ประวัติ พระอาจารย์สมศักดิ์ อุตฺตโม(ญาถ่านเบิ้ม)วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี ?>
ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์แห่งภาคอีสาน
The Buddhist Art Conservation Club Of Esan (North Eastern Part Of Thailand)
01 ธันวาคม 2564, 20:27:34 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

กติกาในการ เช่า-แลกเปลี่ยนพระเครื่อง | พระเครื่องเมืองอุบลราชธานี | แจ้งปัญหาการใช้งาน
แจ้งเรื่องการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่จะให้เช่าพระเครื่องฯ | วิธีสมัครสมาชิกเว็บ

หน้า: 1 ... 7 8 [9]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติ พระอาจารย์สมศักดิ์ อุตฺตโม(ญาถ่านเบิ้ม)วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี  (อ่าน 33163 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
maxna
Newbie
*

พลังน้ำใจ : 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 168

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 10 : Exp 47%
HP: 96.6%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #120 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน 2564, 21:54:36 »

ฆราวาส ครูธรรมใหญ่สุนทร สนธิหา

ล็อกเก็ตตบะ รุ่นแรก จำนวน 19 เหรียญ
-ฝังตะกรุด 9 ดอก จำนวน 3 เหรียญ
-ฝังตะกรุด 3 ดอก จำนวน 7 เหรียญ
-ฝังตะกรุด 1 ดอก จำนวน 9 เหรียญ
ด้านหลังบรรจุผงมวลสารศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
-เหรียญหลวงปู่ทวด
-งาช้างกระเด็น
-แร่เหล็กอาถรรพ์ที่ใช้ตีพระขรรค์ศาตราวุธ
-เหล็กเปียกยอดพระธาตุพนม
-ดินไพรดำ

เหรียญตบะ รุ่นแรก จำนวน 108 เหรียญ
ผลิตจากโรงงานสหรัฐอเมริกา โดยใช้เนื้อแดงแท้บริสุทธิ์
ด้านหน้าเหรียญ : จะเป็นรูปญาถานเบิ้ม อุตฺตโม บรมครูใหญ่สายธรรมอุตฺตโมบารมี ผูสืบทอดรุ่นที่ 3 ศิษย์แห่งบูรพาจารย์หลวงปู่สำเร็จลุน และครูธรรมใหญ่สุนทร สนธิหา ฆราวาสฝ่ายตบะ

ด้านหลังเหรียญ : อัญเชิญเอายันต์“มงกุฎพระพุทธเจ้า”
หรือที่รู้จักกันในชื่อ "คาถาอิติปิโสเรือนเตี้ย"
อันเป็นคาถาเสกหญ้าให้ม้ากิน ที่หลวงปู่เอี่ยมถวายแก่ ร.5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป
"มีตัวคาถาว่า "อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ อิเมนา พุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธะปิติอิ "
" อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ

คำแปลคาถามงกุฏพระพุทธเจ้า

อิ ติปิโส วิเสเส อิ
แม้เพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงวิเศษ

อิ เสเส พุทธะนาเม อิ
เพราะวิเศษ ควรนอบน้อมพระพุทธเจ้า

อิ เมนา พุทธะตังโส อิ
เพราะนอบน้อมพระพุทธเจ้า เราจะเข้าถึงพระองค์

อิ โสตัง พุทธะปิติ อิ
เพราะเราเข้าถึงพระองค์ ก็จะปิติในพระพุทธเจ้า

อุปเท่ห์ในการใช้พระคาถา
ภาวนาทุกวันมิตกนรก เสกน้ำล้างหน้าทุกวันกันโรคภัยไข้เจ็บคุณไสยทั้งมวล ถ้าจะให้มีตบะเดชะให้ภาวนาทุกวัน เกิดสง่าราศีเป็นที่เมตตาแก่คนทั้งหลาย ให้ภาวนาแล้วแผ่เมตตาให้คนทั้งปวง ใครคิดร้ายก็ต้องมีอันเป็นไป ถ้าปรารถนาสิ่งใด ให้ภาวนาคาถานี้ ๑๘ คาบ เป็นไปได้ดังใจนึก

