป็นสิ่งที่คนทั่วไปใช้บังแดด และใช้พัดลมมาตั้งแต่โบราณ และเป็นเครื่องใช้ที่จำเป็นอย่างหนึ่งในประเทศเมืองร้อน ดังนั้น ตาลปัตร จึงหมายถึง พัดที่ทำจากใบตาลนั่นเอง โดยคำว่า "พัด" ที่ภาษาบาลีเรียกว่า "วิชนี" นี้ มีความหมายว่า เครื่องโบกหรือเครื่องกระพือลม และไทยได้นำมาแปลงเป็น "พัชนี" ต่อมาคงเรียกกร่อนคำให้สั้นลงเหลือเพียง "พัช" ออกเสียงว่า "พัด" แล้วก็คงใช้เรียกและเขียนกันจนลืมต้นศัพท์ไป

"ตาลปัตร" หรือบางแห่งก็ใช้คำว่า "วาลวิชนี" (ที่เดิมหมายถึง เครื่องพัดโบกสำหรับผู้สูงศักดิ์) นี้ ดั่งเดิมคงหมายถึง สิ่งที่ใช้พัดวีเช่นเดียวกัน จะต่างกันก็ตรงวัสดุที่ใช้ คือ ตาลปัตรทำด้วยใบตาล แต่วาลวิชนีอาจจะทำด้วยวัสดุอื่นๆ เช่น ผ้าแพร ขนนก ขนหางสัตว์ เป็นต้น ซึ่งสมัยก่อน "พัด" ที่พระถือกันอยู่สมัยแรกทำด้วยใบตาลจึงเรียกว่า "ตาลปัตร" ต่อมาแม้จะมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงเป็นวัสดุอื่นหรือตกแต่งอย่างวิจิตรพิสดาร อย่างไรก็ยังเรียก "ตาลปัตร" อยู่เช่นเดิม และถือเป็นสมณบริขารอย่างหนึ่งของพระสงฆ์

สำหรับสาเหตุที่พระสงฆ์นำ "ตาลปัตร" มาใช้นั้น ได้มีผู้ให้ความเห็นต่างๆ กันไป บางท่านก็ว่า การใช้ตาลปัตรครั้งแรกดั่งเดิมนั้น มิใช่เพื่อบังหน้าเวลาเทศน์ แต่ใช้เพื่อกันกลิ่นเหม็นของศพที่เน่าเปื่อย เนื่องจากพระสงฆ์ในสมัยโบราณจะต้องบังสุกุลผ้าห่อศพไปทำจีวร ดังนั้น ท่านจึงต้องใช้ใบตาลขนาดเล็กมาบังจมูกกันกลิ่น จากนั้นต่อมาก็เลยกลายเป็นประเพณีของสงฆ์ที่จะถือตาลปัตรไปทำพิธีต่างๆ โดยเฉพาะในพิธีปลงศพ

บางท่านก็ว่าการที่พระถือตาลปัตรในระหว่างการแสดงธรรมเทศนาหรือสวดพระปริตร ก็เพราะพระพุทธเจ้าทรงถือตาลปัตรเมื่อเสด็จไปโปรดพระพุทธบิดา คือพระเจ้าสุทโธทนะ พระสงฆ์จึงได้ปฏิบัติตาม

นอกจากนี้ยังมีผู้สันนิษฐานว่า เกิดจากเนื่อง จากสภาพจิตใจของผู้ฟังธรรมมีหลายระดับ จึงต้องมีการป้องกันไว้ก่อน ดังเรื่องเล่าที่ว่า พระสังกัจจายน์ พระสาวกที่สำคัญรูปหนึ่ง ท่านมีรูปงามหรือพูดง่ายๆ ว่าหล่อมาก ขณะที่แสดงธรรมโปรดอุบาสก อุบาสิกาอยู่นั้น ทำให้สตรีบางคนหลงรักท่านอย่างมาก และด้วยภาวะจิตที่ไม่บริสุทธิ์ของสตรีเหล่านี้ จึงก่อให้เกิดบาปขึ้น เมื่อท่านรู้ด้วยญาณ จึงได้อธิษฐานจิตให้ตัวท่านมีรูปร่างอ้วนใหญ่พุงพลุ้ยกลายเป็นไม่งามอย่าง ที่เราเห็นในปัจจุบัน และเป็นเหตุให้พระสงฆ์ต้องหาเครื่องกำบังหน้าเวลาเทศน์หรือประกอบพิธี เพราะต้องการให้ผู้ฟังได้ฟังแต่ธรรมจากท่านเท่านั้น มิใช่มัวแต่มองหน้าหลงรูป

