ประวัติ พระอาจารย์สมศักดิ์ อุตฺตโม(ญาถ่านเบิ้ม)วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี ?>
ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์แห่งภาคอีสาน
The Buddhist Art Conservation Club Of Esan (North Eastern Part Of Thailand)
17 เมษายน 2564, 03:03:00 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

กติกาในการ เช่า-แลกเปลี่ยนพระเครื่อง | พระเครื่องเมืองอุบลราชธานี | แจ้งปัญหาการใช้งาน
แจ้งเรื่องการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่จะให้เช่าพระเครื่องฯ | วิธีสมัครสมาชิกเว็บ

หน้า: 1 ... 6 7 [8]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติ พระอาจารย์สมศักดิ์ อุตฺตโม(ญาถ่านเบิ้ม)วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี  (อ่าน 24177 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
maxna
Newbie
*

พลังน้ำใจ : 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 146

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 9 : Exp 76%
HP: 2.7%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #105 เมื่อ: 15 ตุลาคม 2563, 21:35:40 »

#เรื่องดินดำไพรดำ ผู้ครอบครอง บรมครูสายธรรมอุตตโมบารมี
ตำราเขียนไว้อย่างชัดเจนในลักษณะ ต้น ดิน หัว ราก ใบ
ไพรดำ คือ วานที่มีชีวิตทิพย์
ชีวิตทิพย์ คือ มีวิญญาณ หายไปที่ไหนก็ได้
วิญญาณในที่นี้คือ เทวาขั้นสูงที่มีตบะหลายพันปีที่ยุสร้างบารมีในไพรดำเมื่อมีตบะ ถึงพันปีไพรดำ จะกลายเป็นหิน หรือแร่เหล็ก #จุดนี้ละ ที่เขาเรียกว่า เหล็กไหลไพรดำ ส่วนที่เป็นต้นว่านไพรดำ คือ เทวาที่เข้าไปบำเพ็ญตบะ ตอนจะหายตัวไปบำเพ็ญที่อื่น ก่อนที่จะไป จะมีต้นใหม่มาแทน หรือเรียกในคำเข้าใจว่า ต้นลูกวานไพรดำ เพราะต้นแม่จะดำทั้งต้น
ในบริเวณที่ต้นไพรดำอยู่ เนื้อดินจะดำในรัศมี 2 เมตร แต่รัศมีที่อยู่ใกล้ต้นวานไพรดำ ประมาณ 12 นิ้ว ในบริเวณนั้นพื้นดิน จะดำเหนี่ยวเหมือนน้ำมันยางมะตอย ใช้มือจับจะรู้สึกเหนียวมือ แต่ไม่ติดมือ มีลักษณะเงางามเป็นเอกลักษณะ

ในส่วนนี้ คือ...ต้นวานไพรดำขับน้ำมันในตัวออกมาโดยตามธรรมชาติในส่วนนี้จึงมีความเชื่อว่า มีฤทธิ์ 108 อย่าง เทียบเท่าของหายากเท่ากับเหล็กไหลเพราะ กว่าจะทำให้ดินนั้นเกิดความเหนียวต้องใช้เวลาเป็นร้อยปี และบริเวณที่จะพอได้ต้องอยู่ในป่าลึก น้อยคนที่เข้าไปได้

นอกเหนือจากนี้แล้วจะเข้าใกล้ต้นว่านได้ยากเพราะว่านจะมีญาณเทพคุ้มครองท่านอยู่ในรัศมี 1-2 เมตร มีฤทธิ์ที่รุณแรงมากอาจทำให้หมดสติ หรือเกิดอาการปวดไปทั้งตัวโดยหาสาเหตุไม่เจอ ถ้าจะใกล้ก็ต้องเป็นคนที่ถูกเลือกไว้ได้แค่วันที่กู้ว่าถือเป็นวันทีอันตรายน้อย จะมีแต่ผู้ครอบครองเท่านั้นที่จะสามารถ จับต้องได้ในวันนั่น หลังจากกู้ขึ้นมาแล้วชิ้นส่วนต่างของว่านต้องผ่านพิธีกรรมอีกหลายอย่างจึงจะสามารถใช้การได้ และมีประโยชมหาศาล


* ภาพเล็กดินไพรดำ.jpg (317.37 KB, 883x749 - ดู 147 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
maxna
Newbie
*

พลังน้ำใจ : 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 146

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 9 : Exp 76%
HP: 2.7%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #106 เมื่อ: 16 ตุลาคม 2563, 14:44:16 »

ว่านไพลดำศักดิ์สิทธิ์คู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมี

มหาว่านกายสิทธิ์ศักดิ์สิทธิ์
ตำราเขียนไว้อย่างชัดเจนในลักษณะ ต้น ดิน หัว ราก ใบ
ไพรดำ คือ วานที่มีชีวิตทิพย์
ชีวิตทิพย์ คือ มีวิญญาณ หายไปที่ไหนก็ได้