ถ้าจะให้เป็นมหาจังงัง ให้ภาวนาคาถานี้ ๘ คาบเป็นมหาจังงังแล ถ้าจะให้เป็นมหาละลวยให้ภาวนา ๙ คาบ
ถ้าช้างม้าวัวควายสัตว์ที่ดุร้ายทั้งหลาย ให้เสกหญ้าเสกของให้มันกิน กลับใจอ่อนรักเราแล ถ้าภูตพรายมันเข้าอยู่คน เสกข้าวให้มันกินออกแล
ถ้าปรารถนาจะให้เสียงเพราะ ให้เสกสีผึ้งสีปากเสกหมากกินไป เทศนาสวดร้องเป็นที่พอใจคนทั้งหลาย ให้เสกแป้งผัดหน้า เสกมงกุฎรัดเกล้า เป็นสง่าราศีใครเห็นใครรักทุกคน
อนึ่งให้เอาใบลานหรือกระดาษว่าวมาลงคาถานี้ ทำเป็นมงคลเสกด้วยตัวเอง สารพัดกันศาสตราอาวุธทั้งหลาย เป็นวิเศษนัก

พระคาถาบทนี้ พระมหากษัตริย์แต่เก่าก่อนทรงใช้ประจำทุกพระองค์แล

อนึ่งพระคาถานี้ใช้สำหรับภาวนาสักการะซึ่งพระบรมธาตุ พระพุทธปฏิมา พระเจดีย์สิ้นทั้งปวง แต่โบราณมากำหนดเอาพระคาถานี้ใช้อัญเชิญพระบรมธาตุเสด็จโดยปาฏิหาริย์แล

เคล็ดในการสวดคาถา “มงกุฎพระพุทธเจ้า”
หลักในการว่าคาถาให้มีความศักดิ์สิทธิ์นั้น มีพื้นฐานจาก " จิต " เป็นสำคัญ หากจิตมีสมาธิสูง ตั้งมั่นคาถาก็ยิ่งทรงความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นระหว่างที่ว่าคาถาให้ จับลมหายใจสบายพร้อม ๆ กับการภาวนาคาถาบทนี้ เป็นขั้นที่ 1 ระดับสูงกว่านี้
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ท่านใช้คาถาบทนี้โดยมีนิมิต กำกับคาถา โดยทรงพุทธนิมิต ไว้ดังนี้ โดยตั้งกำลังใจว่าเรา ขอกราบอาธารณาบารมีพระพุทธเจ้าเสด็จประทับเหนือเศียรเกล้าของข้าพเจ้าเพื่อ.......ปกปักรักษาคุ้มครองข้าพเจ้าด้วยเทอญ

" อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ " เมื่อว่าคาถาจบ คาบที่ 1 ก็กำหนดอาราธณาพุทธนิมิตอยู่เบื้องหน้าของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตนี้เอาไว้

" อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิอิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 2 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์หนึ่ง อยู่เบื้องขวาของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตทั้งหมดเอาไว้

" อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 3 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านหลังของศีรษะเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้ อิติปิโสวิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 4 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านซ้าย และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

" อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 5 ก็กำหนด พุทธนิมิตอีกพระองค์อยู่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

" อิงติปิโสวิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 6 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

" อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนาพุทธตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 7 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้

" อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนาพุทธตังโสอิ อิโสตัง พุทธปิติอิ " ว่าคาถาจบที่ 8 ก็กำหนดพุทธนิมิตอีกพระองค์ อยู่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือของศีรษะของเรา และ ทรงพุทธนิมิตเอาไว้ทั้ง 8 พระองค์เรียงวนรอบศีรษะของเรา

" อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ "ว่าคาถาจบที่ 9 กำหนดพุทธนิมิตพระพุทธเจ้าองค์ใหญ่เสด็จประทับกึ่งกลางศีรษะเป็นยอดมงกุฎเปล่งประกายพรึก ทุกๆพระองค์เป็น มงกุฎเพชรพระพุทธเจ้าทั้งเก้าพระองค์บนเศียรเกล้าของเรา
เมื่อทำได้แล้วจะเข้าใจได้ทันทีว่าคาถานี้ทำไมจึงมีชื่อว่า คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า และ ให้ทรงมงกุฎพระพุทธเจ้านี้เอาไว้ตลอดเวลาเป็นการทรงอารมณ์ในพุทธานุสตกรรมฐาน


* ภาพเล็ก ล็อกเก็ต อ แม็ก.jpg (432.35 KB, 1063x761 - ดู 54 ครั้ง.)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 พฤศจิกายน 2564, 22:24:34 โดย maxna » บันทึกการเข้า
maxna
Newbie
*