อย่างไรก็ดี แม้ว่าต้นกำเนิดของการที่พระสงฆ์ต้องถือตาลปัตร จะยังไม่แน่ชัดว่าแท้จริงเป็นมาอย่างไร แต่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงประทานความเห็นไว้ว่า ความคิดที่ให้พระสงฆ์ถือตาลปัตรคงมาจากลังกา เพราะมีพุทธประวัติปรากฏใน "ปฐมสมโพธิ" ซึ่งต้นฉบับเขียนขึ้นในลังกาโดยพระพุทธรักขิตาจารย์ กล่าวถึงเทพบริวารสององค์ที่ขนาบองค์พระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ คือ สันดุสิตเทวราชจะถือพัดที่เรียกว่า วิชนี ที่มีรูปร่างคล้ายพัดใบตาลอยู่เบื้องขวา และสยามะเทวราชทรงถือจามร (แส้) อยู่เบื้องซ้ายเพื่ออยู่งาน และอาจเป็นเครื่องแสดงดุจเป็นเครื่องสูงที่ใช้ถวายพระสมณศักดิ์แห่งพระ พุทธองค์ด้วย..

และเมื่อลัทธิลังกาวงศ์ได้แพร่หลายและเป็นที่เลื่อมใสกันในยุคนั้นทั้งใน ประเทศพม่า ลาว กัมพูชา และไทย จนเป็นที่เชื่อกันว่าพระสงฆ์ที่ได้บวชเรียนในลัทธิลังกาวงศ์จะต้องมีความรู้ ทางพระศาสนาลึกซึ้งมากกว่าพระสงฆ์ที่บวชในลัทธิอื่นที่มีมาแต่เดิม ดังนั้น พุทธศาสนิกชนในไทยที่เลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนาจากลังกาวงศ์ก็ย่อมรับเอา พิธีกรรมและประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวกับสังฆพิธีมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการถือตาลปัตรหรือการตั้งสมณศักดิ์ เพราะท่านว่าจากตรวจสอบศึกษาศิลปะอินเดียโบราณสมัยต่างๆ โดยเฉพาะจากประติมากรรม ยังไม่พบรูปพระพุทธเจ้า หรือพระโพธิสัตว์ หรือพระสมณะ ถือตาลปัตรเลย

ดังนั้น การที่พระสงฆ์ถือตาลปัตรจึงไม่น่าจะเป็นคติดั่งเดิมจากอินเดีย แต่น่าจะมาจากลังกาตามหลักฐานที่ว่าข้างต้น ส่วนนักบวชที่มิได้เป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาก็ปรากฏว่ามีการถือตาลปัตรด้วย เช่นกัน ดังจิตรกรรมฝาผนังที่วัดช่องนนทรี อันเป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย เขียนเป็นภาพทศชาติตอนชาดก เรื่อง พรหมนารถ ก็มีภาพพระเจ้าอังคติกำลังสนทนากับเดียรถีย์ ซึ่งแสดงตนเป็นบรรตชิตนั่งอยู่เหนือพระองค์ เดียรถีย์ในภาพจะถือพัดขนาดเล็กรูปร่างคล้ายตาลปัตร จึงทำให้สันนิษฐานได้ว่า ตาลปัตรสมัยโบราณอาจจะเป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นนักบวชก็ได้ เพราะแม้แต่ฤษีก็ยังถือพัด ซึ่งบางครั้งก็มีรูปร่างคล้ายวาลวิชนี และบางครั้งก็คล้ายพัดขนนกซึ่งพระสงฆ์ไทยก็เคยใช้เป็นตาลปัตรอยู่ระยะหนึ่ง เช่นกัน

และจากความศรัทธาที่ฆราวาสถือว่า ตาลปัตร เป็นของใช้อย่างหนึ่งของพระสงฆ์ จึงได้เกิดความคิดนำไปถวายพระ โดยชั้นแรกคงเป็นใบตาลตามคติเดิม ต่อมาใบตาลอาจจะเสื่อมความนิยมเพราะเป็นของพื้นบ้านหาง่าย ไม่เหมาะจะถวายพระ เลยอาจนำพัดของตนที่ทำด้วยไม้ไผ่สาน หรือขนนกไปถวายให้พระใช้แทนใบตาล โดยอาจจะถวายด้วยตนเอง หรือให้ทายาทนำพัดของบิดามารดาผู้ล่วงลับไปถวายเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บิดา มารดาของตนก็ได้ จึงทำให้ตาลปัตรมีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ และมีพัฒนาการเช่นเดียวกับศิลปกรรมประเภทอื่นๆ ดังจะได้เห็นว่านอกจากทำจากใบตาลเดิมแล้ว ยังทำจากวัสดุอื่นที่คิดว่างามและหายาก เช่น ไม้ไผ่สาน งาสาน ผ้าแพรอย่างดี ขนนก หรือมีการปักดิ้นเงินดิ้นทอง หรือประดับด้วยอัญมณีต่างๆ สุดแต่กำลังศรัทธาที่จะถวาย ซึ่งตาลปัตรนี้ถือว่าเป็นของมงคลอย่างหนึ่งใน ๑๐๘ มงคลที่ปรากฏในรอยพระพุทธบาทด้วย

