เรื่องเล่าของเดียรัจฉานวิชา
ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์แห่งภาคอีสาน
The Buddhist Art Conservation Club Of Esan (North Eastern Part Of Thailand)
07 มิถุนายน 2563, 13:15:31 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

กติกาในการ เช่า-แลกเปลี่ยนพระเครื่อง | พระเครื่องเมืองอุบลราชธานี | แจ้งปัญหาการใช้งาน
แจ้งเรื่องการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่จะให้เช่าพระเครื่องฯ | วิธีสมัครสมาชิกเว็บ

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เรื่องเล่าของเดียรัจฉานวิชา  (อ่าน 33370 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
vs12
VIP Member
*****

พลังน้ำใจ : 587
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 331

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 14 : Exp 73%
HP: 0.1%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: 17 พฤศจิกายน 2554, 15:16:23 »

เรื่องเล่าของเดียรัจฉานวิชา
________________________________________
    เขต ชายแดนติดต่อประเทศไทยและภาคเหนือของเขมรแห่งหนึ่ง เส้นทางแสนจะลำบากลำเค็ญในทุก ๆ ฤดู เป็นเวรกรรมของผู้ที่ใช้เส้นทางนี้ หมู่บ้านมะแว้ง ตั้งอยู่กลางดงไม้อันหนาแน่นไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นผู้ริเริ่มในการมา ลงหลักปักฐาน ถึงแม้นจะเป็นกลางดงลึก แต่ก็มีผู้คนอาศัยอยู่เกือบ ๕๐ หลังคาเรือน อาจจะเป็นเพราะดินค่อนข้างต่ำ น้ำค่อนข้างชุ่ม จากต้นน้ำหลาย ๆ สายของทิวเขาตลอดชายแดน
  ก่อนจะเข้าพรรษาประมาณเดือน พฤษภาคม   ก่อนฝนจะมาชาวบ้านมะแว้ง ได้มีโอกาสต้อนรับ พระภิกษุสงฆ์วัยชรารูปหนึ่งอายุ ราว ๆ ๖๐ เศษ ท่านได้ธุดงค์ผ่านมา           ท่านปรารภว่า " เข้าพรรษาปีนี้อาตมาประสงค์จะจำวัดที่หมู้บ้านมะแว้งแห่งนี้ " พุทธบริษัทต่างปรีดาปราโมทย์เป็นยิ่งนัก จึงพร้อมใจกันสร้างกุฏิขึ้น ๑ หลัง เลือกสถานที่เริ่มแม่น้ำเพราะเห็นวิเวกดี

   ชาวบ้านมะแวังมีอุปนิสัยชอบในการทำบุญ ถึงแม้จะเป็นหมู่บ้านที่ยากจนแต่ทุกคนมีศีลธรรมรักใครกรมเกียวกันดี จึงทำให้หลวงพ่อพระธดงค์ได้พำนักอย่างสบายใจ ในพรรษาชาวบ้านได้อยู่เย็นเป็นสุขกันมา จนกระทั้งผ่านมาถึงเดือนสุดท้ายก่อนออกพรรษา ข้าวในนาตั้งรวง อากาศเย็นเริ่มโชยมา ท้องฟ้าที่เคยมืดมิดเพราะเมฆฝนหายไป มีแต่ปุยฝ้ายเข้ามาแทนที่ ท้องฟ้าสีเงิน ตัดเมฆงามตายิ่งนัก แต่น้ำในห้วยเริ่มขาดแคลน
แล้วข่าวร้ายก็ได้กระจายทั่วหมู่บ้าน หมูแม่พันธุ์ที่มีอยู่ตัวเดียวของนายมิ่ง ที่เลี้ยงไว้ไต้ถุนบ้าน ได้หายไปในตอนกลางคืน นายพรานคงชี้ชัดบอกว่า เสือมาคาบเอาไปกินเพราะบริเวรรอบบ้านมีรอยเท้าเสือเกลือนไปหมด ตั้งแต่นั้นมาวัวควายก็ทยอยหายไปเรื่อย ๆ แม้แต่สัตว์เล็กอย่างเป็ดไก่ก็พลอยหายไปด้วยเป็นที่หวาดผวาของชาวบ้านมะแว้ง ใครมีวัวมีควายต่างก็นำมาผูกรวมกันไว้คอกกลางหมู่บ้านและได้ก่อไฟเปลี่ยนเวร ยามกันอย่างแน่นหนา
  พอค่ำหน่อยต่างก็ปิดประตูหน้าต่างกันเงี่ยบไม่ได้ยินแม้แต่เด็กที่ร้องให้ เพราะกลัวเสือมันจะมาคาบเอาไปกิน ใครจะมีธุระกลางค่ำกลางคืนมาจะไม่คนเป็นประตูรับเป็นอันขาด ถ้ามีปวดท้องก็กลั้นเอากลั้นไม่อยู่ก็จะต้องมีคนมาคุมไม่น้อยกว่า ๓-๖ ยืนคุมพร้อมด้วยอาวุธที่มี.. ส่วนมากจะไม่มีใครกล้าลงจากบ้านกันเลย
   และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ชาวบ้านมะแว้งต้องสยองขัวญเพราะเสือได้คาบหมูของ นายอินนางจันทร์สองสามีภรรยาเอาไปกิน หมาเลี้ยงไว้หลายตัวแต่ละตัวล้วนแต่ดุ ๆ เห่าเก่ง วันที่เกิดเหตุต่างไม่มีตัวไหนเลยที่จะส่งเสียงมาเตือน พวกมันมัวไปทำอะไรอยู่ที่ไหนกัน พรานคงได้นำชายหนุ่มฉกรรจ์ออกตามรอยเท้าเสือพบเศษซากของหมู เกลื่อนกลาดไปเป็นทาง
   อีกหนึ่งอาทิตย์จะออกพรรษาหัวหน้าชาวบ้านเรียกลูกบ้านมาประชุมกันถึงเรื่อง งานบุญปีนี้จะเอาอย่างไรกันดีเพราะได้มีเสือเข้าในหมู่บ้าน และได้มีผู้กล้าหาญ ๕-๖ อาสาออกไปจัดการกับเสือร้ายโดยนายพรานคงเป็นหัวหน้า พรานคงให้นายวินเป็นคนเอาหมูออกไปผูกล่อเสือตรงกลางทุ่งแล้วพวกขางพรานคงก็ ทำคัดห้างที่ต้นไม้ใหญ่คอยจ้องมองว่าเสือมันจะมาคาบเอาหมูที่ผูกไว้เมื่อไหร
  เสือมันก็รู้ตัวไม่ยอมโผลมาให้เห็น คืนที่สองก็แล้วจนกระทั้งคืนที่สาม ดวงจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำแสงจากดวงจันทร์สว่างจ้า ลมเย็น ๆ เริ่มโรยตัวลงมาแต่เหล่านายพรานคงยังคงถือปืนจ้องไปที่หมูที่ผูกเอาไว้ เสียงจิ้งหรีดที่พากันร้องจ้าจนแสบแก้วหูพลันพาพร้อมใจกันหยุดร้องเงี่ยบก ริบแม้แต่ลมก็พลอยจะหยุดไปด้วย ลมโชยมาอีกครั้งคราวนี้ได้กลิ่นสาบและร่างของเสือ็ปรากฏขึ้น หมูที่ผูกไว้มันรู้ว่าภัยได้มาถึงตัวมันแล้วมันดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเพื่อให้ เชือกที่ผูกมัดไว้กับตอไม้หลุดออกแต่ก็ไม่พ้นจากกรงเล็บของเจ้าลายพลาดกลอน ไปได้ นายพรานคงถึงกับผงะเพราะเสือตัวใหญ่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย พอตั้งสติได้จึงยกปืนแก๊ปเล็งและวาดกระบอกปืนไปที่ร่างของเสือ เสียงปืนดังสนั้นหวั่นไหว

