ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์แห่งภาคอีสาน

ประวัติศาสตร์ บุคคลสำคัญ วัฒนธรรม ประเพณี พุทธสถานและแหล่งท่องเที่ยวภาคอีสาน => ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ท้องถิ่น => ข้อความที่เริ่มโดย: เต้ อุบล ที่ 05 ตุลาคม 2554, 00:19:23



หัวข้อ: อักษรธรรมอีสาน
เริ่มหัวข้อโดย: เต้ อุบล ที่ 05 ตุลาคม 2554, 00:19:23
 หมายถึง อักษรที่กลุ่มชนทางตะวันออกเฉียงเหนือใช้จดบันทึก ซึ่งทางภาคเหนือเรียกว่า อักษรตัวเมือง  อักษรธรรมหรือบางทีเรียกว่าอักษรยวน  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกอักษรชนิดนี้ว่า "อักษรธรรมอีสาน" เพื่อเน้นลักษณะบางอย่างที่แตกต่างจากอักษรธรรมเหนือ แต่อาจเรียกสั้น ๆ ว่า อักษรธรรมหรือหนังสือธรรม   ลักษณะตัวอักษรใกล้เคียงกับอักษรมอญ พม่า เป็นอักษรที่ใช้บันทึกเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา (คดีธรรม) เป็นส่วนใหญ่    ดังนั้นอักษรธรรมอีสานจึงมีความสำคัญเทียบเท่าอักษรขอม ซึ่งถือว่าเป็นอักษรศักดิ์สิทธ์

           อักษรตัวธรรมอีสาน มีรูปร่างคล้ายคลึงกับอักษรพื้นเมืองในภาคเหนือมากจนเกือบจะเป็นอักษรชนิดเดียวกัน  จึงทำให้คิดว่าอักษรธรรมอีสานและล้านช้างนั้นได้แบบอย่างมาจากอักษรมอญหริภุญชัย (ลำพูน) ซึ่งน่าจะผ่านอาณาจักรล้านนาก่อน   ทั้งนี้อาศัยจากข้อสันนิษฐานของ ดร.ฮันส์ เพนช์ ที่ว่า "อักษรยวน ในพระพุทธรูปที่เก่าแก่ที่สุดมีลักษณะใกล้เคียงกับอักษรมอญหริภุญชัย (ลำพูน) ที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกพุทธศตวรรษที่ ๑๘" (คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ ๒๕๑๙:๒๓) แล้วอาณาจักรล้านช้างจึงนำเอาอักษรยวนมาใช้ และวิวัฒนาการตามลำดับขั้นตอน จนกลายเป็นอักษรธรรมในอาณาจักรล้านช้าง แล้วถ่ายทอดเข้ามาแพร่หลายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

           อาณาจักรล้านช้างได้เข้ามามีอำนาจเหนือดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ในรัชกาลของพระเจ้าโพธิสาลราช (พ.ศ.๒๐๕๙ - ๒๐๙๑)  ในสมัยนี้ พระเจ้าโพธิสาลราช ได้มีการฟื้นฟูศาสนาอย่างแท้จริง  จึงอาจเป็นเหตุให้อักษรธรรมซึ่งเป็นอักษรสำหรับจารึกเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาลัทธิหินยาน และวรรณกรรมต่าง ๆ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาณาจักรล้านช้างได้รับจากล้านนาไทย แล้วเผยแพร่เข้ามาถึงดินแดนอีสานของไทย   นอกจากนี้ยังพบว่าวรรณกรรมอีสานที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากล้านช้างนั้น ส่วนใหญ่มีเค้าโครงเรื่องแบบเดียวกับวรรณกรรมล้านนา หรือภาคเหนือของไทยปัจจุบัน เช่น เรื่องจำปาสี่ต้น  ท้าวก่ำกาดำ  ลิ้นทอง (ทางภาคเหนือ เรียกว่า ชิวหาลิ้นคำ) สุพรมโมกขา ฯลฯ (วรรณกรรมเหล่านี้ไม่ปรากฏในภาคกลาง) ฉะนั้นจึงน่าเชื่อได้ว่ามีการสืบทอดวัฒนธรรมล้านนารวมทั้งอักษรเข้าสู่ดินแดนภาคอีสานของไทย โดยผ่านอาณาจักรล้านช้างนับแต่สมัยพระเจ้าโพธิสาลราช และทวีขึ้นในสมัยพระไชยเชษฐาธิราช โอรสของพระเจ้าโพธิสาลราช  ซึ่งเคยเสด็จไปครองเมืองเชียงใหม่ ประมาณ พ.ศ.๒๐๘๙ - ๒๐๙๑ ได้เสด็จกลับมาเป็นกษัตริย์ล้านช้างพร้อมกับนำสรรพวิชาการทั้งหลายรวมทั้งตำราทางพระพุทธศาสนา  วัฒนธรรมต่าง ๆ ทั้งด้านอักษรธรรมเข้ามาด้วย