วิญญาณในที่นี้คือ เทวาขั้นสูงที่มีตบะหลายพันปีที่ยุสร้างบารมีในไพรดำเมื่อมีตบะ ถึงพันปีไพรดำ จะกลายเป็นหิน หรือแร่เหล็ก
ความหายากของ “ว่านไพลดำ” นั้น เคยได้ยินเรื่องเล่ากันว่า ต่อให้ถึงไปเจอในป่าลึก ก็ไม่สามารถขุดออกมาได้
เพราะดินรอบโคนต้นนั้นจะมีสีดำแข็งเป็นหิน เนื้อดินเหมือนผงเหล็กดำสนิท (#หรือเรียกว่าดินไพรดำในตำนาน)
โบราณกล่าวว่า “ว่านไพลดำ” เป็นที่สุดของบรรดาว่านกายสิทธิ์ เพราะสมัยก่อนคนเราอยู่กับป่ากับเขา อยู่กับการรบราฆ่าฟันรบทัพจับศึกอยู่บ่อยครั้ง
จึงนิยมพกชิ้นส่วนของว่านไพลดำ หรือวัตถุมงคลที่ทำจากว่านไพลดำ หรือที่สุดของว่านไพลดำแล้ว คือการสักน้ำมันไพลดำเข้าตัว
เพราะเน้นเรื่องความอยู่ยงคงกระพัน หนังเหนียว เน้นใช้ว่านในการป้องกันตัวเอง จึงไม่ได้สนใจเรื่องเงินทองเท่าใดนัก

จุดนี้ละ ที่เขาเรียกว่า เหล็กไหลไพรดำ ส่วนที่เป็นต้นว่านไพรดำ คือ
เทวาที่เข้าไปบำเพ็ญตบะ ตอนจะหายตัวไปบำเพ็ญที่อื่น ก่อนที่จะไป จะมีต้นใหม่มาแทน หรือเรียกในคำเข้าใจว่า ต้นลูกวานไพรดำ เพราะต้นแม่จะดำทั้งต้น

ในบริเวณที่ต้นไพรดำอยู่ เนื้อดินจะดำในรัศมี 2 เมตร แต่รัศมีที่อยู่ใกล้ต้นวานไพรดำ ประมาณ 12 นิ้ว ในบริเวณนั้นพื้นดิน
จะดำเหนี่ยวเหมือนน้ำมันยางมะตอย ใช้มือจับจะรู้สึกเหนียวมือ แต่ไม่ติดมือ มีลักษณะเงางามเป็นเอกลักษณะ
ในส่วนนี้ คือ...ต้นวานไพรดำขับน้ำมันในตัวออกมาโดยตามธรรมชาติในส่วนนี้จึงมีความเชื่อว่า มีฤทธิ์ 108 อย่าง
เทียบเท่าของหายากเท่ากับเหล็กไหลเพราะ กว่าจะทำให้ดินนั้นเกิดความเหนียวต้องใช้เวลาเป็นร้อยปี และบริเวณที่จะพอได้ต้องอยู่ในป่าลึก น้อยคนที่เข้าไปได้

นอกเหนือจากนี้แล้วจะเข้าใกล้ต้นว่านได้ยากเพราะว่านจะมีญาณเทพคุ้มครองท่านอยู่ในรัศมี 1-2 เมตร มีฤทธิ์ที่รุณแรงมากอาจทำให้หมดสติ
หรือเกิดอาการปวดไปทั้งตัวโดยหาสาเหตุไม่เจอ ถ้าจะใกล้ก็ต้องเป็นคนที่ถูกเลือกไว้ได้แค่วันที่กู้ว่าถือเป็นวันทีอันตรายน้อย จะมีแต่ผู้ครอบครองเท่านั้นที่จะสามารถ
จับต้องได้ในวันนั่น หลังจากกู้ขึ้นมาแล้วชิ้นส่วนต่างของว่านต้องผ่านพิธีกรรมอีกหลายอย่างจึงจะสามารถใช้การได้ และมีประโยชมหาศาล

ผู้ที่จะครอบครอง “ไพลดำ” ได้จะต้องเป็นคนที่สามารถชนะใจตนเองได้ คือไม่นำ “ไพลดำ” ไปใช้ในทางอกุศลกรรม เพราะอาจจะนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองได้ หากไม่รู้จักควบคุมจิตใจ
หรือแม้แต่ผู้ที่ได้ผลิตผลจากว่าน “ไพลดำ” ก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะได้มาเป็นผง เป็นน้ำมันไพลดำ พระเครื่องที่มีส่วนผสมของไพลดำ หรือไพลดำทั้งต้นก็แล้วแต่
จะต้องเป็นคนที่รู้จักควบคุมจิตใจตนเองไม่ให้หลงไปในกิเลส เพราะหากนำไปใช้ในทางที่ผิด ในการโอ้อวด ใช้ในการพาณิชย์เป็นเครื่องมือ
คุณประโยชน์ คุณสมบัติ หรือฤทธิ์ ที่ไพลดำมีอยู่ในตัว ก็จะพาผู้ครอบครองไปสู่ทางอกุศลกรรมได้

