?>
ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์แห่งภาคอีสาน
The Buddhist Art Conservation Club Of Esan (North Eastern Part Of Thailand)
29 สิงหาคม 2569, 12:05:09 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

กติกาในการ เช่า-แลกเปลี่ยนพระเครื่อง | พระเครื่องเมืองอุบลราชธานี | แจ้งปัญหาการใช้งาน
แจ้งเรื่องการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่จะให้เช่าพระเครื่องฯ | วิธีสมัครสมาชิกเว็บ

  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 94
1  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ ( หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ) เมื่อ: 29 กรกฎาคม 2569, 05:51:59
#อาสาฬหบูชา#  เป็นวันคล้ายวันพระพุทธเจ้าทรงตรัสพระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นต้น เป็นครั้งแรกแต่ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

อริยสัจธรรม ๔ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เรียกโดยย่อว่า “ธรรมจักร” ทำไมจึงเรียกธรรมจักร คือมันมี ปริวัฎ ๓ อาการ ๑๒ อริยสัจธรรม ๔ แต่ละอันๆ มีปริวัฏ ๓ คือทรงเทศนาเวียน ๓ รอบ จึงเป็นอาการ ๑๒ แล้วท่านก็ทรงเทศนารวมความว่า ปริวัฏ ๓ อาการ ๑๒ นี้ทำกิจในขณะจิตเดียว อันนั้นเป็นของละเอียดหน่อย พระองค์ทรงพิจารณาเห็นชัดเจนด้วยพระองค์เองแล้วจึงเอามาเปิดเผย แต่ก็ยากที่พวกเราทั้งหลายจะเข้าใจ ถึงไม่เข้าใจก็จะเทศนาให้ฟังพอเป็นเครื่องพิจารณาดังนี้

ทุกข์ ชาติปิ ทุกขา ชราปิ ทุกขา มรณัมปิ ทุกขัง เรียกว่า ทุกข์กาย โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส เรียกว่า ทุกข์ใจ ทุกข์เป็นของควรกำหนดมิใช่ของควรละ และก็เป็นธรรมด้วยทุกข์มีชาติเป็นต้นมีอยู่ในตัวของเรา ไม่ได้มีที่อื่น ส่วนทุกข์ปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ อีกนับไม่ถ้วน

สมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ คือตัณหา ๓ อย่าง กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

กามตัณหา คือความพอใจรักใคร่ ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หาที่สุดไม่ได้ กามตัณหานี้เป็นตัวประธานของทุกข์ทั้งปวง

ภวตัณหา ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ได้มาแล้วก็ไม่พอยังอยากได้อีก ซึ่งเป็นเหตุต่อเนื่องมาจากกามตัณหา เป็นตัวบวกให้เกิดทุกข์

วิภวตัณหา ความไม่ยินดี ในการักใคร่พอใจในรูปเป็นต้น หรือได้สิ่งต่างๆ ที่ตนปรารถนามาแล้วกลับไม่พอใจ ไม่อยากได้ ไม่อยากประสบพบเห็นสิ่งนั้นๆ นี้ก็เป็นตัวลบ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์อีกประการหนึ่ง

ธรรมดาสิ่งทั้งปวงนี้เป็นของมีอยู่ในโลกนี้ ต้องมีการบวกเมื่อบวกมากๆ แล้วไม่ลบก็ไม่ทราบว่าจะเอาไปไว้ไหนกัน เมื่อมีการบวกและการลบจึงค่อยเป็นโลกคือตัวสมุทัย

นิโรธ คือความดับทุกข์ คือไม่อยากมีอยากเป็นก็ไม่ว่าอยากมีอยากเป็นก็ไม่ว่า ความวางเป็นกลางเฉย ๆ มันจะทุกข์มาจากไหน เอาเถิด ถึงจะละไม่ได้โดยตลอดที่เรามีชีวิตอยู่นี้ก็เอาในปัจจุบันก่อน ละในปัจจุบันวางใจให้เฉยๆ ให้เป็นกลางๆ นั้นแหละนิโรธก่อนแล้ว นั่นนิโรธของเรา ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า เราทำได้อย่างนี้ทำได้บ่อยๆ วันหนึ่งข้างหน้าจะต้องเป็นของเราแน่นอน

มรรค มีองค์ ๘ เป็นทางไปถึงนิโรธ คือความดับทุกข์ มีสัมมาทิฐิขึ้นต้น สัมมาคือความชอบ ทิฐิคือความเห็น ใครเห็นอะไรก็อันนั้นแหละว่าเป็นของชอบทั้งนั้น มันยากอยู่ตรงนั้นแหละ

ทุกข์กับนิโรธอันนี้เป็นผล สมุทัยและมรรคอันนี้เป็นเหตุ ธรรมมันต้องมีเหตุมีผล เมื่อมีเหตุก็เกิดธรรมนั้นๆ ขึ้น เมื่อเหตุดับ ธรรมทั้งหลายก็ดับหมด เหตุนั้นเพราะพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัมมาทิฐิเกิดขึ้นในพระทัยของพระองค์ คือความเห็นอันนั้นเป็นกลางวางเฉยจึงได้เทศนาในธรรมจักรว่า ทางสองแพร่งอันพรรพชิตไม่ควรเสพ คือ อัตตกิลมถานุโยค ทำตนให้เหน็ดเหนื่อยเปล่า เช่น พวกฤาษีโยคีต่างๆ ทำความลำบากตรากตรำตนต่างๆ นานา ไม่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน ไม่เป็นไปเพื่อความพ้นจากทุกข์ และ กามสุขัลลิกานุโยค เป็นไปเพื่อกามกิเลสอันเป็นเหตุให้มัวหมองเศร้าหมอง ท่านเรียกทาง ๒ อย่างนี้ว่าทางสุดโต่ง พระองค์ได้รู้ชัดขึ้นในพระทัยของพระองค์โดยไม่มีใครบอกเล่าหรือเล่าเรียนมาแต่ก่อนเลย ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์ดังนี้

จกฺขํ อุทปาทิ จักษุคือตาอันเป็นเพชร สามารถรู้แจ้งเป็นธรรมในที่ทุกสถาน หาสิ่งใดปกปิดไม่ได้ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์

ญาณํ อุทปาทิ ญาณคือความรู้ทั้งอดีตอนาคตทั้งของพระองค์และบุคคลอื่นอันหาที่สุดไม่ได้ จนสิ้นสงสัยในพระทัยของพระองค์ ได้เกิดขึ้นแล้ว