           ชาวอีสานรับเอาอักษรธรรมมาใช้ในวัด พระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้สืบทอดพระศาสนา จึงจำเป็นต้องเรียนรู้อักษรธรรม รวมทั้งประชาชนใช้อย่างแพร่หลาย  โดยเฉพาะผู้ชายที่อยู่ในหมู่บ้านในเมืองจะอ่านหนังสือได้แทบทุกคน  เพราะทุกหมู่บ้านในภาคอีสานจะมีวัด เด็กอายุสิบกว่าขวบพ่อแม่จะให้บวชเณรเพื่อรับการศึกษาเบื้องต้น เรียนธรรมมะ เรียนอ่าน และจาร  เพราะคำสอนทางศาสนาต้องจารด้วยตัวธรรม   ดังนั้นอักษรธรรมจึงกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวอีสานซึ่งต่างไปจากภาคอื่น ๆ และเมื่ออีสานได้รับเอาอักษรธรรมมาใช้ก็ได้วิวัฒนาการเป็นของตนเอง มีรูปแบบและอักษรวิธีที่แตกต่างไปจากต้นแบบเดิมบ้าง และมีชื่อเรียกอักษรของตนเองว่า "อักษรธรรมอีสาน" เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างไปจากอักษรธรรมอื่น ๆ


หัวข้อ: Re: อักษรธรรมอีสาน
เริ่มหัวข้อโดย: เต้ อุบล ที่ 05 ตุลาคม 2554, 00:20:06
๑. พยัญชนะ อักษรธรรมอีสานมีพยัญชนะ ๒ แบบ คือ ตัวเต็ม และตัวเฟื้อง
     ๑.๑ ตัวเฟื้อง เป็นการตัดจากเชิงของตัวเต็มหรือสร้างขึ้นใหม่ บางครั้งเรียก "ตัวห้อย"
     ๑.๒ ตัวเต็ม เมื่อวางใต้พยัญชนะอื่นเมื่อเป็นตัวสะกดหรืออักษรประสม เรียกว่า "ตัวซ้อน"
     ๑.๓ บางตัวใช้เป็นพยัญชนะต้นอย่างเดียว จึงไม่มีตัวเฟื้องหรือตัวห้อย ขณะที่บางพยัญชนะมีตัวเฟื้องหลายแบบ เช่น ตัว ง ย ล เป็นต้น
     ๑.๔ อักษรธรรมที่ใช้เขียนบาลีใช้ตัว ป ตัวเดียว แต่ในภาษาถิ่นใช้แทนเสียง บ ด้วย จึงเขียนให้ต่างกันเล็กน้อย คือ ตัว ป ขอดหาง ตัว บ ไม่ขอดหาง
บางตำรา ตัว ป หางยาว (ธวัช ปุณโณทก.๒๕๔๐:หน้า ๖๙)
     ๑.๕ ตัว ฑ ใช้แทนเสียง ด ในภาษาถิ่น


หัวข้อ: Re: อักษรธรรมอีสาน
เริ่มหัวข้อโดย: เต้ อุบล ที่ 05 ตุลาคม 2554, 00:20:50
พยัญชนะอักษรธรรมอีสานที่ใช้เขียนภาษาไทยอีสาน เพิ่มตัว บ ฝ ฟ อ ฮ และ ย (หยาดน้ำ)