พลังน้ำใจ : 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 168

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 10 : Exp 47%
HP: 96.6%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #121 เมื่อ: 12 พฤศจิกายน 2564, 11:03:13 »

ล็อกเก็ตพรหมวิหาร รุ่นแรก จำนวน 39 เหรียญ
ครูธรรมใหญ่พรรณวิชัย บุญเจริญ
ฆราวาสสายธรรมอุตฺตโมบารมี
ผู้ฝึกตนทางด้านพรหมวิหาร 4 หรือ พรหมวิหารธรรม เป็นหลักธรรมประจำใจเพื่อให้ตนดำรงชีวิตได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์เฉกเช่นพรหม เป็นแนวธรรมปฏิบัติของผู้ที่ปกครอง และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 4 ประการ ได้แก่
เมตตา คือ ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า
กรุณา คือ ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์
มุทิตา คือ ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง ประกอบด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป
อุเบกขา คือ ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตาชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน
ด้านหลังบรรจุ
1.เหรียญพระนาคปรก
2.เหรียญหลวงปู่ทวด
3.เม็ดข้าวไพรดำ
4.จีวร อ.พรรณวิชัย สมัยท่านบวช
5.ผงงาช้าง 108 เชือก
6.ตะกรุดไตรสรณคมน์
อานุภาพ "ตะกรุดไตรสรณ์คมน์"
อาคมไตรสรณคมน์นั้น มีความสำคัญมาตั้งแต่โบราณ ในสมัยที่พระพุทธองค์ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ได้มีพุทธานุภาพให้พระสาวกทำการบวชกุลบุตรได้ โดยการเปล่งวาจาระลึกถึง ไตรสรณคมน์ แล้วจึงจะถือว่าเป็นภิกษุโดยสมบูรณ์ กล่าวถึง “หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ” ซึ่งท่านยึดเอาพระไตรสรณคมน์นี้เป็นตัวกำหนดในการบริกรรมภาวนา และท่านได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง ตลอดช่วงชีวิตของท่าน ว่ากันว่า ในนิมิตรของหลวงปู่ฯ คืนหนึ่ง ท่านได้ฉันดาวที่สว่างมาก 3 ดวง เมื่อตื่นขึ้นมาก็ใคร่ครวญว่าแก้ว 3 ดวงก็คือ “พระไตรสรณคมน์” นั้นเอง ครั้งหนึ่งหลวงปู่ฯ เคยถาม สมเด็จพุฒาจารย์ (เสงี่ยม) วัดสุทัศน์ฯ ว่า ผู้ที่ภาวนาและระลึกถึงไตรสรณคมน์  ซึ่งมีความหมายว่า “ข้าพเจ้าขอรับเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึก” เป็นนิจศีล ก่อนตาย แล้วจะไปสวรรค์ได้หรือไม่ สมเด็จฯ ท่านตอบว่า ได้แน่นอน พร้อมกับยกพระบาลีว่า "เยเกจิ พุทธัง สรณังคตา เสนะ เตคมิสสันติ อบายภูมิ ปหาย มานุสัง เทหัง เทวกายัง ปริปูเรส สันติ" แปลว่า บุคคลบางจำพวกหรือบุคคลใดมาถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะที่พึ่งแล้ว บุคคลเหล่านั้นย่อมไม่ไปอบายภูมิทั้ง ๔ มีนรก เป็นต้น ทั้งนี้สมเด็จฯ ท่านยังกล่าวว่า “ไตรสรณคมน์” นั้นเป็นรากแก้วของพระศาสนา พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เข้ามาบวชถือเป็นสมมุติสงฆ์ เมื่อแสวงหาสัจธรรมจนบรรลุมรรคผล ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ซึ่งเรียกว่า “พระธรรม” และเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จึงเรียกว่า จึงเรียกว่า พุทโธ ซึ่งหมายถึงผู้รู้ จากนั้นเมื่อพระเทศน์โปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้รู้ธรรมตามที่สอน ก็กลายเป็น”พระอริยสงฆ์” สืบต่อๆ กันมา ทำให้ศาสนาครบสมบูรณ์ไม่สูญหายไปไหน" นอกจากนั้นพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ท่านยังกล่าวว่า "สรณะทั้ง ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญ อันตรธานไปไหน ยังปรากฎแก่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงอยู่เสมอ ผู้ใดมายึดถือเป็นที่พึ่งของตนแล้ว ผู้นั้นจะอยู่ในกลางป่าหรือเรือนว่างก็ตาม สรณะทั้ง ๓ ก็ปรากฎแก่เขาทุกเมื่อ จึงว่าเป็นที่พึ่งแก่บุคคลจริง เมื่อปฏิบัติตามสรณะทั้ง ๓ จริงแล้ว จะคลาดแคล้วจากภัยทั้งหลายอันก่อให้เกิด ความร้อนอกร้อนใจ ได้แน่นอนทีเดียว