ปญฺญา อุทปาทิ ปัญญารอบรู้ในสรรพเญยธรรมทั้งหลายอันหาที่สุดไม่ได้ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์

วิชฺชา อุทปาทิ ความรู้วิเศษอันล่วงเสียซึ่งความรู้ของมนุษย์ เทวดา อินทร์ พรหม ไม่มีเหมือนของพระองค์ได้เกิดขึ้นแล้ว

อาโลโก อุทปาทิ พระองค์มองเห็นโลกทั้งหมดเป็นสักแต่ว่า “เป็นธาตุ” ไม่มีมนุษย์ บุรุษ หญิง ชาย มิใช่รู้แจ้งอย่างกลางวันหรือมีแสงสว่างอย่างพระอาทิตย์พระจันทร์แต่เห็นชัดด้วยใจของพระองค์ ได้เกิดขึ้นแล้ว

ที่จริงโลกก็เป็นโลกนั่นแหละ เกิดมาในโลกก็ต้องเป็นโลก แต่ความรู้ของพระองค์มันพลิกล็อคไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากอำนาจสมาธิภาวนาอันแน่วแน่ภายในของพระองค์ เห็นอย่างไรจึงกลายเป็นธรรมได้ คนเกิดมาในโลกนี้มันเป็นโลกอยู่แล้วหมดทั้งตนทั้งตัว แต่พระองค์ทรงเห็นว่าเกิดขึ้นมามันแก่ มันเจ็บ มันตาย ของเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยง อันนี้เป็นทุกข์ ทุกตัวตนทุกสัตว์ทุกหมู่เหล่าเป็นเหมือนกันหมด อันนั้นแหละมันเป็นธรรม เรียกว่า “เห็นโลกเห็นธรรม” โลกเลยไม่มี ของเหล่านี้เกิดขึ้นที่พระองค์โดยไม่ได้คิดตามตำรา ไม่ได้ยินได้ฟังจากคนไหนมาก่อน แต่หากปรากฏขึ้นมาที่พระทัยอันใสสะอาดปราศจากมลทินมัวหมอง มีสมาธิผ่องใสบริสุทธิ์เป็นพื้นฐาน เรียกว่า “สัพพัญญูพุทธะ” เกิดขึ้นมาเองด้วยตนเอง

โดยใจความของธรรมจักร ก็มีธรรม ๔ ประการ คือ มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มีปริวัฏ ๓ คือ

ปริวัฏที่หนึ่ง นี้คือ แสดงถึงทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคแต่ละอันนี้เป็นตัวยืน

ปริวัฏที่สอง ทุกข์เป็นของควรกำหนด มิใช่ของควรละ แล้วก็เป็นธรรมด้วย สมุทัยจึงเป็นของควรละ นิโรธเป็นของควรทำให้แจ้ง มรรคเป็นของควรเจริญ

ปริวัฏที่สาม ทุกข์เป็นของควรกำหนด เราได้กำหนดแล้ว สมุทัยเป็นของควรละ เราได้ละแล้ว นิโรธเป็นของควรทำให้แจ้ง เราได้ทำให้แจ้งแล้ว มรรคเป็นของควรเจริญ เราได้เจริญแล้ว

อาการ ๑๒ นี้เมื่อมันจะเกิดมันก็เกิดขึ้นมาเองในขณะจิตเดียวเท่านั้น ไม่ได้ลำดับดังที่อธิบายมานี้หรอกรู้แจ้งเห็นจริงหมดทุกสิ่งทุกอย่าง หายสงสัยในธรรมทั้งปวง อันนั้นเป็นของยาก ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจได้ หากคนใดทำได้แล้วเกิดความรู้ขึ้นมานั่นแหละจึงจะเห็นด้วยตนเอง ธรรมอันนี้เป็นของลึกซึ้งมากที่สุด รู้เห็นเฉพาะตนเอง คนอื่นหารู้ด้วยไม่

เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสพระธรรมเทศนาที่เรียกว่า พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นครั้งแรกให้แก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ อันมี พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นต้น ฟังจบแล้ว ท่านได้ดวงตาเห็นธรรมว่า “สิ่งทั้งปวงมีความเกิดขึ้นแล้ว ย่อมกับไปเป็นธรรมดา” (คือได้พระโสดาบันบุคคล) แล้วท่านจึงขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า พรองค์ก็ได้ประทานเอหิภิกขุให้เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา แล้วก็เป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในพุทธศาสนาอีกด้วย พระไตรสรณคมน์จึงครบ ๓ ตั้งแต่นั้นมา แล้วพระองค์ก็ได้เทศนาด้วยธรรมหลายปริยายให้ท่านทั้งห้านั้นฟัง จนที่สุดได้แสดง “อนัตตลักขณสูตร” ให้ฟังท่านเหล่านั้นจึงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วท่านทั้ง ๔ องค์จึงขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระพุทธเจ้า

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

2  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ ( หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ) เมื่อ: 28 กรกฎาคม 2569, 05:29:56
ผู้มาเห็นโทษของจิตว่า วุ่นวายส่งส่าย มันเป็นทุกข์
แล้วมาพิจารณาเรื่องอารมณ์ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องของจิตผู้คิดนึกไปตามอารมณ์ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แล้วเรามาแยกออกจากกันเสีย
เอาอารมณ์ออกไปไว้ส่วนหนึ่ง เอาจิตออกไปไว้ส่วนหนึ่ง
เมื่อเอาจิตแยกออกไปจากอารมณ์แล้ว
จิตก็จะอยู่คนเดียวแล้วมาเป็นใจ อารมณ์ก็หายไปโดยไม่รู้ตัว
คราวนี้จะเห็นได้ชัดเจนเลยทีเดียวว่า
สรรพกิเลสทั้งปวงและโทษทุกข์ทั้งหลาย
ที่มนุษย์คนเราพากันได้เสวยอยู่นี้
ล้วนแต่จิตผู้เดียวเป็นผู้หามาใส่
ถ้าจิตไม่ไปหามาใส่แล้ว จิตก็จะกลายเป็นใจ
ไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง อยู่เป็นสุขส่วนเดียว

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
(สิ้นโลก เหลือธรรม รหัส 4 หน้า 356)
3  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ ( หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ) เมื่อ: 18 กรกฎาคม 2569, 05:52:42
พระธรรมย่อมตามรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว
ถ้าหากผู้ตั้งมั่นอยู่ในคุณพระธรรมจริงจังแล้ว คนนั้นไม่สามารถตกไปในที่ชั่ว
คือเห็นพระธรรมเตือนอยู่เสมอ ชั่วเราก็รู้ ดีเราก็รู้ ความรู้ที่เรารู้ว่าดีว่าชั่ว นั่นคือตัวพระธรรม