แบ่งเป็น ๓ หมู่ ดังต่อไปนี้


หัวข้อ: Re: อักษรธรรมอีสาน
เริ่มหัวข้อโดย: เต้ อุบล ที่ 05 ตุลาคม 2554, 00:22:39
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก
http://www.esanclick.com/newses.php?No=954
http://www.esansawang.in.th/tham/thamhome.htm
http://www.culture.lru.ac.th/index.php?option=com


หัวข้อ: Re: อักษรธรรมอีสาน
เริ่มหัวข้อโดย: คนโก้ ที่ 05 ตุลาคม 2554, 08:49:11
ตัวธรรมอีสานนี้เจอบ่อย  คณาจารย์บ้านเราศึกษาอ่านเขียนกันมาก ขอบคุณมากครับสำหรับข้อมูล 007


หัวข้อ: Re: อักษรธรรมอีสาน
เริ่มหัวข้อโดย: mr.kan ที่ 05 ตุลาคม 2554, 10:42:11
อ้ายเต้  แมนที่ ลป.คำบุ  ใช้เขียนหลังอ้ายบ่  นึกแล้วยังเจ็บแทนอ้านแต้บ่หายเลย   013   จังไดออกพรรษาก็หาเก็บตะกรุดไวฝากแนเด้อ  018


หัวข้อ: Re: อักษรธรรมอีสาน
เริ่มหัวข้อโดย: เต้ อุบล ที่ 05 ตุลาคม 2554, 10:45:58
คมชัดลึก :?อักษรธรรมลาว? เป็นอักษรที่คนโบราณในภาคอีสานใช้จารึกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความศักดิ์สิทธิ์ หลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา จารึกสรรพวิชา ตลอดจนจารึกขนบธรรมเนียมประเพณีมาเป็นเวลายาวนาน เราสามารถพบการจารึกอักษรธรรมลาวแบบนี้ได้ตามคัมภีร์ใบลานเก่าๆ ที่เรียกว่า ?หนังสือผูก?

พระเกจิอาจารย์ในภาคอีสานรูปหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญอักษรธรรมลาว คือ ?พระครูวิบูลย์นวกิจ? หรือ ?หลวงปู่คำบุ คุตตจิตโต? เจ้าอาวาสวัดกุดชมภู ต.กุดชมพู อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เป็นพระสงฆ์ที่เล่าขานกันว่า "ทรงคุณพุทธาคมเข้มขลัง"