บทนี้ใช้รดน้ำมนต์ เวลารดน้ำมนต์ ให้เสกคาถา บทนี้รดเรื่อย ๆ ไปจนครบ 7 บทจึงหยุด
ยอดคาถาพระไตร
สะ คะ คะ คะ นะ พุ
คาถาทั้ง 6 ตัวนี้ ถือว่าเป็นยอดคาถาพระไตรสรณคมน์ ใช้สำหรับป้องกันหรือแก้ไขสรรพอันตรายต่าง ๆ ได้ดังนี้ ถ้าหญิงแข็งผัว ชายแข็งเมีย เช่นมีฝีขี้แมลงวัน เกิดในที่ลับ เป็นปานดำ ปานแดง หรือเป็น ซวง ลักษณะเช่นนี้ เรียกว่าแข็งหรือเข็ดขวาง พอตั้งท้องได้สองสามเดือนก็แท้งออก ให้จัดเทียนเวียนหัว 1 เล่ม มาทำน้ำมนต์ให้อาบให้กิน เอาแผ่นทองมาลงยอดพระคาถานี้ทำกะตุดแขวนคอ
ถ้าเด็กเลี้ยงยาก สามวันดีสี่วันไข้ ให้ทำกะตุดแขวนไว้ จะเลี้ยงง่ายแล
ที่บ้าน ที่สวน ที่ไร่ ที่นา ที่บึง ที่หนอง เกิดเข็ดขวางเกี่ยวกับภูตผีปีศาจเบียดเบียน ให้ทำน้ำมนต์เสกแฮ่ เสกทราย หว่านรอบบริเวณ ประพรมน้ำมนต์ให้ทั่วถึง แล้วเขียนยอดคาถาพระไตร 6 ตัวลงในแผ่นทองแล้วเสกในตัวให้ครบ 108 จบ ขุดหลุมลงตรงกลาง เอาแผ่นทองวางลงในหลุม ความเดือนร้อนหายสิ้นแล
ถ้าเสาเรือนเป็นตาหมูสี กาบหยวก เจ้าของเรือน มักเจ็บไข้ได้ป่วย เวลากลางคืนมีเสียงดังเหมือนคนเอาไม้มาตี ลักษณะเช่นนี้ถือว่าเรือนเข็ดขวาง ให้เอาแผ่นทองมา เขียนยอดคาถาพระไตรสรณคมน์ 6 ตัว แล้วไปตอกลงในเสานั้น ความเข็ดขวางจะเหือดหายไปแล

ถ้าคนเป็นบ้าเกี่ยวกับภูตผีปีศาจ ให้แต่งขัน 5 ขัน 8 ขันหมากเบ็ง 2 ขัน เทียนเล่มบาท 2 คู่ เล่มเบี้ย 2 คู่ ผ้าขาว 6 ศอก เทียนเวียนหัว 1 เล่ม สำหรับเทียนเวียนหัวนี้ เอาทำน้ำมนต์แล้วเสกบทน้ำมนต์ สุคะโต โคตะโม ให้ได้ 7 จบ เวลาหยดน้ำมนต์ให้เสก
อิติปิโส วิเสเสอิ 7 จบ แล้วเสก สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ อึดใจเดียวให้ได้ 7 จบ
ใช้น้ำมนต์กินและอาบแล้วเสกด้ายผูกคอ ผูกแขน ขา ด้วยบท จัตาโร นะวะ โมทันติ 7 จบ
ลงแผ่นทองด้วยยอดพระคาถา 6 ตัว เสกตัวเองครบ 108 จง ทำกะตุดแขวนคอ บ้าผีทุกชนิดหายสนิทแล
ถ้าจะรักษาคนเป็นปอบ เป็นไท้ เป็นแถน ให้แต่งเครื่องสักการะให้ครบ เหมือนรักษาคนเป็นบ้าทุกประการ เวลาจะทำน้ำมนต์ ให้เอาเทียนเวียนหัวจุด เสกบทสุมะโน โคตะโม 7 จบ อิติปิโส วิเสเสอิ 7 จบ ทำน้ำมนต์และรด เสกด้าย 5 เส้น ด้วยบท จัตตาโร นะวะโมทันติ 7 จบ แล้วเอาด้ายที่เสกผูกคอ แขน ขา ลงยอดคาถา 6 ตัวในแผ่นทอง ทำเป็นตะกรุดผูกคอผู้เป็นปอบ สำหรับตะกรุดให้เสก 108 จบ ด้วยยอดพระคาถา ปอบจะหายไปสิ้นแล
ธรรมพระไตรสรณคมน์ แบบของสำเร็จลุนนี้ผู้ที่เคยได้ใช่มาปรากฏว่าได้ผลดียิ่ง บ้านหนึ่งมีหมอธรรมครูนี้อยู่เพียงคนเดียวก็พอ ไม่ต้องหวาดกลัวภูตผีปีศาจใด ๆ มารบกวน