ทุกคนเห็นชัด ๆ ว่าเสือกระเด็นไปตามแรงของปืน แต่อะไรนั้นมันลุกขึ้นยืนสะบัดขนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และก็ได้คาบเอาเหยื่อแล้วเดินหายลับไปต่อหน้านายพรานคง ทุกคนตลึงอ้าปากค้าง
รุ่งเช้าทุกคนออกตามรอยเสือไป ไม่มีแม้แต่รอยเลือดของเสือคงมีแต่เลือดของเหยื่อเท่านั้นปืนของนายพรานคงทำ อะไรมันไม่ได้เลยเหรอ ข่าวเสือร้ายบุกเข้าไปคาบสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน นายอำเภอและตำรวจได้ออกมาช่วยไล่ล่าเสือแต่ไม่มีวี่แววของเสือมาให้เห็นเลย จนกระทั้งออกพรรษา ทุกคนลงความเห็นว่ามันคงแผ่นไปไกลไม่มาในหมู่บ้านนี้แล้ว ต่างคนก็ดีใจที่จะได้ไม่ต้องขวัญหนีดีฝ่อกันอีกแล้วต่างประกอบอาชีพกันตาม ปกติ หลังจากออกพรรษาไปได้ ๓ วัน ลูกสาวของพรานคงเอาขนมไปให้ยายที่บ้านท้ายทุ้ง ก็ถูกเสือคาบเอาไปกิน ร่องรอยเสือแทะจนเหลือแต่กระดูก ตับไตไส้พุงหายเกลี้ยง มันต้องเป็นเสือตัวเดียวกับตัวเดิมนั้นเอง
ชาวบ้านมะแว้งต้องขวัญเสีย อยู่กันอย่างหวาดผวาอีกครั้ง และไม่กี่วันถัดมา มีเด็กถูกเสือคาบเอาไปกินอีก.... เป็ดไก่วัวควายก็เริ่มหายไป ในที่สุดพวกชาวบ้านก็อพยพหนีจนเกือบจะหมดหมู่บ้าน พากันทิ้งข้าวในนาที่กำลังออกรวงเหลืองอร่าม
ท่ามกลางความเงียบและน่า กลัว ได้มีเกวียนเทียมวัวบรรทุกขายสินค้าพาสองสามีภรรยาวัยชราผ่านมาพบกับชาวบ้าน ชุดสุดท้ายที่เตียมอพยพลูกเมียออกจากหมู่บ้าน พอชายชราเห็นดังนั้นจึงได้ถามไถ่ได้ความมาว่าเสือร้ายได้มีก่อกวนจนเหลือทน แล้ว พ่อเฒ่าทั้งสองก็เหมือนกันต้องรีบออกไปจากหมู่บ้านนี้ก่อนมืดค่ำเดี๋ยวจะไม่ ทันการ
 ชายชราได้ฟังแล้วก็พูดขึ้นว่านี้ก็เย็นแล้วเห็นจะไม่ทันแล้ว และได้ขอร้องขอให้ทุกคนอยู่แต่ในที่พัก หากว่าคืนนี้มีเสียงอึกทึกครึกโครมอะไรห้ามออกมาดูและส่งเสียงเป็นอันขาด ยายได้ไปชวนพวกผู้หญิงทำอาหารเย็นไว้กินกันก่อนที่จะมืด ฝ่ายตาก็ได้เข้าไปทำพิธีในเกวียน
  คืนวันเพ็ญเดือน ๑๒ แสงจันทร์ได้สาดส่องให้เห็นอะไรในตอนคืนได้เหมือนกับกลางวัน เวลาผ่านไปเลยเที่ยงคืนลูกเด็กเล็กแดงได้นอนหลับกันหมดแล้วยังคงมีแต่พวก ผู้ใหญ่ที่คอยเงี่ยหูฟังว่าคืนนี้จะเกิดอะไรขึ้น และทุกคนต่างก็สดุ้งเมื่อได้ยินเสียงหายใจฟืดฟาด เหมือนเสียงวัวควายชนกัน กลางแสงจัทนร์นั้น ควายสีดำเป็นมันล่ำพี ๒ ตัว กำลังต่อสู่กับเสือขนาดมหึมา ควายตัวหนึ่งนั้นถูกแรงตบจากอุ้งมือเสือกระเด็นไปแต่ ควายอีกตัวกระโจรเข้าขวิดทันทีเมื่อเสืองับคอควายตัวที่กระเด็น นอกจากจะไม่ระคายหนังควายแล้ว เสือยังถูกแรงสบัดหลุดกระเด็นแถมถูกซ้ำด้วยการขวิดของควายอีกตัวเข้าด้าน หลัง ในที่สุดเสือพยายามหนีเพราะควาย ๒ ตัวรุมเสืออย่างไม่ให้ตั้งตัวติด
และ ในที่สุดควายตัวหนึ่งพุ่งชน ร่างกระเด็นลอยสูงไปตกบนหลังคากระท่อม จากนั้นมันกระโจนหายไปอย่างไม่รู้ทิศทาง และไม่มีใครรู้ว่ามันไปไหน ควายสองตัวเดินสะบัดหัวสะบัดหางเฉียดเกวียนสองตายายแล้วร่างของควายทั้ง สองก็หายวับจากสายตาที่จ้องมองอย่างใจจดใจจ่อ
รุ่งเช้าพวกชาวบ้านที่ยัง เหลืออยู่ได้พากันดีใจ ได้เตียมอาหารหวานคาวเพื่อไปทำบุญเพราะเรื่องร้าย ๆ ได้มลายหายไปแล้วชาวบ้านไม่ลืมที่ไปชวนสองตายายไปใส่บาตรด้วยกัน และพวกชาวบ้านได้พากันตะลึงอ้าปากค้างก้าวขาไม่ออกเพราะภาพที่เห็น
ที่ หน้ากุฏิร่างของของหลวงตานอนหายใจระรวย ตามตัวมีบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง เลือดสด ๆ ไหลโกรกออกมาจากบาดแผล ตามร่างกายชุ่มโชกไปด้วยเลือด จมูกและปากก็มีเลือดไหล อะไรหรือนั้นที่ท่อนล่างตั้งแต่ท่อนเอวลงไป เป็นร่างของเสือลายพลาดกลอนเหลืองดำ หางสั่นระริกแสดงว่าใกล้จะสิ้นใจเต็มทนแล้ว
สายตาของหลวงตาเต็มไปด้วย ความเศร้าสร้อย เหมือนจะบอกว่า มีใครบ้างอยากตกอยู่ในสภาพอย่างนี้ ทุกอย่างเป็นกฏของกรรม โดยแท้ เพราะเป็นพระแทนที่จะเจริญศีลภาวนากลับมุ่งร่ำเรียนแต่ เดียรัจฉานวิชา...ผลจึงออกมาเช่นนี้....