ในช่วงที่หลวงปู่คำบุท่านออกธุดงค์ ท่านได้ไปร่ำเรียนวิชามาจากพระเกจิอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ของ ?ญาท่านกรรมฐานแพง? แห่งวัดสะเพือ อ.พิบูลมังสาหาร วิชาที่ท่านชำนาญและเชี่ยวชาญเป็นอย่างมากคือ ?การจารอักขระ อักษรธรรมลาว? ทั้งนี้ท่านทำพิธีลงเหล็กจารบนแผ่นหลังของผู้ที่ศรัทธา โดยลูกศิษย์มีคติความเชื่อว่าเป็น ?เมตตามหานิยมและวิชาทางคงกระพันชาตรี?
การลงเหล็กจารบนแผ่นหลังของหลวงปู่คำบุ จะไม่เหมือนกับการสักยันต์ เพราะการสักยันต์คือการนำเข็มสักจุ่มหมึกสัก และสักลงบนพื้นที่ที่จะสักเป็นจุดๆ ต่อเนื่องกันไปจนเกิดเป็นตัวอักขระ แต่การลงเหล็กจารจะเป็นการนำเหล็กปลายแหลมเขียนลงไปในบริเวณที่ต้องการเขียน
ทุกวันนี้ หากหลวงปู่ไม่มีกิจนิมนต์นอกวัด จะมีบรรดาผู้ศรัทธาในความขลังแวะเวียนเข้าไปให้ท่านลงเหล็กจารบนหลังมากมาย ในบางวันก็ต้องว่ากันตั้งแต่หลังเพลไปจนถึงสามสี่ทุ่ม จนกว่าจะหมดคน หลายต่อหลายคนเป็นผู้ที่มาลงครั้งแรก และอีกหลายต่อหลายคนที่วนเวียนมาลงโดยตั้งใจว่าจะต้องครบ ๗ ครั้ง ตามตำรา ขณะเดียวกันลูกศิษย์ได้นิมนต์ท่านมาจารยันต์บนแผ่นหลัง ที่วัดศรีสุดารามวรวิหาร บางขุนนนท์ กรุงเทพฯ เป็นครั้งคราว
มีคติความเชื่อในหมู่ลูกศิษย์ว่า ?ใครก็ตามที่ลงจารอักขระธรรมได้ครบ ๗ ครั้ง จะส่งผลให้อักขระธรรมที่ลงไปนั้นฝังลึกไปจนถึงกระดูก และถ้าสามารถประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งของครูบาอาจารย์อย่างเคร่งครัดแล้วล่ะก็ จะทำให้ผู้นั้นอยู่ยงคงกระพันต่อศัสตราวุธทั้งปวง ตลอดจนเป็นเมตตามหานิยมแก่ผู้ที่ได้พบเห็น?
นอกจากหลวงปู่คำบุท่านจะเก่งในเรื่องของการจารอักขระลงบนหลังของผู้ที่ศรัทธาแล้ว ตะกรุดที่ท่านสร้างขึ้นมาเช่น ตะกรุดปืนแตก ก็เด่นทางด้านมหาอำนาจ ตะกรุดรกแมว ก็เด่นทางด้านเมตตา แต่ทีเด็ดอีกอย่างหนึ่งของท่านคือ "ชานหมาก? ทั้งนี้ ท่านยังได้ใช้ชานหมากที่เคี้ยวขึ้นนี้ในการรักษาโรค เช่น โรคงูสวัส โรคตาแดง ฯลฯ
หลวงปู่มักสอนลูกศิษย์เสมอๆ ว่า ?ความละเอียดอ่อนของธรรมะอยู่ที่การปฏิบัติ เราต้องฝึกฝนและขัดเกลาตัวเองให้มากที่สุด ทุกวันนี้คนเราหย่อนยานในการปฏิบัติ คิดกันว่าศาสนาเสื่อม ศาสนาไม่เสื่อมหรอก ศาสนาขาวสะอาด เรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้เพราะใจคนมันเสื่อมลง เสื่อมลงจากศีล เสื่อมลงจากธรรม?
ส่วนชาติภูมิของหลวงปู่คำบุนั้น ?คำบุ คำงาม? เป็นชื่อและสกุลเดิมของท่าน เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๕ ณ บ้านกุดชมภู ตรงกับวันจันทร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีจอ โยมบิดาชื่อ นายสา โยมมารดาชื่อ นางหอม นามสกุล คำงาม
หลวงปู่เป็นลูกชายคนสุดท้องของพี่น้องทั้งหมด ๖ คน ในสมัยท่านยังเป็นเด็กน้อย บิดามารดาของท่านได้ให้ท่านบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดกุดชมภู เมื่อปี ๒๔๘๒ โดยมี ท่านพระครูญาณวิสุทธิคุณ (กอง) วัดตากโพธิ์ เป็นพระอุปัชฌาย์
เมื่อบวชแล้ว หลวงปู่คำบุได้มีโอกาสเดินทางไปกราบไหว้พระครูวิโรจน์รัตโนมล (หลวงปู่รอด นันตโร) อุปนิสัยของสามเณรคำบุ เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ จึงมีโอกาสได้พบกับพระอาจารย์รอด วัดบ้านม่วง ผู้เป็นศิษย์อุปัฏฐากหลวงปู่รอด นันตโร แห่งวัดทุ่งศรีเมือง ด้วยเหตุนี้ พระอาจารย์รอดจึงได้อยู่รับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่รอดจวบจนท่านได้มรณภาพลง พระอาจารย์รอดก็กลับมาพำนักพักที่วัดบ้านม่วงตามเดิม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  http://board.palungjit.com