ในสมัยโบราณมีเคล็ดลับว้าว่า หากผู้ใดจะเรียนเวทย์มนต์คาถาหรืออาคมต่าง ๆ ต้องให้เรียนธรรมไว้รักษาตัวเองเสียก่อน จึงให้เรียนมนต์ต่าง ๆ ได้ ถ้าไม่เรียนธรรมไว้ป้องกันรักษา ผู้ที่ธาตุอ่อนอาจจะเป็นปอบก็ได้ เพราะมนต์แต่ละอย่างมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัวเอง ถ้าความศักดิ์สิทธิ์ของมนต์มาตกที่ตัวเราอาจถูกผี (ปอบ) ทำอันตรายก็ได้ ในกรณีนี้ขอให้ผู้ที่จะเริ่มเรียนมนต์ควรเอาใจใส่ระวังไว้ เรื่องปอบเป็นของแปลกแต่จริงถ้ามันยังอ่อนกินพี่น้องบ้านเมือง ครั้นแก่เต็มที่กินตัวเอง


* ภาพเล็ก ล็อกเก็ต อ.อ้าย.jpg (374.76 KB, 1065x757 - ดู 52 ครั้ง.)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12 พฤศจิกายน 2564, 13:32:59 โดย maxna » บันทึกการเข้า
maxna
Newbie
*

พลังน้ำใจ : 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 168

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 10 : Exp 47%
HP: 96.6%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #122 เมื่อ: 12 พฤศจิกายน 2564, 14:40:28 »

#ล็อกเก็ตคู่บารมี รุ่นแรก จำนวน 108 คู่

อาจารย์ใหญ่เวทย์ สีจันทะวง
ฆราวาสผู้สืบทอดรุ่นที่ 3 สายธรรมอุตฺตโมบารมี

ล็อกเก็ตฉากจัมโบ้ 108 เหรียญ ด้านหลังบรรจุดังนี้
1.ผงมวลสารศักดิ์สิทธิ์มากมาย
2.เหรียญสมเด็จองค์ปฐมพระพุทธเจ้า
3.เหรียญหลวงปู่ทวด
4.เม็ดปรอท
5.ตะกรุดเงินหัวใจธรรมะธาตุ

ล็อกเก็ตฉากเล็ก 108 เหรียญ ด้านหลังบรรจุดังนี้
1.ผงมวลสารศักดิ์สิทธิ์มากมาย
2.เหรียญหลวงปู่ทวด
3.ตะกรุดเงินหัวใจสิงห์

อาจารย์ใหญ่เวทย์ สีจันทะวง
ฆราวาสผู้สืบทอดรุ่นที่ 3 สายธรรมอุตฺตโมบารมี
ศิษย์ญาถ่านเบิ้ม อุตฺตโม บรมครูใหญ่สายธรรมอุตฺตโมบารมี