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
การสร้างพระ
แสดง ณ วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย วันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓
4  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ ( หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ) เมื่อ: 17 กรกฎาคม 2569, 06:06:26
หลักใหญ่ของพระพุทธเจ้าทรงสอนให้
"ชาวโลกมีธรรมะ ให้พวกเราปฏิบัติถูกต้องเท่านั้น
เพราะเป็นการนำมาซึ่งความสุขคามสบายแก่ตน
การอยู่ด้วยกันนับแต่สองคนขึ้นไปต้องปฏิบัติถูกต้องตามหลักธรรม
จึงจะอยู่อย่างมีความสุขความสบาย ตามกำลังความสามารถของตน"

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
คุณค่าและประโยชน์ของพระพุทธศาสนา
แสดง ณ.วัดหินหมากเป้ง วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.251
5  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: พระครูปัญญาวิสุทธิ์ (หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส) วัดป่าพระสถิตย์ จ.หนองคาย เมื่อ: 15 กรกฎาคม 2569, 09:20:59
 
6  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ ( หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ) เมื่อ: 12 กรกฎาคม 2569, 05:15:22
ทำอะไรทั้งหมดไม่พ้นจากธรรม
ทำดีเรียก สุจริตธรม ให้ผลเป็นสุข
ทำชั่วเรียก ทุจริตธรรม ให้ผลเป็นทุกข์
แต่ว่าเราต้องสอนให้ซาบซึ้งเข้าไปถึงจิตใจของเขา
ให้เข้าใจว่า ใจเป็นธรรม รู้ตัวเสมอว่าเป็นธรรม
ถ้าเขาทำไปไม่รู้จักว่านั่นเป็นธรรม ก็จะทอดทิ้งธรรมนั้นไปเสีย
พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนธรรมที่เป็นสาระและทำชีวิต
ให้มีค่าแก่พวกเรา

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
7  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ ( หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ) เมื่อ: 11 กรกฎาคม 2569, 03:39:52
#เอาเปลือกมาเป็นแก่น
เวลาภาวนาเกิดอารมณ์ต่างๆ
ก็คิดนึกปรุงแต่งเข้าใจว่าตนดิบตนดี ผลที่สุดจิตไม่รวมลงไปได้ อันนั้นเรียกว่า เอาเปลือกมาเป็นแก่น
เวลาภาวนาจิตฟุ้งซ่าน
เกิดจากอารมณ์ คิดนึกปรุงแต่งไปกับอารมณ์ เข้าใจว่าเป็นปัญญา ก็ยิ่งฟุ้งซ่านปรุงแต่งมาก
แล้วเข้าใจว่า ตนเฉลียวฉลาด
เลยอวดตัวอวดตนว่าวิเศษวิโส
อันนี้ก็เรียกว่า เอาเปลือกมาเป็นแก่น

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
8  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ ( หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ) เมื่อ: 10 กรกฎาคม 2569, 04:57:30
หากว่าเราได้ทำผิดแล้ว ทีหลังรู้ตัว ไปพูดความจริงขอโทษเขาแล้ว
ก็กลับจะเป็นความดียิ่งกว่าเก่าอีกด้วยซ้ำ เพราะเห็นใจซึ่งกันและกัน
บาปในทางพุทธศาสนาต้องล้างด้วยวิธีนี้ จึงจะเป็นอันว่าล้างแท้
หากว่าคนนั้นเขาไม่ยอมรับหรือไม่ยอมให้อภัย ก็หมายความว่ายังล้างไม่หมด
ถ้าหากเขายอมรับอภัยกลับดีกันได้ นั้นแหละเรียกว่าล้างบาปอย่างแท้จริง

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
เมษายน ๒๕๓๔

9  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: พระครูปัญญาวิสุทธิ์ (หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส) วัดป่าพระสถิตย์ จ.หนองคาย เมื่อ: 09 กรกฎาคม 2569, 11:45:45
                    เหรียญหลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส รุ่นแรก (รุ่นเดียว) ปี 2528
          เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ องค์หลวงปู่บัวพาได้รับอาราธนานิมนต์ไปบำเพ็ญกุศลในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในสำนักพระราชวัง และในขณะที่บำเพ็ญกุศลต่อหน้าพระที่นั่ง องค์หลวงปู่บัวพา ได้อาพาธเป็นลมในงานพิธี สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถจึงได้ให้แพทย์หลวง ถวายการรักษาและนำส่งโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ทรงรับองค์หลวงปู่ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ทรงถวายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่องค์หลวงปู่บัวพาตลอดมาเป็นประจำทุกๆ เดือน
          เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๘  ได้จัดงานมุฑิตาจิต วันคล้ายวันเกิดหลวงปู่บัวพา ในวันที่ 30 -31 ตุลาคม .พ.ศ. 2528 พร้อมจัดสร้างรูปหล่อบูชา หลวงปู่บัวพา ขนาดหน้าตัก 5  อธิษฐานจิต โดย
1.   หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัดอรัญบรรพต
2.   หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส
3.   หลวงปู่หนูหยาด วิริโย วัดป่านาคำ
4.   พระคณาจารย์ สายป่าจังหวัดหนองคายและจังหวัดใกล้เคียง ฯ
10  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ ( หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ) เมื่อ: 09 กรกฎาคม 2569, 05:24:56
การเห็นของจริง ตามเป็นจริง
แล้วสละความยึดถือว่าเป็นของเรา
มันก็หมดเรื่องกันไป
เรียกว่า พิจารณาสติปัฏฐาน๔