ที่มา godgram

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 พฤศจิกายน 2554, 21:00:13 โดย vs12 » บันทึกการเข้า
vs12
VIP Member
*****

พลังน้ำใจ : 587
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 331

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 14 : Exp 73%
HP: 0.1%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 17 พฤศจิกายน 2554, 15:21:19 »

แม่โพสพรอด ข้าวเปลือกรอด
พระครูนิวาสธรรมขันธ์ (เดิม พุทธสโร) วัดหนองโพ ต.หนองโพ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์
         แม่โพสพรอดเป็นเครื่องรางชนิดหนึ่งมีอภินิหารมหัศจรรย์ยิ่งนัก หลวงพ่อเดิมมักสั่งลูกศิษย์ให้เสาะหาเก็บเอาไว้ หลวงพ่อบอกว่าเขารบทัพจับศึกกันในสมัยโบราณนั้น ใครมีแม่โพสพรอดจะได้กลับมาเห็นหน้าลูกเมียทุกคน เพราะตามธรรมดาเขานับถือพระแม่โพสพอยู่แล้ว เวลาจะกินก็เสกข้าว(เปล่า)กินก่อน ๓ คำ เวลากินอิ่มแล้วก็ยกมือไหว้พระแม่โพสพระลึกถึงพระคุณ
       โดยระหว่างที่กินข้าวนั้นถ้าหากเห็นว่ามีข้าวเปลือกปนอยู่ในจานข้าวสวยก็จง เลือกออกมาดู ถ้าหากมีเมล็ดไหนแตกหรือมีรอยร้าวที่เปลือกแสดงว่าใช้ไม่ได้ให้ทิ้งไป หากว่าเมล็ดใดแข็งและไม่มีรอยแตกรอยร้าว คงสภาพเหมือนเดิมให้เก็บเอาไว้เพราะนี่คือ แม่โพสพรอด ถือว่าเป็นของกายสิทธิ์ตามธรรมชาติ เพราะถือเคล็ดเอาว่า รอดจากการสีข้าว หรือ รอดจากการตำข้าว รอดจากการเก็บ การหากาก รอดจากการหุงด้วยความร้อนโดยเปลือกเมล็ดไม่แตก จึงเรียกว่า แม่โพสพรอด หรือ ข้าวเปลือกรอด บางตำราว่าข้าวเพชรหลีกก็มี
สรรพคุณก็ตรงตามชื่อ คือแคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายต่าง ๆ นานา เมื่อได้มาแล้วถ้าหากหลวงพ่อเดิมยังอยู่ท่านจะให้หาหลอดเงินเล็ก ๆ บรรจุ ข้าวเอาไว้สัก ๓ เม็ด เป็นเคล็ดหมายถึงคุณพระรัตนตรัย แล้วนำมาให้ท่านปลุกเสกแล้วฝังติดตัวที่ต้นแขน แล้วท่านก็จะมอบคาถาปลุกเสกแม่โพสพรอดให้เพื่อสวดกำกับ
เคล็ดการ เก็บเม็ดข้าวแม่โพสพรอด หรือข้าวเปลือกรอดคือเวลาหยิบให้กลั้นใจหยิบด้วยคาถาที่เป็นมงคล เช่น พุทโธ ธัมโม สังโฆ หรือ อิ สฺวา สุ เช่นเมื่อกินข้าวแล้วพบเมล็ดข้าวเปลือกเมล็ดแรกก็กลั้นใจหยิบขึ้นมาโดยว่า พุทโธ หรือ อิ หากพบเมล็ดที่ ๒ ก็กลั้นใจหยิบโดยว่า ธัมโม หรือ สวา หากพบเมล็ดที่ ๓ ก็ กลั้นใจหยิบโดยว่า สังโฆ หรือ สุ เวลาว่าคาถาให้ว่าในใจ
        หากเก็บมาแล้วตรวจลักษณะของข้าวเปลือกแล้วว่าตรงกับตำราก็ให้เก็บเอาไว้ แต่หากไม่ตรงกับตำราก็ทิ้งไป เวลาพบใหม่ก็ให้ว่าคาถาเดิมของเมล็ดที่เสีย เช่น เราเก็บมาได้เมล็ดแรกแล้วด้วยคำว่า อิ แล้วต่อไปเมล็ดที่สองเราเก็บด้วยคำว่า สวา แต่บังเอิญเป็นเมล็ดแตก เมื่อเราพบใหม่ก็เก็บด้วยคำเดิมของเมล็ดที่เสียเพราะถือว่ายังไม่ได้เมล็ด นั้นมาเป็นต้น บางคนจะเก็บด้วยคาถาหัวใจนวหรคุณคือ อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ ให้ครบ ๙ เมล็ด เพราะถือเสียงพ้องกับคำว่า ก้าวหน้าอันหมายถึงเจริญรุ่งเรืองนั่นเอง
เมื่อเก็บได้ครบตามจำนวนแล้วก็ ให้จัดดอกไม้ธูปเทียนเลือกเอาวันดีคืนดีระลึกถึงหลวงพ่อเดิม ขอประสิทธิจากหลวงพ่อเสียก่อนแล้วจึงปลุกด้วยคาถาที่ท่านมอบให้ดังนี้
คาถาเสกพระแม่โพสพรอด นะโม ๓ จบ แล้วว่าโองการดังต่อไปนี้
 ?โอม นมัสการ ข้อขอให้พระพุทธะคุณนัง พระธัมมะคุณนัง พระสังฆะคุณนัง บิดาคุณนัง มารดาคุณนัง ข้าจะขอนมัสการครูบาอาจารย์เสร็จ ข้าจะเชิญพระสรรเพชรเสด็จมาอยู่เหนือเกล้าเหนือผม ขอเชิญพระพรหมมาเป็นตาซ้าย ขอเชิญพระนารายณ์มาเป็นตาขวา ขอเชิญพระแม่คงคามาเป็นน้ำลาย ขอเชิญพระพายมาเป็นลมปาก ขอเชิญพระโองการมาเป็นหัวใจ ข้าไซร้จะปลุกเสกพระโพสพรอดด้วยพระคาถา อาจาริโยปัญญาวุฒโธ
สิทธิอาจาริยะ สะพุทโธโรกัสสะปุริสสะธรรมะ มะมะยะมะราชะโน สุคะโต อะระหัง สัพพะปาปะกัง กะระนังวิยะยะธา กัณหะเณหะ อิกะวิติ พุทโธท้าวเวสสุวัณโณ อะระหังตัสสะ คะเตสิก คะเตสิก กิงกะระนัง พระอะระหังปิดทวารทั้งเก้า นะอุด โมอัด พุทธสะกัด ธาปิดมิดชิด เอกะนามะกิง กิงกะระนัง พระอะระหังปิดทวารทั้งเก้า ปุเรปุเร ปุเรมารัง ปุรังมามิ โหติสัมภะโว?
เพียงเท่านี้ก็เป็นอันว่าท่านได้เครื่องรางชั้นยอดชนิดหนึ่งจากหลวงพ่อเดิมเอาไว้ติดตัว ให้หมั่นสวดคาถาปลุกระลึกถึงหลวงพ่อเดิมบ่อย ๆ เถิด (ขอบคุณคุณไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม เจ้าของข้อมูล)

บันทึกการเข้า
vs12
VIP Member
*****

พลังน้ำใจ : 587
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 331

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 14 : Exp 73%
HP: 0.1%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 17 พฤศจิกายน 2554, 15:25:23 »