หัวข้อ: อักษรธรรมอีสานเพิ่มเติม
เริ่มหัวข้อโดย: เต้ อุบล ที่ 05 ตุลาคม 2554, 11:47:45
อักขรวิธีของอักษรธรรมอีสาน
อักษรวิธีหรือการผสมอักษรธรรมอีสาน แตกต่างจากอักษรวิธีของอักษรไทยโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ อักษรไทยกำหนดให้วางพยัญชนะไว้บนบรรทัดเดียวกันหมด ทั้งพยัญชนะต้น พยัญชนะตัวสะกดและตัวควบกล้ำ ส่วนสระวางไว้รอบพยัญชนะต้น หรือวางไว้บน ล่าง หน้า หลังพยัญชนะได้

ส่วนอักขรวิธีของอักษรธรรมอีสานมีระเบียบวิธีที่แตกต่างออกไป แต่คล้ายคลึงกับอักษรวิธีของอักษรขอม โดยวางพยัญชนะต้นซึ่งใช้พยัญชนะตัวเต้มไว้บนบรรทัด ส่วนพยัญชนะซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวสะกด ตัวควบกล้ำ หรือตัวสะกดตัวตาม ในหลักสังโยคของภาษาบาลีซึ่งใช้รูปของพยัญชนะตัวเต็มบ้าง ตัวเฟื้องบ้างนั้นอาจวางไว้บนล่าง ข้างหน้า ข้างหลัง และหลังพยัญชนะได้

พยัญชนะของอักษรธรรมอีสาน
พยัญชนะของอักษรธรรมอีสานแบ่งได้เป็น 2 พวกใหญ่ คือ

พยัญชนะตัวเต็ม คือ รูปของพยัญชนะที่เขียนเต็มรูปตามรูปแบบของอักษรธรรมอีสานซึ่งมี 38 รูป ใช้เขียนบนบรรทัด ทำหน้าที่เป็นพยัญชนะต้น หรือบางตัวอาจทำหน้าที่เป็นตัวสะกดหรือตัวควบกล้ำได้ และในบางกรณีมีบางตัวใช้เขียนใต้บรรทัดซ้อนใต้พยัญชนะโดยทำหน้าที่เป็นตัวสะกด ตัวควบกล้ำ หรือตัวสะกดตัวตาม ในหลักสังโยคของภาษาบาลี
ตัวเฟื้อง บางครั้งเรียกว่า ตัวห้อย หรือ ตีน ซึ่งเหมือนกับเชิงในพยัญชนะขอม โดยนิยมเขียนใต้บรรทัด (ยกเว้นตัวเฟื้องของพยัญชนะ ร และแบบหนึ่งของ ง เฟื้อง) ตัวเฟื้องที่พบในอักษรธรรมอีสานมีทั้งหมด 19 ตัว ซึ่งตัวเฟื้องเหล่านี้มีหน้าที่เป็นพยัญชนะตัวต้นไม่ได้ จะใช้เขียนในกรณีที่พยัญชนะเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวสะกด หรือตัวควบกล้ำ หรือตัวสะกดตัวตามในหลักสังโยคของภาษาบาลี
ลักษณะของตัวอักษรธรรมดังภาพด้านล่างนี้ เป็นฟอนต์ที่อาจารย์สานิตย์ โภคาพันธ์ แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ได้ออกแบบสร้างขึ้น มี 2 แบบสำหรับการพิมพ์บนโปรแกรมจัดเอกสารทั่วไป (word) เรียกชื่อฟอนต์ว่า UbWManut และอักษรสำหรับโปรแกรมกราฟิก (PhotoShop) เรียก UbPManut ชื่อนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ อาจารย์มนัส สุขสาย ปราชญ์ท้องถิ่นอุบลฯ ผู้มีความสามารถด้านการอ่านและจารตัวอักษรธรรม อัษรไทยน้อย และเขียนเรื่องราวของตัวอักษรโบราณอีสานเผยแพร่