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
จากหนังสือธรรมะเล่มที่๘๓
11  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: พระครูปัญญาวิสุทธิ์ (หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส) วัดป่าพระสถิตย์ จ.หนองคาย เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 17:22:53
                       ความเป็นมาของวัดป่าพระสถิตย์
              บทความบทนี้มาจากคำบอกเล่าของคุณพ่อบัวแดง รักษาสัตย์ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากวัดป่าพระสถิตมาตั้งแต่เริ่มตั้งวัด
                 จะขอเล่าตามบันทึกความเป็นมาของวัดป่าพระสถิตย์ ที่คุณพ่อบัวแดง รักษาสัตย์ได้ช่วยเขียนเล่าไว้ก่อนหน้า เมื่อคราวสมัยอำเภอศรีเชียงใหม่ยังเป็นบ้านศรีเชียงใหม่อยู่ ยังมีป่า มีดง มีที่สาธารณะ ป่าช้า ของชาวบ้านศรีเชียงใหม่ เป็นป่าที่เคยมีพระธุดงค์เที่ยววิเวกผ่านไปมาปักกลดตามป่าช้าของหมู่บ้านอยู่บ่อยๆ มีสมัยหนึ่งองค์ท่านหลวงปู่ใหญ่มั่นได้เดินธุดงค์ ไปพักปักกลดอยู่ที่ป่าสักในเขตบ้านศรีเชียงใหม่ ได้ทำให้คุณพ่อคำ รักษาสัตย์เกิดศรัทธาเลื่อมใส เข้าไปรับใช้ฟังธรรมท่านองค์หลวงปู่ใหญ่มัน และได้ขึ้นธรรมกับองค์หลวงปู่ใหญ่มั่น คือ ขอขึ้นไตรสรณคมน์นั้นเอง นับแต่บัดนั้นมาทำให้พ่อตู้คำ หรือคุณพ่อคำได้เลื่อมใสศรัทธาพระธุดงค์มาตลอด พ่อตู้คำจึงคิดหาที่จะสร้างสำนักสงฆ์ สร้างวัดขึ้น เพื่อพระธุดงค์ไปมาจะได้มีที่พึ่งพาอาศัย ชาวบ้านญาติโยมก็จะทำบุญกับพระธุดงค์บ้าง จึงพาญาติพี่น้องชาวบ้านศรีเชียงใหม่ ไปถากถางป่าดอนแม่เหล็ก เพื่อจะทำเป็นวัดป่าให้พระธุดงค์ได้มาจำพรรษา ป่าดอนแม่เหล็กเป็นป่าช้าของชาวบ้านคุ้มวัดกลาง คุ้มวัดหาดประทุม เป็นที่ฝังศพป่าช้า เป็นที่สาธารณะ ผมชื่อบัวแดง รักษาสัตย์ อายุผมในตอนนั้นได้ประมาณ ๑๒-๑๓ ปี ได้ไปช่วยคุณพ่อผมถากถางสร้างวัดป่าดอนแม่เหล็กขึ้น คุณพ่อคำคือคุณพ่อของผม สมัยนั้นอายุได้ประมาณ ๔๐ ปี ได้สร้างศาลาหลังคามุงแฝกขึ้น ๑ หลัง และสร้างกระต๊อบสองสามหลังไว้ต้อนรับพระธุดงค์เมื่อพระธุดงค์ท่านมาพักนานๆ เข้า ท่านบอกคุณพ่อผมว่าอากาศไม่สู้จะดี ตรงที่ตั้งวัดเป็นที่ตาย ไม่เหมาะสมในการจำพรรษา ซึ่งเป็นฤดูฝน ถ้าฤดูแล้งก็พออยู่ได้ ป่าช้าดอนแม่เหล็กแห่งนี้ ปัจจุบันคือได้สร้างเป็นโรงเรียนศรีเชียงใหม่ ต่อมาพี่ชายผม (บัวแดง) ได้ออกบวชเป็นพระธุดงค์ ขณะที่บวชใหม่ๆ ท่านเคยเล่าให้ผมฟังว่า ท่านเคยอยู่กับหลวงปู่ที่สกลนคร ตอนนั้นผมจำได้ว่าในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๓ ถ้าผมจำไมผิด เมื่อท่านกลับมาจากจังหวัดสกลนคร ท่านจะมาพักที่โคกป่าคอย วัดป่าคอย หรืหมาคอยก็เรียกกันถามชาวบ้าน ตามประวัติที่ผมจำได้ (บัวแดง) ผมกับคุณพ่อต้องมาจังหันให้พี่ชายผมทุกวัน พี่ชายผมตอนนั้นพรรษาระหว่างสองสามพรรษา ท่านบอกกับคุณพ่อผมว่า เอาที่นี่เป็นวัดเถอะ อากาศก็ดีเป็นที่สัปปายะ เหมาะสำหรับพระผู้ที่ท่านปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐาน เพราะที่ป่าคอยนี้เป็นที่ฝังศพของชาวคุ้มวัดเจียมปางและชาวคุ้มสะพานทอง