 แฟนพันธุ์แท้
    ผมเคยเห็นคนที่ทั้งแขวน และพกพระเครื่องเป็นจำนวนเยอะ ๆ มาเป็นอันมากทุกคนล้วนมีวิธีแขวน
และพกคล้าย ๆ กันคือ ใส่สร้อยคอ, แหนบ, ตะกรุดคาดเอว และกระเป๋าถือ หรือสะพาย
อย่าง เช่น อ.อนันต์ สวัสดิสวนีย์ แขวนพระในสร้อยคอเพียงองค์เดียว แต่กระเป๋าเล็ก ๆ ที่ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ มีทั้งพระเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งรูปภาพหรือแม้แต่ตะกรุด อัดแน่นไปหมด
พระในคอของ อ.อนันต์ น่าสนใจมากเป็นพระโบราณ ทำด้วยหินทิชชัน (ไม่รู้เรียกถูกหรือเปล่า) ปางสะดุ้งมารตกทอดมาแต่ปู่ย่าตาทวดของพ่อตา ซึ่งมีเชื้อสายเป็นเจ้านายของลาวในอดีต
เคยมีคนเอาสมเด็จบางขุนพรหมแท้ ๆ มาขอแลกก็ยังไม่ยอม
ใครรู้จักมักจี่กับ อ.อนันต์ ให้ขอดู จะสวยซึ้งตรึงใจแค่ไหนก็จะเห็นเอง
อ.เบิ้ม สุวัฒน์ มีพระในสร้อยคอมากขึ้นหน่อย บางทีคล้อง 2 พวง แต่กระเป๋าสะพายบ่ามีสารพัดของขลังเพียบแปร้ทั้งพระผง ทั้งเหรียญ สีผึ้ง น้ำมัน ครบถ้วนพร้อมใช้ พร้อมแจกญาติโกโหติกา ทุกเวลา
พระในคอจะแขวนเป็น เหลักอยู่ 2 องค์ คือ เหรียญรุ่น 2 ของหลวงปู่โต๊ะ วัดประดูฉิมพลี และ พระปรกโพธิ์ ของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว (องค์นี้เอาเม็ดยาจินดามณีแปะไว้ที่พระหัตถ์พระ 1 เม็ด อีกด้วย)
ส่วนสร้อยเส้นหนึ่งจะเป็นตะกรุด 9 ดอก ของหลวงพ่อหนูอินทร์ จ.กาฬสินธุ์
ไม่นับตะกรุดคาดเอวอีกคนละสายที่ทั้ง 2 อาจารย์มีเหมือนกัน
ถ้า จำไม่ผิด อ.อนันต์ จะคาดเอวด้วยตะกรุด หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน, หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง, หลวงพ่อพิธ วัดฆะมัง และหลวงพ่อโพธิ์ วัดวังหมาเน่า
ส่วน อ.เบิ้ม สุวัฒน์ คาดเอวด้วยตะกรุด หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน, หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง, หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี และหลวงพ่อสังข์ วัดบ้านกลอ (ใหม่)
    นี่พูดถึงเฉพาะคนที่รู้จัก คนที่เคารพนับถือกันเท่านั้น ไม่รวมคนอื่น ๆ ซึ่งก็มีวิธีแขวน และพกของขลังทำนองเดียวกันนี้เหมือนกันใครจะแขวนจะพกพระได้มากแค่ไหน ก็ยังดูเป็นปกติธรรมดา ไม่เห็นแปลก
แต่ถ้าพูดถึง คุณทวีพร ทองคำใบ ทุกคนจะยอมรับนับถือว่าท่านผู้นี้เป็นยอดในการแขวนและพกพระ
เฉพาะ สร้อยคอก็อย่างน้อย ๆ 5 เส้น แหนบอีกนับสิบ กระเป๋าถืออีกร่วมร้อยองค์ ตะกรุดคาดเอวอีก 3 เส้น พระทุกองค์เลี่ยมตลับเงินอย่างดี คิดดูจะหนักแค่ไหนบางวันแบกไม้เท้าเสกของหลวงปู่พรหมาไว้ไล่หมา ขณะปั่นจักรยานก็ยังเคยเห็นคุณทวีพร ทองคำใบ เป็นนักวาดภาพแสตมป์มือฉมังของเมืองไทย
และเป็นคนที่เรียกว่า ?ตกน้ำไม่ไหล?คือตกน้ำตรงไหน ก็งมเอาตรงนั้นเลย
เมื่อเปรียบกับคุณทวีพรแล้ว คนอื่น ๆ จะจ้องเจียมเนื้อเจียมตัว
ถึง จะถือว่าคุณทวีพรเป็นแชมป์ในการแขวนและพกพระในหมู่พวกเราแล้วก็ตาม แต่คุณทวีพร จะเทียบกับ คุณวสุธร โง้วศิลปศาสตร์ (ตี๋) ไม่ได้เลย ต่อไปนี้ผมจะเรียกคุณวสุธรว่า คุณตี๋ ตามถนัดปาก
คุณตี๋เอาพระทั้งแบบผง และโลหะสารพัดหลวงพ่อหลวงปู่ ทั้งประเทศมาเลี่ยมพลาสติก และร้อยพระสานประกอบกันจนกลายเป็นเสื้อสวมใส่ได้คะเนว่าจะมีพระทั้งหมดรวม แล้วประมาณ 300 องค์