อาจารย์ใหญ่เวทย์ สีจันทะวง ท่านเป็นฆราวาสที่ได้รับการถ่ายทอดสรรพวิทยาแหล่งวิทยาคมทางไสยศาสตร์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ตั้งแต่สมัยโบราณพระเกจิอาจารย์ผู้สืบต่อวิชาทางไสยศาสตร์ ถือเป็นผู้สืบทอดแห่งแหล่งเรียนรู้ศิลปะวิทยาคมของฆราวาสผู้บำเพ็ญพรต (ตบะ) มาแต่เดิม สมกับเป็นผู้ถูกเลือกรับการถ่ายทอดสรรพวิทยาตกทอด
ท่านได้ยึกหลักฆราวาสธรรม หรือ ธรรมสำหรับชีวิตครองเรือน 4 ประการ เป็นหลักในการดำเนินชีวิต โดยถือเอาฆราวาสธรรม 4 ในการปกครองดูแลคณะครูธรรม ดังนี้
1.สัจจะ ความซื่อสัตย์ จริงใจต่อกัน เป็นหลักสำคัญที่จะให้เกิดความไว้วางใจและไมตรีจิตสนิทต่อกันขาดสัจจะเมื่อใดย่อมเป็นเหตุให้เกิดความหวาดระแวงแคลงใจกันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความร้าวฉาน ซึ่งยากนักที่จะประสานให้คืนดีได้ดังเดิม
2.ทมะ การรู้จักบังคับควบคุมอารมณ์ ข่มใจระงับความรู้สึกต่อเหตุบกพร่องของกันและกัน รู้จักฝึกฝนปรับปรุงตน แก้ไขข้อบกพร่อง ปรับนิสัยและอัธยาศัยให้กลมกลืนประสานเข้าหากันได้ ไม่เป็นคนดื้อด้านเอาแต่ใจและอารมณ์ของตน คนที่ขาดธรรมข้อนี้ ย่อมปล่อยให้ข้อแตกต่างปลีกย่อยทางอุปนิสัยและการอบรม กลายเป็นเหตุแตกแยกสามัคคีใหญ่โต และถ้าไม่สามารถปรับตนเข้าหากันได้ ก็เป็นอันต้องทำลายชีวิตคู่ครองแยกทางขาดจากกัน
3.ขันติ ความอดทน อดกลั้น ต่อความหนักและความร้ายแรงทั้งหลาย ชีวิตของผู้อยู่ร่วมกัน นอกจากมีข้อแตกต่างขัดแย้งทางอุปนิสัย การอบรม และความต้องการบางอย่าง ซึ่งจะต้องหาทางปรับปรุงเข้าหากันแล้วบางรายอาจจะมีเหตุล่วงเกินรุนแรง แสดงออกจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอาจะเป็นถ้อยคำหรือกิริยาอาการ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องรู้จักอดกลั้นระงับใจ ไม่ก่อเหตุให้เรื่องลุกลามกว้างขยายต่อไปความร้ายจึงจะระงับลงไป นอกจากนี้ ยังจะต้องมีความอดทนต่อความลำบากตรากตรำ และเรื่องหนักใจต่างๆ ในการประกอบการงานอาชีพเป็นต้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดภัยพิบัติ ความตกต่ำคับขัน ไม่ตีโพยตีพาย แต่มีสติอดกลั้นคิดอุบายใช้ปัญญาหาทางแก้ไขเหตุการณ์ให้ลุล่วงไปด้วยดี ชีวิตของคู่ครองที่ขาดความอดทน ย่อมไม่อาจประคับประคองพากันให้รอดพ้นเหตุร้ายต่างๆ อันเป็นประดุจมรสุมแห่งชีวิตไปได้
4.จาคะ ความเสียสละ ความเผื่อแผ่ แบ่งปันตลอดถึงความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน ชีวิตบุคคลที่จะมีความสุข จะต้องรู้จักความเป็นผู้ให้ด้วย มิใช่คอยจ้องแต่จะเป็นผู้รับเอาฝ่ายเดียว การให้ในที่นี้ มิใช่หมายแต่เพียงการเผื่อแผ่แบ่งปันสิ่งของอันเป็นเรื่องที่มองเห็นและเข้าใจได้ง่ายๆ เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการให้น้ำใจแก่กัน การแสดงน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน ตลอดจนการเสียสละความพอใจและความสุขส่วนตนได้ เช่น ในคราวที่คู่ครองประสบความทุกข์ ความเจ็บไข้ หรือมีธุระกิจใหญ่เป็นต้น ก็เสียสละความสุขความพอใจของตน ขวนขวายช่วยเหลือ เอาใจใส่ดูแล เป็นที่พึ่งอาศัย เป็นกำลังส่งเสริม หรือช่วยให้กำลังใจได้โดยประการใดประการหนึ่ง ตามความเหมาะสมรวมความว่า เป็นผู้จิตใจกว้างขวาง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เสียสละ ไม่คับแคบเห็นแก่ตัว ชีวิตครอบครัวที่ขาดจาคะ ก็คล้ายการลงทุนที่ปราศจากผลกำไรมาเพิ่มเติม ส่วนที่มีมาแต่เดิมก็คงที่หรือค่อยร่อยหรอพร่องไป หรือเหมือนต้นไม้ที่มิได้รับการบำรุง ก็มีแต่อับเฉา ร่วงโรย ไม่มีความสดชื่นงอกงาม
ธรรม ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันติ และจาคะดังกล่าวมานี้ มิใช่ประสงค์เป็นข้อปฏิบัติจำกัดเฉพาะในระหว่างคู่ครองเพียง ๒ คนเท่านั้น แต่มุ่งหมายให้ใช้ทั่วไปในชีวิตการครองเรือนทั้งหมด โดยยึดถือเป็นคุณธรรมพื้นฐานของจิตใจ ในการที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีงามกับคนทั้งหลายที่จะอยู่ร่วมหรือติดต่อเกี่ยวข้องกันให้เหมาะสมตามฐานะนั้นๆ เพื่อประโยชน์สุขทั้งแก่ชีวิตของตนเอง และแก่ชีวิตของคนอื่นๆ ในสังคม