ตกลงคุณพ่อคำและญาติๆ จึงไปรื้อเอาศาลามุงแฝกและกระต๊อบที่ป่าช้าดอนแม่เหล็ก มาทำที่พักวัดโคกป่าคอยขึ้น โดยมีท่านอาจารย์สวัสดิ์ซึ่งเป็นพี่ชายผม (บัวแดง) และเป็นลูกชายคุณพ่อคำ รักษาสัตย์ เป็นพระผู้คอยดูแลให้คำแนะนำในการสร้างวัดป่าคอยแห่งนี้ขึ้น คุณพ่อผมก็ได้เพื่อนมาร่วมสร้างวัดป่าคอยแห่งนี้อีกแรง คือพ่อผู้ใหญ่นาคและพ่อตู้คำตา ได้มาช่วยกันสร้างวัดป่าคอยแห่งนี้ขึ้น พ่อผู้ใหญ่นาคคือพ่อตาพ่อเฒ่าของพ่อตู้เพชร ที่เป็นทายกวัดป่าพระสถิตย์มาตลอด ส่วนพ่อตู้คำตานั่นคือพ่อของแม่มวน หรือแม่ตู้สงวน มีที่นาติดกับวัดป่าพระสถิตย์ แต่ปัจจุบันเป็นที่ของโรงเลื่อยไปแล้ว คุณพ่อทั้งสามคนได้ร่วมมือกันสร้างวัดป่าคอยแห่งนี้ขึ้นมา ไม่นานก็เจริญรุ่งเรืองเพราะได้คุณพ่อผม พ่อผู้ใหญ่นาคและพ่อตู้คำตารวมสามแรง คุณพ่อผมอยู่คุ้มวัดช้างเผือกกับพ่อตู้คำตา ส่วนพ่อผู้ใหญ่นาคอยู่คุ้มเจียมปางสะพานทอง แต่ก่อนมีผู้ใหญ่คนเดียวปกครองสองคุ้มวัด ก็ได้ชักชวนญาติพี่น้องฝ่ายใครฝ่ายเรา มาร่วมกันสร้าง อยู่ต่อมาพระพี่ชายผมคือพระอาจารย์สวัสดิ์ ได้มามรณภาพลง แต่อายุยังไม่มาก ท่านเพียงได้ ๑๓ พรรษาเท่านั้น วัดก็เลยเป็นวัดร้างอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาหลวงปู่บัวพาได้เที่ยวมาจากทางเมืองอุบลฯ ท่านจึงได้มาอยู่วัดป่าคอยแห่งนี้ จึงได้นำความเจริญมาสู่วัดป่าคอย จนได้กลายเป็นที่สมบูรณ์ทุกอย่าง จึงได้มาตั้งชื่อวัดใหม่ในทางราชการให้ชื่อว่า วัดป่าพระสถิตย์ มาตราบเท่าทุกวันนี้จนท่านหลวงปู่บัวพาได้แก่เฒ่าชรา ได้มรณภาพลงจากพวกเราไป ณ ที่วัดป่าพระสถิตย์แห่งนี้เอง ส่วนผม (บัวแดง รักษาสัตย์) ได้บันทึกประวัติวัดป่าพระสถิตย์ให้ท่านฟังก็อายุได้ ๘๔ ปีพอดีแล้ว ไม่รู้ว่าจะได้เห็นหน้ากันไปอีกกี่วันก็ไม่รู้ เพราะเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ของผมก็กลับบ้านเก่ากันหมดแล้ว ผมก็ภาวนาอยู่ทุกวันว่า อยากจะอยู่ทำบุญไปอีกนานๆ บ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าความตายมันจะมาถึงเราวันไหน ก็ไม่มีใครทราบได้ ฉะนั้นเมื่อพี่น้องที่รักของผมทุกๆ คน และครูบาอาจารย์ที่กระผมเคารพทุกๆ ท่าน ที่ได้อ่านประวัติของหลวงปู่ท่านแล้ว จงช่วยกันอุทิศส่วนกุศลผลบุญที่หลวงปู่ได้สร้างเอาไว้ จงช่วยดลบันดาลให้ท่านหลวงปู่ จงไปสู่ที่สุขที่สุขโน้นเถิด ผมบัวแดง รักษาสัตย์ ผู้มีความรู้น้อยได้บันทึกประวัติของวัดป่าพระสถิตย์ ไว้ให้ท่านอ่านท่านฟังได้เพียงเท่านี้ สวัสดี เอวํ
12  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: พระครูปัญญาวิสุทธิ์ (หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส) วัดป่าพระสถิตย์ จ.หนองคาย เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 17:13:37
                          ของฝากหากใครอยากรู้
                     จะขอเล่าสู่กันฟัง พระเณรรุ่นหลังถ้ายังไม่ได้ฟังก็อาจยังไม่รู้ จิตใจของพระแก่ๆ รุ่นปู่ พระเณรรุ่นหลังยังไม่รู้ก็หาว่าพระโบราณล้าหลังไม่ทันสมัย พูดจาอันใดก็ไม่ทันคน เห็นผลปรากฏชัด คุณสมบัติของท่านประจำตัว พระผู้มีความหนักแน่นเป็นแกนนำ มุ่งหน้าปฏิบัติธรรมไม่เคยอวดตัว ผู้เขียนจำไม่ลืมเรื่อง
องค์หลวงปู่บัวพา ท่านดำเนินชีวิตปฏิบัติมาด้วยความหนักอยู่ ๔ ประการ เรียกว่าสอบผ่านได้เกรด ๔ ดีมากๆ เลยทีเดียว คือ
๑. ใจหนักแน่น
๒. กายหนัก
๓. ปากหนัก
๔. หูหนัก และรู้จักรักษาน้ำใจหมู่เพื่อน