มีอยู่คนหนึ่งเคยทำในลักษณะคล้าย ๆ กับคุณตี๋มาก่อน คือ เอาพระมาร้อยรวมกันหลายสิบองค์ จนกลายเป็นหมวก เสียแต่จำชื่อไม่ได้ จำได้แค่ว่าเป็นชาวจังหวัดลำปางแต่คุณตี๋บอกว่าไม่ได้ลอกไอเดียนี้จากใคร คุณตี๋คิดขึ้นเอง ถ้าบังเอิญไปตรงกันก็ช่วยไม่ได้  เสื้อพระนี้คิดทำขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว
เหตุที่คิดทำก็เพราะว่าอยากแขวน อยากพกพระทั้งหมดที่มีอยู่
พอคิดได้ก็ลงมือทำทันที พอทำเสร็จก็เลื่อนชั้นขึ้นมาเป็นแชมป์พกพระอย่างสง่าผ่าเผยทันทีเหมือนกัน
เหตุที่คุณตี๋หันมาสนใจพระ ชอบพระ และพกพระอย่างเป็นชีวิตจิตใจก็เพราะได้ประสบอภินิหารของ หลวงพ่อเกษม เขมโก
เรียกว่าเป็นประสบการณ์สำคัญ และยิ่งใหญ่ที่ทำให้ชีวิตจิตใจคุณตี๋มีแต่พระเต็มหมดทั้ง 4 ห้องหัวใจ
ไม่มีสักห้องเดียวจะว่างไว้ให้ผู้หญิงอีกด้วย
สาวไหนไม่เชื่อลอง ๆ ไปติดตอขอเช่าสักห้องดูสิครับว่าจะเต็มจริงหรือไม่
ตอน ที่คุณตี๋มีอายุได้ 20 ปี (ปัจจุบัน 41) คุณตี๋มีแค่ เหรียญหลวงพ่อเกษม รุ่น 6 รอบ (สมทบทุนสร้างโรงพยาบาลสงฆ์) อยู่เพียงเหรียญเดียว ลักษณะเป็นเหรียญกลมมีรูปหลวงพ่อนั่งเต็มองค์อยู่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังก็อีกแล้วครับ...ลืม
     คืนหนึ่งราว ๆ ตี 2 ไม่รู้นึกยังไง ไปนั่งเล่นอยู่บริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอุบลราชธานี อยู่เพียงคนเดียว กำลังเพลิน ๆ ก็สะดุ้งโหยง เพราะเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว เห็นคนกำลังไล่ยิงกันอยู่ใกล้ ๆ
คนถูกไล่ยิงไม่มีปืนก็วิ่งหนีอย่างเดียว คนไล่ยิงมีปืนก็ไล่ยิงอย่างเดียว
ทั้ง คนหนีและคนไล่วิ่งมาทางเดียวกัน คือตรงมาหาคุณตี๋ พอถึงตัวคุณตี๋คนหนีก็คว้าตัวคุณตี๋ไว้เป็นกำบัง โดยเอาตัวของตนเองไปซ่อนอยู่ข้างหลังคุณตี๋ซะเฉย ๆ
คุณตี๋นี่ก็ช่างกระไรเลย ดันตัวแข็งตกใจ ทำอะไรไม่ถูกไปเสียอีก
คน ไล่ยิงพอตามมาถึงก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม จ่อปืนยิงต่อ โดยเล็งปืนผ่านตัวคุณตี๋เหมือนว่าไม่มีคุณตี๋อยู่ตรงนั้น คือมีเจตนาจะยิงอีกคนให้ตายดับคาปืนอย่างเดียวใครจะขวางก็ไม่สน
ปรากฏว่าพอเหนี่ยวไก กระสุนก็ด้านถึง 3 นัด
คน วิ่งหนีเห็นท่าไม่ดีหรือจะเห็นท่าดีก็ไม่ทราบ ผลักคุณตี๋กระเด็นไปแล้วตัวเองก็หันหลังวิ่งหนีต่อไปทางโรงหนังสินราชบุตรคน ไล่ยิงก็วิ่งไล่ยิงเปรี้ยง ๆ ต่อไป จนหายลับไปทั้งคู่
หลังเหตุการณ์นั้นผ่านไป คุณตี๋จึงคิดออกว่ารอดมาเพราะอะไร
ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเหรียญหลวงพ่อเกษมรุ่นที่ว่านี้อยู่เพียงเหรียญเดียว
ตั้งแต่นั้นโลกก็อ้าแขนรับนักสะสมพระเครื่องคนใหม่อีกคนด้วยเหตุดังนี้แล
ทุก วันนี้คุณตี๋ยังคงสะสมพระไม่พอ เห็นว่ากำลังอยากได้เหรียญทศบารมี รุ่นปืนแตกของหลวงปู่เปลี้ย วัดชอนสารเดช ผมก็นึกในใจว่าจะมอบให้เป็นที่ระลึกสักเหรียญ นี่ก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์อีกเรื่องที่น่าทึ่งมาก เมื่อมาเป็นแชมป์พกพระขนาดนี้แล้ว ผมเห็นว่าพระขนาด 300 องค์นี้
บางที ระเบิดนิวเคลียร์ก็คงจะทำอะไรคุณตี๋ไม่ได้และก็ช่วยเบาแรงหลวงพ่อเกษมไปได้ อีกเยอะ แทนที่จะรับศึกอยู่แต่เพียงองค์เดียว ใคร ๆ ก็อย่าคิดเลียนแบบคุณตี๋ ถือเป็นความสามารถเฉพาะตัว
แม้ไม่สงวนลิขสิทธิ์เสื้อพระก็คงจะหาคนเอาอย่างได้ยาก
คุณตี๋ก็คงจะเป็นแชมป์ไปอีกนาน หรือจะตลอดกาลก็ยังบอกไม่ได้
ไว้ผมคิดหาวิธีล้มแชมป์พกพระได้เมื่อไร ค่อยขอท้าชิงเข็มขัดทีหลัง
ตอนนี้คิดไม่ออกเลย