* ภาพเล็ก ล็อกเก็ต อ เวด.jpg (375.27 KB, 1061x759 - ดู 56 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
maxna
Newbie
*

พลังน้ำใจ : 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 168

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 10 : Exp 47%
HP: 96.6%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #123 เมื่อ: 14 พฤศจิกายน 2564, 15:33:17 »

ตะกรุดกฐินบรมครู 64

ตะกรุด นะหน้าทองเก้าบารมี
จำนวน 108 ดอก
แจกโดย ญาถ่านเบิ้ม อุตฺตโม
บรมครูใหญ่สายธรรมอุตฺตโมบารมี

ญาถ่านเบิ้ม อุตฺตโม บรมครูใหญ่สายธรรมอุตตฺโมบารมี ดำริให้ครูธรรมมดสายธรรมอุตตฺโมบารมี(อ.อภิชัย นามวิชา) จารตะกรุดนะหน้าทองเก้าบารมี  รุ่นแรก จำนวนจัดสร้าง ๑๐๘ ดอก
เพื่อแจกเป็นทานบารมีในงานทอดกฐิน ปี ๒๕๖๔ ณ.วัดอุตฺตมะวชิราราม(วัดป่าห้วยน้ำลึก) ต.หนองสิม อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี ตะกรุด นะหน้าทองเก้าบารมี มีพุทธคุณด้านการเสริมดวงชะตาในด้านเมตามหาเสน่ห์ และเพิ่มโชคลาภ ทำให้ชีวิตของผู้ที่ได้ครอบครองตะกรุด นะหน้าทองเก้าบารมี มีความเจริญรุ่งเรือง ตะกรุด นะหน้าทองเก้าบารมี เป็นศาสตร์ที่มีอำนาจสูงส่งทางด้านการส่งเสริมดวงชะตาบารมี เสริมสิริมงคล รวมไปถึงเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ และโชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง ผู้ใดได้นำติดกระเป๋าเงินถือเป็นวาสนาแห่งบุคคลผู้นั้น ผู้ที่ไม่เคยมีใครรักก็จะมีคนเมตตารักใคร่ ที่ทำมาหากินไม่ดีก็กลับมาค้าขายดีมีกำไร ชีวิตที่อับเฉาก็จะไม่แห้งเหี่ยวอีกต่อไป จะบังเกิดสิ่งที่ดี ๆ เข้ามาในชีวิต พลิกชะตาจากที่ร้ายกลายเป็นดี จะบังเกิดสิ่งที่ดีๆ ขึ้นในชีวิต

   
ตะกรุด มหาบุรุษแปดจำพวก
จำนวน 108 ดอก
แจกโดยหลวงปู่ยักษ์ โคษะกะ
บรมครูสายธรรมอุตฺตโมบารมีี