คำว่า หนัก ในที่นี้คือหนักแน่นนั่นเอง
ใจหนัก ท่านเป็นพระผู้มีจิตใจหนักแน่นมากๆ เลยทีเดียว ใครเขาจะด่า จะว่า จะถก จะเถียง เพื่อเอาแพ้เอาชนะกัน บางทีเรื่องที่ท่านพูดอยู่นั้นถูก แต่ถ้าคนอื่นเขาว่าของเขาถูก ท่านก็เฉยเสีย ใครจะยกย่องสรรเสริญท่าน ท่านก็ไม่หลงเพลิดเพลิน ท่านจะดำเนินด้วยความนิ่งเฉย ไม่แสดงอาการขึ้นๆ ลงๆ ให้ปรากฏขึ้นมาให้ได้ชมเป็นขวัญตาบ้างเลย จิตใจของท่านตั้งมั่นเป็นหนึ่งในอารมณ์เดียวจริงๆ คือท่านจะนิ่งและก็เฉย
กายหนัก คือจิตใจร่างกายของท่านจะหนักแน่น ไม่ค่อยเจ็บปวด เช่น ท่านนั่งสมาธิ หรือนั่งรับแขกอย่างนี้ ท่านจะนั่งได้ทั้งวัน ไม่เคยพลิกไปมา ไม่เคยบ่นเจ็บบ่นปวดให้ใครได้ยินเลย บางทีท่านนั่งสมาธิตลอดคืน ก็มีไม่เคยเห็นท่านบ่นปวดแขนปวดขา สำหรับท่านจะลุกกราบพระได้เลย ไม่เคยเห็นเหยียดแข้งเหยียดขา เจ็บนั้นเจ็บนี้ แต่องค์ท่านก็ลุกไปเลยเดี๋ยวนั้น จึงว่ากายท่านมีความทนต่อความเจ็บปวดได้จริงๆ
ปากหนัก องค์ท่านจะไม่พูดให้กระทบกระเทือนใครเลย ไม่เคยติฉินนินทาว่าร้ายใคร เรื่องที่ไม่ดีของใคร ท่านจะไม่พูดไม่ประจานใคร ถ้ามีคนอื่นเขามาพูดเรื่องของคนอื่น พระองค์อื่น ว่าท่านทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ ท่านก็จะพูดว่า คนเรามันสร้างบารมีมาต่างๆ กัน จะให้ใจเหมือนกัน ทำเหมือนกัน มันเป็นไปไม่ได้ ท่านก็พูดเป็นกลางๆ อย่างนี้ตลอดมา ผู้เขียนเคยถามญาติๆ ขององค์หลวงปู่ดู พวกญาติๆ ของท่านก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า องค์หลวงปู่ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยพูดจาให้ผิดใจใครเลย ไม่เคยพูดให้คนเสียอกเสียใจเลย ซึ่งเป็นอุปนิสัยขององค์ท่านเอง
หูหนัก องค์ท่านเป็นพระหูหนัก ไม่วู่วามเชื่อง่าย ใครจะมาฟ้องท่าน ว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนั้นทำผิดอย่างนั้น คนนี้ทำผิดอย่างนี้ องค์ท่านก็จะรับฟังเฉยอยู่ แล้วท่านก็จะยิ้มๆ แล้วก็แล้วไป แต่ถ้าคนนั้นมาฟ้องถึงสองสามครั้ง องค์ท่านก็จะพูดแบบเย็นขึ้นว่า
“ผมอยู่กับหมู่กับเพื่อน อยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์เป็นอย่างนี้ ไม่เคยนำเรื่องต่างๆ ไปฟ้องร้องให้ท่านฟัง เพราะกลัวครูบาอาจารย์จะหนักใจ ถ้าไม่เป็นเรื่องหนักหนาอันใด เราก็จะพูดจา (เคลียร์) กันเสีย ไม่ให้ไปถึงครูบาอาจารย์ เป็นการช่วยรักษาความสงบ ความสามัคคี ช่วยท่าน” เล่นเอาพระที่ชอบฟ้องหงายหมาออกมา ไม่กล้าไปฟ้ององค์ท่านอีก แล้วท่านก็เล่าเรื่องปฏิบัติการอยู่กับครูบาอาจารย์ให้ฟังว่า
ขนาดสมัยเราอยู่อุปัฏฐากองค์หลวงปู่เสาร์ มีพระเณรเห็นท่านอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ บางท่านก็อยากจะทำบ้างจนถึงไปทำข้อวัตรตัดหน้าตัดหลัง ชิงทำก่อนท่านอยู่บ่อยๆ เพราะองค์หลวงปู่เสาร์เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ใครๆ ก็อยากปฏิบัติอุปัฏฐาก หลวงปู่บัวพาท่านก็ไม่ว่า ไม่หวง ปล่อยให้ทำ ตัวท่านก็เฝ้าดูแลอยู่ใกล้ๆ เขาทำอะไร ท่านก็ปล่อยให้ทำ ถ้าจัดสิ่งของตั้งสิ่งของใช้ไม่ถูก ท่านก็ไม่ว่า พอเขากลับไปแล้ว ท่านก็ไปจัดให้เข้าที่เดิมให้เป็นปรกติเหมือนไว้ทุกวัน เพราะกลัวว่าพระองค์ที่จัดไม่ถูก จะโดนครูบาอาจารย์ดุเอา ท่านก็เอาเวลาเขาออกไปแล้ว ไปจัดให้เรียบร้อยอย่างเก่า เช่นปูที่นอน ปูผ้าปูนั่ง ตั้งบาตร วางกระโถน ตั้งกาน้ำ เก็บย่าม เก็บผ้าสังฆา จีวร เครื่องใช้ต่างๆ ท่านจะไม่กันไม่หวงและก็ไม่พูดให้เขาเสียความรู้สึก เมื่อผู้ที่ทำ ไปแล้ว ท่านก็จัดบริขารดังกล่าวให้อยู่ในที่เดิม ให้อยู่สภาพเดิม ให้เป็นที่เรียบร้อยอย่างเดิม ไม่ให้ครูบาอาจารย์ว่าพระที่จัดบริขารไม่ถูกได้ นี่คือน้ำใจของพระผู้ใฝ่ความรักความสามัคคี มีความหวังดีต่อหมู่ต่อคณะ ทั้งครูบาอาจารย์ สุดที่จะหาที่ไหน ไม่มีอีกแล้วในพระปัจจุบัน ทุกวันนี้
13  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: พระครูปัญญาวิสุทธิ์ (หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส) วัดป่าพระสถิตย์ จ.หนองคาย เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 16:40:33
                     อุปาทานเป็นการสร้างทุกข์