โดยทั่วๆ ไป เมื่อพูดถึง ตาลปัตร ในความหมายของพระสงฆ์จะเรียกว่า "พัดรอง" คือ พัดที่เราเห็นพระใช้กันอยู่ในงานกุศลพิธีทั่วไป มักทำเป็นพัดหน้านาง คือพัดที่มีลักษณะรูปไข่ คล้ายเค้าหน้าสตรี มีด้ามยาวตรงกลาง ยาวประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ส่วนพัดที่มีลักษณะพิเศษที่เรียกว่า "พัดยศ" นั้นเป็นพัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานแก่พระสงฆ์ พร้อมกับพระราชทานสมณศักดิ์ เพื่อเป็นสิ่งประกาศเกียรติคุณหรือบอกชั้นยศที่พระสงฆ์ที่ได้รับพระราชทาน นั้นว่า เป็นชั้นอะไร คล้ายๆ กับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ข้าราชการหรือประชาชนได้รับ ซึ่งพัดยศที่เราเห็นจะมี ๔ ลักษณะ คือ

(๑) พัดหน้านาง มีลักษณะอย่างที่กล่าวข้างต้น เป็นพัดยศสมณศักดิ์ระดับพระครูฐานานุกรมขึ้นไป รวมทั้งเป็นพัดยศเปรียญด้วย

(๒) พัดพุดตาน มีลักษณะเป็นวงกลม รอบนอกหยักเป็นแฉกคล้ายกลีบบัว เป็นพัดยศสมณศักดิ์ตั้งแต่ระดับพระปลัด พระครูปลัด ขึ้นไปจนถึงชั้นพระครูสัญญาบัตร

(๓) พัดแฉกเปลวเพลิง ใบพัดจะมีลักษณะทรงพุ่มเข้าบิณฑ์ มีแฉกคล้ายเปลวเพลิง เป็นพัดยศสมณศักดิ์ระดับพระครูเจ้าคณะจังหวัด และพระครูเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก

(๔) พัดแฉก ใบพัดมีลักษณะเป็นแฉกทรงพุ่มเข้าบิณฑ์ มีกลีบอย่างน้อย ๕-๙ กลีบ เป็นพัดยศตั้งแต่ระดับพระราชาคณะถึงสมเด็จพระราชาคณะ สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระสังฆราชเจ้า และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งของพระสงฆ์ที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะหรือราชาคณะ เมื่อได้รับพระราชทาน "ตาลปัตรแฉก" เป็นพัดยศ เมื่อได้รับนิมนต์ให้เข้าไปถวายพระธรรมเทศนาในงานพระราชพิธีต่างๆ จะต้องนำพัดเข้าไป ๒ เล่ม คือ "พัดยศ" ประกอบสมณศักดิ์เล่มหนึ่ง และ "พัดรอง" อีกเล่ม เมื่อขึ้นธรรมาสน์ถวายศีลนั้น กำหนดให้ใช้พัดรอง ครั้งจบพระธรรมเทศนาแล้ว เมื่อจะถวายอนุโมทนาและถวายอดิเรกจึงจะใช้พัดยศ

สำหรับ "ตาลปัตร" ที่เราทำถวายพระไม่ว่าจะเนื่องในวันเกิด วันสถาปนาหน่วยงาน หรือในพิธีการต่างๆ ส่วนใหญ่ก็คือ "พัดรอง" ที่กล่าวถึงข้างต้นนั่นเอง
14  ชมรมสืบสานตำนานบูรพาจารย์สายสำเร็จลุน / ชมรมสืบสานตำนานบูรพาจารย์ศิษย์สายสำเร็จลุน / Re: ประวัติหลวงพ่อทองดี(ห่วน) วัดสร้างแก้วเหนือ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 28 กรกฎาคม 2555, 23:13:59
น้องใหม่เหรียญวิ๊งไม่พอ จีวรลงยายังวิ๊งๆๆอีก wan-e042

สงสัยจะเป็นอย่างที่พี่สองว่า เงินลงยาวิ๊งได้ใจกว่าครับ 555+  
15  ชมรมสืบสานตำนานบูรพาจารย์สายสำเร็จลุน / ชมรมสืบสานตำนานบูรพาจารย์ศิษย์สายสำเร็จลุน / Re: ประวัติหลวงพ่อทองดี(ห่วน) วัดสร้างแก้วเหนือ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 28 กรกฎาคม 2555, 23:12:54
พอจะมีกับเขาบ้างครับ ...  

เหรียญรุ่นแรกหลวงพ่อทองดี(ห่วน) วัดสร้างแก้วเหนือ เนื้อทองแดงผิวไฟวิ๊ง ๆ
 wan-e042 wan-e042
น้องใหม่กลับอุบลเอามาชนเเชมป์กันหน่อยครับ

คิดหนักแล้วถ้าจะชนแชมป์กะเฮียตง
หน้า: [1] 2 3 ... 34
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!