หลวงปู่ยักษ์ โคษะกะ บรมครูสายธรรมอุตตฺโมบารมี ดำริให้ครูธรรมมดสายธรรมอุตตฺโมบารมี(อ.อภิชัย นามวิชา) จารตะกรุดบุรุษแปดจำพวก รุ่นแรก จำนวนจัดสร้าง ๑๐๘ ดอก
เพื่อแจกเป็นทานบารมีในงานทอดกฐิน ปี ๒๕๖๔ ณ.วัดภูร่มเย็นมโนธรรม(วัดภูตากแดด) ต.ช่องแซง อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร ยันต์มหาบุรุษแปดจำพวกแบบเต็มสูตรที่ประกอบไปด้วยยันต์ใหญ่
ทั้งหมดแปดยันต์ด้วยกัน แทนที่จะใช้แค่ยันต์ตัวผู้และตัวเมีย ซึ่งน้อยยิ่งนักที่จะหามีผู้ใดสร้างตะกรุดมหาบุรุษแปดจำพวกแบบพิเศษเช่นนี้ออกมา แถมชุดนี้ยังผ่านการปลุกเสกมาเป็นพิเศษอีกด้วย
กล่าวถึงตะกรุดมหาบุรุษแปดจำพวกไว้ว่า มีอานุภาพเป็นแก้วมณีสารพัดนึก ก่อให้เกิดลาภยศสรรเสริญสุขอย่างอัศจรรย์ เป็นบุญกุศลด้วยคุณวิเศษตามที่พรรณาไว้มากมาย
ตามคติความเชื่อโบราณผู้ใดมีตะกรุดนี้ไว้ประจำตัวแล้ว ให้เจริญภาวนาด้วยพระคาถาหัวใจพระอริยสัจจ์เป็นประจำ จะได้รับพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คนยากจนจะกลายเป็นเศรษฐี
เศรษฐีจะรักษาทรัพย์ไว้ได้นาน คนโชคร้ายกลับกลายเป็นคนโชคดี คนไม่มียศจะมียศ คนไม่มีผัวจะมีผัว คนไม่มีเมียจะมีเมีย ผัวเมียรังเกียจกันจะคืนดีต่อกัน คนไม่มีลูกจะมีลูก
คนไม่มีปัญญาจะมีปัญญา บ้านเมือง ไร่นา สวน บริษัท ห้างร้าน วัดวาอารม ที่เสื่อมโทรม ถ้าเอาตะกรุดนี้ไปฝังไว้หรือเอาติดไว้ จะเจริญรุ่งเรือง
ฝังไว้ในแผ่นดินผืนใดก็จะเกิดความอุดมสมบูรณ์ ฝังไว้ในวัดร้างก็จะกลายเป็นวัดใหญ่ ฝังไว้กลางป่าก็จะกลายเป็นหมู่บ้าน ฝังไว้กลางหมู่บ้านก็จะกลายเป็นตลาด
บรรจุไว้ใต้ฐานพระประธาน ไหว้กราบบูชาเจริญภาวนา จะเกิดโชคลาภใหญ่ยิ่ง


* ภาพเล็กตะกรุดกฐินบรมครู64.jpg (303.14 KB, 1061x755 - ดู 79 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
maxna
Newbie
*

พลังน้ำใจ : 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 168

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 10 : Exp 47%
HP: 96.6%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #124 เมื่อ: วันนี้ เวลา 19:27:03 »

ผู้ดูแลสายธรรมอุตฺตโมบารมี

1.ญาถ่านทา นาควัณโณ ปรมาจารย์ใหญ่
ผู้สืบทอดรุ่นที่ 2
วัดศรีสว่างนาราม อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี

2.ญาถ่านเบิ้ม อุตฺตโม บรมครูใหญ่
ผู้สืบทอดรุ่นที่ 2
วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

3.หลวงปู่ยักษ์ โคษะกะ บรมครู
วัดภูร่มเย็นมโนธรรม(วัดภูตากแดด) อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร

4.พระอธิการวิเชียร อนุตฺตโร
วัดคำมะโค้ง อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ

5.พระอาจารย์คณิน สุนฺทโร
(พระอาจารย์หนุ่ม) วัดดงบัง อำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ

ศิษย์บูรพาจารย์แห่งธรรมะธาตุ
ญาถ่านโพนสะเม็ก-ญาถ่านอุตฺตมะ-ญาถ่านสำเร็จลุน


* ภเล็กผู้ดูแล.jpg (298.51 KB, 1061x755 - ดู 2 ครั้ง.)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันนี้ เวลา 19:43:30 โดย maxna » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 7 8 [9]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!