งานเขียนของคุณอาอำพล เจน  ... จากหนังสือแปลก ฉบับที่ 520
วันที่ 1 กันยายน 2547



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 พฤศจิกายน 2554, 15:36:18 โดย vs12 » บันทึกการเข้า
ramin
วิทยาศาสตร์ที่ปราศจากศาสนา คือคนขาพิการ ศาสนาที่ปราศจากวิทยาศาสตร์ คือคนตาบอด
VIP Member
*****

พลังน้ำใจ : 88
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 192

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 11 : Exp 20%
HP: 0%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: 17 พฤศจิกายน 2554, 21:18:47 »

ขออนุญาตแจมพี่ VS12 สักสามตอนนะครับ
พระอาจารย์ดี ฉันโน ปราบอวิชชาวัวธนู ครูหน้าน้อย
   
ท่านพระอาจารย์ดี ฉันโน เดินธุดงค์ไปพักอยู่บ้านเม็งใหญ่    อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น(ปัจจุบันเป็นตำบลบ้านเม็ง) เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่มี ๔๐๐ กว่าหลังคา ท่านพักอยู่ที่นั่นนาน ๓ สัปดาห์ เพราะมีชาวบ้านมารับศีลกินทาน ฟังเทศน์ฟังธรรมจำศีลทุกคืนเป็นจำนวนมาก แม้จะมิใช่วันพระก็ตาม จนมีคนมิจฉาทิฐิอิจฉาริษยา คืนหนึ่งท่านกำลังนั่งเทศนาอยู่ก็มีของตกลงมาใส่หน้าตักท่านถึง ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ หยิบขึ้นมาดู เป็นหัวว่าน ครั้งที่ ๒ หยิบขึ้นมาดูเป็นวัวธนูทอง(รูปปั้นวัว) ครั้งที่ ๓ หยิบขึ้นมาดูเป็นเหมกระดูกไก่ปลายแหลม ท่านก็รู้ทันทีว่ามีคนในหมู่บ้านนี้ลองวิชา แต่ก็ทำอะไรท่านไม่ได้ ถ้าหากท่านไม่เก่งกว่าจะถูกของดี ๓ อย่างนี้ทำอันตรายตายทันที ท่านจึงเก็บใส่ย่ามของท่านไว้ เมื่อญาติโยมจะพากันกลับบ้าน ท่านจึงบอกกำนันว่า ?อาตมาได้จับของดี ๓ อย่างได้ ให้เจ้าของมาเอาในมื้ออื่นเช้า หากไม่เข้าแสดงตัวอาตมาจะปล่อยกลับไป ดูซิว่าเขาจะเก่งแค่ไหน?
   รุ่งเช้าญาติโยมพาหลั่งไหลกันมาวัดมากมาย เพราะรู้ข่าวว่าพระอาจารย์ดีจับของดีได้ จึงอยากรู้หน้าตาเจ้าของ  พร้อมกับร่ำลือว่าท่านพระอาจารย์ดี มีวิชาแก่กล้าด้วย เมื่อท่านฉันอาหารเช้าเสร็จ กำนันก็ได้นำชายคนหนึ่งชื่อว่าเฒ่าพรหมจันทร์ ซึ่งเป็นเจ้าของวัวธนู ว่าน เหมกระดูกไก่แหลม นำขันธ์ ๕ พร้อมดอกไม้ธูปเทียนมากราบขอขมา ขอยอม เข็ดหลาบ ขอเป็นศิษย์และขอเป็นโยมอุปัฏฐากพระศาสนาตลอดไป ท่านจึงคืนของทั้งสามอย่างให้พร้อมทั้งเทศนาสั่งสอนใจความสรุปว่า ?อันวิชา คาถาอาคม วัวธนู ครูหน้าน้อย ฝังหุ่น ทอบหนัง บังฟัน อาตมายิ่งเชี่ยวชาญ แต่ไม่สอนใครเพราะมันไม่ดี มันเป็นเดียรัจฉานวิชา ทำให้เดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่น สู้ธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้ ต่อแต่นี้ไปให้ทุกคนเข้าวัด ฟังธรรม จำศีลตลอดไป? 
   