                    เมื่อตอนสมัยที่องค์หลวงปู่บัวพาได้ไปฝึกหัดบำเพ็ญภาวนาอยู่ในสำนักแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นองค์หลวงปู่บัวพายังไม่ได้มาอยู่ฝึกหัดปฏิบัติกับองค์หลวงปู่เสาร์ มีพระที่ไปฝึกหัดปฏิบัติอยู่ด้วยกันหลายองค์ อยู่มาคืนหนึ่งเวลาประมาณ ๔-๕ ทุ่ม ได้ยินเสียงเกรียวกราวดังทางกุฏิพระท่านองค์หนึ่งพระที่อยู่ในวัดได้ยินเสียง ต่างองค์ก็ต่างพากันออกมาดูเพื่อรู้เหตุและพากันไปที่กุฏิของพระองค์ที่ท่านเกิดเหตุนั้น แต่พอไปถึง จึงได้รู้ว่าพระองค์นั้นโดนตะขาบกัด ร้องเสียงโอดโอยอยู่พระที่ไปดูเหตุการณ์ต่างองค์ก็ต่างติดไฟขึ้นให้สว่าง ช่วยกันหายาหาน้ำมัน ใครมียาอะไรดีก็นำออกมาใช้ แต่ปรากฏว่าไม่ได้ผล ความเจ็บปวดไม่ได้ทุเลาเบาบางลงได้เลย พระองค์นั้นแสดงอาการเจ็บปวดมาก ร้องครวญครางอยู่อย่างเจ็บปวดเป็นทุกข์ จึงร้องโอดโอยอยู่ พระที่ไปดูอาการบางองค์สอบถามว่า “เป็นอย่างไร อะไรกัด” ท่านก็บอกว่า “ตะขาบกัด” อีกองค์ก็ถามว่า “ทำอย่างไรถึงให้มันกัด กัดอยู่ที่ไหน” ท่านก็บอกว่า “กัดอยู่ที่นอน” พระที่ไปดูอาการต่างองค์ก็ต่างหาด เผื่อตะขาบมันซ่อนอยู่ตามที่นอนหมอนมุ้ง รื้อผ้ารื้อเสื่อ ค้นดูตรงนั้นตรงนี้หาไปหามา ก็ไปเจอแมงป่องไต่ออกจากหมอน พระองค์ที่เจอแมงป่องก็ร้องขึ้นว่า “โอ๊ย! นี่เจอตัวมันแล้ว แมงงอดตัวนี้เอง” พระอีกองค์ก็พูดขึ้นว่า “โอ๊ย! ปะสาแมงงอด ปวดอิหยังนักหนา ฮ่อง (ร้อง) คือสิตายแท่นะ” พระองค์ที่เจ็บปวดก็บอก “จริงหรือ? ผมปวดมากจริงๆ ถ้าเป็นแมงงอด ทำไมผมถึงปวดขนาดนี้ ผมว่าตะขาบกัดผมแน่ๆ ละ มันถึงได้ปวดขนาดนี้” พูดไปพูดมาใครๆ ก็ว่าตะขาบที่ไหน หาดูตรงที่ว่า เห็นแต่แมงงอดวิ่งหนี ตะขาบตะเข็บไม่เห็นมี พระองค์นั้นก็คุยกับหมู่เพลินไป ทั้งพูดทั้งหัวเราะ“โอ่! แมงงอดต่อยมันก็ปวดขนาดนี้น้อ” หมู่พวกพระเณรที่ไปด บางองค์ก็พูดว่า “แมงงอดตอดซื่อๆ สิเป็นหยัง” ก็ชวนกันกลับ พอจะกลับจริงๆ มีพระองค์หนึ่งจัดที่นอนให้ใหม่ ดึงผ้าไปดึงผ้ามา ไปยกเอาห่อผ้าครองขึ้นจัดที่ให้ ดันไปเจอตะขาบตัวบักใหญ่ วิ่งออกมาจากห่อผ้าครอง พระองค์นั้นก็ร้องขึ้นว่า “โอ้ นี่ไงตะขาบเจอตัวมันแล้ว” พระองค์ที่ถูกตะขาบกัดร้องโอ๊ยขึ้นทันที “ขี้เข็บกัดผม ขี้เข็บกัดผม ผมถึงปวดขนาดนี้” พระองค์ที่ถูกตะขาบกัดล้มลงนอนครางโอ๊ยๆ ปวดขึ้นกะทันหัน แกบอกว่า “ผมว่าแล้ว ผมว่าแล้ว ขี้เข็บกัดผม ขี้เข็บกัดผม ผมถึงปวดขนาดนี้ โอย! โอย! ผมว่าแล้ว ผมว่าแล้ว”
จำเป็น (สมควรแล้ว) พระองค์ที่ถูกตะขาบกัดต้องเจ็บปวดร้องโอดโอย นอนไม่หลับอยู่ตลอดคืน เรื่องกำลังใจนี่ก็แปลก พอใครก็ว่าแมงป่อง แกก็ไม่ปวดไม่คราง พูดจาอยู่กับหมู่เฉย พอไปเจอตะขาบตัวจริงเข้าเท่านั้น ล้มนอนร้องโอยๆ นอนไม่หลับทั้งคืน “น่าขบขันนะ เรื่องอุปาทานของคน” องค์หลวงปู่พูดแล้วก็ขบขันหัวเราะไปตามการเล่าให้พระเณรฟัง
14  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: พระครูปัญญาวิสุทธิ์ (หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส) วัดป่าพระสถิตย์ จ.หนองคาย เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 16:17:06
                           พระธรรมคำสอนขององค์หลวงปู่
                      ดังได้พูดมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า องค์หลวงปู่เป็นพระปฏิบัติ แต่ท่านไม่ค่อยเทศนา ยิ่งเป็นการเป็นงานยิ่งแล้วเลย แต่ก็มีอยู่บ้าง เวลาองค์ท่านอบรมพระเณรและญาติโยมอยู่ที่วัด ส่วนมากท่านจะแนะนำให้เข้าถึงพระไตรสรณคมน์เป็นเบื้องต้น จากนั้นท่านก็สอนให้ตั้งอยู่ในองค์ศีล อบรมให้ตั้งใจภาวนา คือท่านจะพูดไปอบรมไป ไม่ได้เทศน์เป็นกัณฑ์ เช่น องค์ท่านจะแนะนำว่า“พวกเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาได้พบพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นบุญอันเลิศ เป็นลาภอันประเสริฐ ที่เราได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา”
เมื่อเราเกิดมาได้บุญได้ลาภอันประเสริฐเช่นนี้แล้ว จงพากันตั้งอยู่ในความไม่ประมาทในชีวิต ในความเป็นอยู่ เพราะชีวิตและความเป็นอยู่เป็นสิ่งไม่แน่นอน จงรักษาบุญ รักษาลาภอันประเสริฐของเราเอาไว้ให้ได้ ถ้าผู้ใดเกิดความประมาทจะขาดทุนสูญกำไร ทำให้หลงไปทำบาปหยาบช้า ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เบียดเบียนบุคคลอื่นและสัตว์อื่น โทษของบาปกรรมนั้นๆ จะทำให้เราไปตกนรกหมกไหม้ ตกต่ำย่ำแย่ ตกระกำลำบาก จะทำให้เกิดมามีอายุสั้นเร็วพลันตายง่าย เกิดเป็นบ้าใบ้เสียจริตผิดมนุษย์ เกิดเป็นคนพิกลพิการ หูหนวก ตาบอด ง่อยเปลี้ยเสียขา เกิดมาไม่สมประกอบ ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรตอสุรกาย เปรตวิสัย ได้ไปสู่ภพภูมิอันต่ำ ที่เรียกว่าอบายภูมิ เพราะความประมาท ทำให้ได้ทำบาปทำกรรม จึงต้องได้รับผลของกรรมตามที่ตนได้ทำเอาไว้ เรียกว่าเกิดมาขาดทุนสูญกำไร จึงไม่สมควรกับทีเราเกิดมาเป็นมนุษย์ ได้มาพบพระพุทธศาสนาแต่ถ้าผู้ใดตั้งอยู่ในศีล เข้าถึงพระไตรสรณคมน์ ถือเอาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ว่าเป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึก ที่นับถือ ไม่มีสิ่งอื่นใดมายึดถือ ว่าเป็นที่พึ่งนอกจากคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้น ผู้มีศีลห้าและเข้าถึงคุณของพระรัตนตรัยอันแท้จริงเช่นนี้แล้ว ย่อมไปเกิดในที่สุขคติ โลกสวรรค์เสวยผลชมสมบัติอันเป็นทิพย์ หรือไม่ก็มาเกิดเป็นมนุษย์สมบัติ คือบุคคลผู้นั้นจะปิดอบายภูมิทั้งสี่ มีนรกเป็นต้น จะไม่ตกไปสู่โลกอันต่ำเป็นอันขาด คนเช่นนี้เรียกว่าเกิดมาไม่ขาดทุน เป็นผู้เกิดมาได้กำไร จึงได้ชื่อว่าไม่เสียชาติเกิด ผู้เข้าถึงพระไตรสรณคมน์อย่างแท้จริงเท่านั้นจะปิดอบายภูมิได้อย่างแน่นอนจากนั้นท่านจะอบรมการภาวนา ส่วนมากท่านจะเน้นการพิจารณากายให้เห็นเป็นอสุภะ เป็นของปฏิกูล หรือให้เห็นเป็นธาตุสี่ เพ่งพินิจให้คลายลงสู่ธาตุเดิม มีดิน น้ำ ลม ไฟ แยกธาตุสี่ ขันธ์ห้า ตลอดจนถึงแยกกายออกให้เป็นคนละชิ้นละส่วน ไม่ให้เห็นว่าเป็นของสวยของงาม ให้เห็นเป็นของปฏิกูล น่าเกลียด น่าขยะแขยง ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ให้เห็นเป็นสักแต่ว่าธาตุสี่ มีดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นธรรมธาตุเดิมของเขาเท่านั้น แล้วท่านก็พานั่งสงบไปเรื่อยๆ
15  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: พระครูปัญญาวิสุทธิ์ (หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส) วัดป่าพระสถิตย์ จ.หนองคาย เมื่อ: 07 กรกฎาคม 2569, 15:32:44
                          กิจนิมนต์ขององค์หลวงปู่บัวพา
                องค์หลวงปู่บัวพา องค์ท่านเป็นผู้สันโดษและเป็นพระไม่ขัดแย้งกับใคร ไม่เคยขึ้นเสียงขัดข้องหมองใจกับใคร การที่องค์หลวงปู่ท่านรับนิมนต์จำเป็นต่อการสะดวกของศรัทธาญาติโยมเป็นอย่างดี ขอให้องค์ท่านว่าง ใครมานิมนต์จะใกล้จะไกล จะเป็นใครมาจากที่ไหนองค์ท่านรับกิจนิมนต์หมด ขอให้กล่าวคำนิมนต์ให้ถูกต้อง โดยไม่ขัดข้องต่อพระวินัย บางรายก็มีอยู่บ้างที่องค์ท่านไม่รับนิมนต์ เพราะใช้คำนิมนต์ไม่ถูกต้องต่อพระวินัย บางคนเห็นองค์ท่านเป็นพระไม่ถือตัวและเข้าหาง่าย ก็ไม่คิดว่าท่านจะขัดข้องต่อท่าน ไปนิมนต์องค์ท่านว่า “ขอนิมนต์หลวงปู่ไปฉันข้าวที่บ้านผมผมจะทำบุญเลี้ยงพระในวันนั้นวันนี้” องค์ท่านจะบอกว่า “อาตมารับนิมนต์ไปฉันข้าวที่บ้านโยมไม่ได้ เพราะโยมนิมนต์ผิดพระวินัย” แล้วองค์ท่านก็อธิบายความในพระวินัยให้ฟัง เขาก็พูดว่า “ถ้าอย่างนั้นผมขอนิมนต์หลวงปู่ใหม่” องค์ท่านก็บอกว่า “ไปไม่ได้เพราะที่นิมนต์ใหม่นี้เป็นคำที่อาตมาบอก ไมใช่คำของโยมมานิมนต์”ถ้าใช้คำว่าฉันข้าว ฉันอาหาร ฉันขนม ที่บ้านผมจะทำบุญเลี้ยงพระ เช่นนี้รับรองได้ว่าไม่ได้องค์ท่านแน่ แต่ถ้ามีผู้ที่ได้รู้ได้รับการศึกษามาก่อน องค์ท่านจะให้ใช้คำว่า “ขอนิมนต์พระไปรับบิณฑบาตที่บ้านผมในวันนั้นวันนี้” องค์ท่านจะรับไปในงานนิมนต์ของญาติโยมอย่างทั่วหน้า จะเป็นคนร่ำรวยหรือคนยากคนจน ผู้ดีหรือไพร่ ที่ใกล้หรือที่ไกล องค์ท่านจะไปหมด ไม่มีที่ว่ารัก ที่ว่าชัง ที่มีคุณ หรือที่คนเขาไม่มีคุณ องค์ท่านไปให้เสมอภาคกันหมดเลย และจะไปตามนิมนต์ก่อนนิมนต์หลัง เว้นไว้แต่องค์ท่านติดรับนิมนต์ที่อื่นอยู่เท่านั้น แต่ถ้ามีกิจนิมนต์ภายในเขตบ้านหรืออำเภอหรือบ้านใกล้ๆ แถวนั้น องค์ท่านจะไปบิณฑบาตก่อนค่อยไปที่พื้นที่ แต่ถ้านิมนต์ทางไกล บางทีก็เดินทางไปหลายวัน จนองค์ท่านแก่เฒ่าชรามากแล้วก็ยังต้องไปในกิจนิมนต์อยู่ บางทีทางไกลองค์ท่านก็ไป ทางใกล้ก็ไปบางทีพวกพระเณรลูกหลานเห็นองค์ท่านไปในกิจนิมนต์มาก ก็เหนื่อยแทนองค์ท่าน เคยมีหลายครั้งที่พวกลูกศิษย์ลูกหาหลายๆ ท่านหลายๆ องค์ ขอนิมนต์ให้องค์ท่านอยู่อย่างสบาย ไม่ต้องรับกิจนิมนต์เพราะแก่มากแล้ว พวกลูกศิษย์ลูกหาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ องค์ท่านก็พูดยิ้มๆ ว่า “อาจารย์เราไปจนถึงวันตายพุ้นดิ้” พวกลูกศิษย์ลูกหาและญาติโยมชาววัดก็ได้รู้จะทำประการใด ได้แต่ ปรึกษาหารือกันอยู่และก็คอยดูแลการไปกิจนิมนต์ให้องค์ท่านและใช้อุบายเปลี่ยนกันพูดกับองค์ท่านบ่อยๆ ว่า “ขอนิมนต์องค์หลวงปู่อยู่ ไม่รับกิจนิมนต์” องค์ท่านก็ยืนกรานพูดคำเก่าขององค์ท่านอยู่ตามเดิม ด้วยเหตุนี้เองกิจนิมนต์ขององค์หลวงปู่จึงมากมาย ไม่มีเว้นแม้แต่คนทุกข์คนยาก คนใกล้คนไกล ขอให้เป็นกิจนิมนต์ที่ถูกต้องไม่ขัดข้องต่อพระวินัย องค์ท่านก็ไปขององค์ท่าน จนไปไม่ไหวจริงๆ
หน้า: [1] 2 3 ... 94
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!