(ตอนนี้หลวงปู่จันทา วัดป่าสุนทราราม บ้านกุดแห่ ทำการบันทึก)

บันทึกการเข้า
ramin
วิทยาศาสตร์ที่ปราศจากศาสนา คือคนขาพิการ ศาสนาที่ปราศจากวิทยาศาสตร์ คือคนตาบอด
VIP Member
*****

พลังน้ำใจ : 88
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 192

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 11 : Exp 20%
HP: 0%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: 17 พฤศจิกายน 2554, 21:22:07 »

แสดงธรรมปราบมิจฉาทิฐิ
   
เมื่อท่านพระอาจารย์ดี ฉันโน สร้างวัดใดขึ้นแล้ว ก็ได้แบ่งพระเณรไว้จำพรรษาทุกแห่ง ส่วนตัวท่านก็ออกเดินธุดงค์ไปถึงบ้านยางคำ หนองเรือ จังหวัดขอนแก่น มีพระเณรติดตามไปด้วย ๘ รูป ได้เข้าไปขออาศัยในวัดบ้านยางคำ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น
 ญาครูตาลบวชได้ ๑๕ พรรษา เป็นเจ้าวัดบ้านยางคำ ท่านเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ สานตะกร้า กระบุงในวัด เพื่อขายเอาเงินเป็นส่วนตัว เมื่อเห็นพระกรรมฐานมาขอปักกลด ก็ไม่ยอมให้พัก ไล่ให้ไปพักที่ป่าช้า แต่ท่านพระอาจารย์ดี ไม่ไป ขอพักที่ใต้ถุนวัดสักคืน ญาครูตาลเจ้าอาวาสก็ไม่ยอม พระอาจารย์ดี จึงไปปักกลดที่กลางลานวัด ส่วนพระเณรที่ไปท่านให้ปักที่ใต้ถุนกุฏิ
ขณะนั้นตรงกับเดือน ๗ ข้างขึ้น ตกกลางคืนเกิดฝนตกหนักมาก น้ำฝนไหลนองทั่วทั้งบริเวณวัด ญาครูตาลทนไม่ไหวจึงได้กางร่มลงมาดู ก็เห็นท่านพระอาจารย์ดี ทั้งกลดและเครื่องบริขารต่างๆ ไม่เปียกฝนแม้แต่หยดเดียว เห็นเป็นอัศจรรย์ใจยิ่งนัก จึงกราบนิมนต์ขึ้นพักบนศาลา ขอยอมถวายตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์ดี คืนนั้นท่านได้เทศนาให้ญาครูตาลฟังตลอดคืนแล้วกล่าวสั่งสอนว่า ?แต่ก่อนผมก็บวชเป็นมหานิกายมาแล้วถึง ๑๓ พรรษา ได้ทำการค้าหนัง ทำเครื่องหนังขายเหมือนดังท่าน แต่ได้รับคำชี้แนะจากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เห็นว่ามันไม่ใช่กิจที่สงฆ์พึงกระทำ จึงได้กลับมามุ่งปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน แล้วจึงได้ญัตติเป็นธรรมยุติใหม่ ขอให้ท่านกลับตัวกลับใจมาปฏิบัติวิปัสนาเสีย? รุ่งเช้าชาวบ้านได้มาตักบาตรถวายอาหารมากมาย ญาครูตาล จึงเล่าเหตุการณ์ของท่านพระอาจารย์ดี ให้ญาติโยมฟัง และประกาศขอตั้งวัดยางคำ เป็นวัดธรรมยุติ ตั้งแต่นั้นมา และญาติโยมชาวบ้านก็ไม่ขัดข้อง

บันทึกการเข้า
ramin
วิทยาศาสตร์ที่ปราศจากศาสนา คือคนขาพิการ ศาสนาที่ปราศจากวิทยาศาสตร์ คือคนตาบอด
VIP Member
*****

พลังน้ำใจ : 88
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 192

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 11 : Exp 20%
HP: 0%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: 17 พฤศจิกายน 2554, 21:25:41 »

เจ้าเมืองขอนแก่นปล่อยช้างขับไล่
   ครั้งหนึ่ง พระอาจารย์ดี ได้นำพระเณรเดินธุดงค์ไปถึงบ้านกุดค้าว   ท่าพระ จังหวัดขอนแก่น ได้ไปพักอยู่ดอนปู่ตาอันมีกู่เก่าแก่อยู่ในดอนนั้นด้วย ชาวบ้านหวงแหนมาก ถือเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ จึงให้โยมมานิมนต์ให้หนีไปอยู่แห่งอื่น ท่านพระอาจารย์ดี ท่านถือในใจว่าท่านไม่ได้มาทำลายอะไรจึงไม่หนี ดังนั้นอัญญาเกษ นายอำเภอ  จึงเขียนหนังสือขู่ว่าจะมายิงให้ตาย ท่านพระอาจารย์ดี ตั้งปณิธานในใจว่า ?จะต้องชักนำคนพวกนี้ให้มานับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และตั้งวัดขึ้นที่นี่ให้ได้ ธรรมย่อมชนะอธรรม?
   ดังนั้นชาวบ้านจึงไปปรึกษาอัญญาเกษ นายอำเภอและพระยาบริหารราชอาณาเขตเจ้าเมือง แล้วนายอำเภอและคณะจึงเดินทางมาสอบสวน ท่านพระอาจารย์ดี บอกว่า ?อาตมามาอยู่ที่ว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของและบ่ได้มาทำความเดือดร้อนให้กับใคร พวกผียิ่งจะดีใจที่ได้ฟังธรรมเทศนา เขาจะได้บุญไปผุดไปเกิด ดีกว่าคนที่ไม่ถือธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเห็นพระสงฆ์องค์เจ้าควรมารับศีลกินทาน ฟังเทศน์ฟังธรรม กลับจะพามาไล่หนี ถือเป็นอวิชชาคือความไม่รู้ ให้ท่านนายอำเภอไปบอกให้ชาวบ้านให้เข้าใจมาถือศีลถือธรรมดีกว่า? นายอำเภอคงจะโกรธกลับไป พอวันรุ่งขึ้นได้เห็นฝูงช้างไม่น้อยกว่า ๖ เชือก เข้ามาเต็มที่พักสงฆ์ดอนกู่เก่า ท่านจึงถามโยมที่มาว่า ?ช้างนี้เป็นของไผ? โยมตอบว่าเป็นของอัญญาเกษทั้งหมด เพื่อจะเอามาขับไล่พระให้ออกจากกู่นี้ ช้างตัวจ่าฝูงตัวใหญ่มากมีงายาวทั้งสองข้าง เดินหน้าเข้ามาพระเณรกลัวแตกกันไปคนละทิศคนละทาง ช้างจ่าฝูงท่าทางกราดเกรี้ยวตรงเข้าใส่ พระอาจารย์ดี ฉันโน หวังจะทำร้าย ท่านจึงยืนกำหนดจิตเป็นสมาธิสงบนิ่งหันหน้าไปทางฝูงช้าง ไม่นานนักช้างจ่าฝูงก็เข้ามาใกล้ แล้วเหตุอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น!! คือแทนที่ช้างจ่าฝูงจะใช้งาอันแหลมยาวของมันแทงไปที่ตัวท่านพระอาจารย์ดี แต่กลับแทงงาของมันลงไปในดินตรงหน้าพระอาจารย์ดี จนมิดงา พอมันเงยหัวขึ้นงาทั้งสองข้างก็หักปักติดดินคาอยู่ตรงนั้น เปรียบเสมือนยอมศิโรราบถอดทิ้งเขี้ยวเล็บแล้ว อาการกราดเกรี้ยวของมันก็หายไป แล้วกลับหลังเดินจากไปอย่างสงบ และตัวอื่นๆ ก็หันหลังเดินตามกลับไป ข่าวอันอัศจรรย์นี้ก็แพร่ไปทั่วบ้านทั่วเมืองท่าพระ จังหวัดขอนแก่น และแล้วเย็นวันนั้น ชาวบ้านก็หลั่งไหลมาถามข่าวฟังเหตุการณ์และเกิดมีความศรัทธา ฟังธรรม ถือศีล เลิกนับถือผีต่อไป ส่วนท่าน อัญญาเกษ นายอำเภอและพระยาบริหารราชอาณาเขตเจ้าเมือง ก็ได้นำขันธ์ ๕ ดอกไม้ ธูป เทียน มากราบขอขมาโทษกับพระอาจารย์ดี และยอมรับเป็นโยมอุปการะพาชาวบ้านปลูกสร้างวัดขึ้นที่นั่น ท่านพระอาจารย์ดี   ฉันโน จึงอยู่จำพรรษาที่นั่น ๑ พรรษา หลังจากนั้นจึงออกเดินธุดงค์ต่อไปตามกิจของท่าน ส่วนงาช้างคู่นั้นน่าจะถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดบ้านกุดค้าว ปัจจุบันอยู่ในตำบลเมืองเก่า จังหวัดขอนแก่น

(ตอนนี้ผู้อยู่ในเหตุการณ์หลวงปู่จันทา วัดป่าสุนทราราม บ้านกุดแห่ บันทึก)

บันทึกการเข้า
aon-ubon
Sr. Member
****

พลังน้ำใจ : 202
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 219

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 11 : Exp 97%
HP: 0.1%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #6 เมื่อ: 17 พฤศจิกายน 2554, 21:44:51 »

ความรู้อีกแล้วครับท่าน

บันทึกการเข้า
หนองเหล่า
Jr. Member
**

พลังน้ำใจ : 35
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 85

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 7 : Exp 43%
HP: 0%



ดูรายละเอียด อีเมล์
« ตอบ #7 เมื่อ: 17 พฤศจิกายน 2554, 23:56:47 »

ขอบพระคุณที่นำสิ่งดีๆมาให้เรียนรู้และศึกษาครับ ทุกๆท่านเลยครับ

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!