คุณสมบัติ หรือ “ฤทธิ์” อีกอย่างหนึ่งของว่านไพลดำ ที่นอกเหนือจากการอยู่ยงคงกระพัน หรือการมีโชคลาภทางการพนัน ป้องกันคุณไสยจากสิ่งต่างๆ รอบตัว
คุณสมบัติที่ครอบคลุมทุกอย่างทั้งเมตตา ค้าขาย อยู่ยงคงกระพัน มีฤทธิ์แรง ถ้าคนเลี้ยง คนกู้ไม่เก่งจริง ไม่มีวิชาในการ “กู้ว่าน” ว่านไพลดำก็จะตาย
หรือหมดคุณสมบัติ หมดฤทธิ์อำนาจที่มีอยู่ในตัว คนกู้ต้องมีศีล ต้องมีข้อปฏิบัติ


* ภาพเล็ก ไพรดำ.jpg (241.94 KB, 881x759 - ดู 147 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
maxna
Newbie
*

พลังน้ำใจ : 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 146

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 9 : Exp 76%
HP: 2.7%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #107 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2563, 11:34:06 »

ล็อกเก็ต เจ้าเพชรราช รัตนวงศา รุ่นแรก
จอมขมังเวทย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขง สปป.ลาว

วัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่บารมีเจ้าเพชรราช รัตนวงศา และนำรายได้จากการจองไปจัดสร้างพระใหญ่ให้กับวัดที่ขาดพระใหญ่ไว้ให้พุทธศาสนิกชนบูชา

จำนวนการจัดสร้าง
1.ฝังตะกรุดทองคำ 9 ดอก และเหรียญนาคปรกทองคำ จำนวน 3 ชิ้น
2.ฝังตะกรุดทองคำ 1 ดอก และเหรียญนาคปรกเงิน จำนวน 39 ชิ้น
3.ฝังตะกรุดเงิน 1 ดอก และเหรียญนาคปรกเงิน จำนวน 159 ชิ้น

ด้านหลังฝังบรรจุมวลสารศักดิ์สิทธิ์ ดังนี้
1.เหล็กเปียกยอดพระธาตุพนม
2.ดินไพรดำ
3.เม็ดปรอด
4.งาช้างดำ

ประวัติ
เจ้าเพชรราช ประสูติ ณ ตำหนักวังหน้า นครหลวงพระบาง เมื่อวันอาทิตย์ เดือนยี่ แรม 9 ค่ำ ปีฉลู จุลศักราช 1251 เวลา 11.55 น. ตรงกับวันที่ 19 มกราคม 2443 (ค.ศ.1890) เป็นโอรสองค์ที่ 3 ของเจ้ามหาอุปราชบุญคง ซึ่งสืบตระกูลมาจากเจ้ามหาอุปราชอุ่นแก้วซึ่งเป็นต้นตระกูลเดิม เมื่ออายุได้ 7 ปีกว่าจึงเริ่มเรียนหนังสือลาวและหนังสือสยามและภาษาฝรั่งเศส พร้อมๆกับการติดสอยตามพระบิดาไปตรวจงานหัวเมืองเสมอ ปี พ.ศ. 2442 ผนวชเป็นสามเณรที่วัดธาตุหลวงเรียนภาษาบาลี ปี พ.ศ. 2447 ได้เสด็จไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส ที่โรงเรียนโกโลนิยาล (Colonial) ซึ่งเป็นร.ร.ที่ฝรั่งเศสตั้งขึ้นเพื่ออบรมผู้ที่จะไปเป็นข้าราชการปกครองในประเทศหัวเมืองขึ้น ต่อมาเข้าโรงเรียนมัธยมมงเตเยอ แผนกวิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ เพื่อฝึกภาษาอังกฤษ ในระหว่างปิดเทอมได้ข้ามไปพักในอังกฤษ อาศัยอยู่กับมิสเตอร์เลนน อาจารย์สอนดาราศาสตร์จึงทำให้เกิดสนใจในดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ตั้งแต่นั้นมา ต่อมาได้แต่งหลักคำนวณปฏิทินลาวไว้ด้วย พระองค์ศึกษาต่อในโรงเรียนมัธยมเซนต์หลุยส์ถึงปี 2453 เสด็จกลับมาผนวชเป็นพระภิกษุที่วัดหนองสระแก้วตามประเพณี เมื่อลาผนวชแล้ว เข้ารับราชการเป็นผู้ร่างหนังสืออยู่กองคลัง หลวงพระบาง
พระองค์อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงคำแว่น พระพี่นางเธอของเจ้าศรีสว่างวงศ์ ซึ่งตกพุ่มหม้ายและมีอายุมากกว่าหลายปี ทั้งนี้ว่ากันว่าเป็นการประสานรอยร้าวระหว่างราชวงศ์หลวงพระบางสายเจ้ามันธาตุราชกับสายเจ้าอุ่นแก้ว (ตระกูลวังหน้ากับตระกูลวังหลัง) มีพระโอรสและพระธิดา 3 องค์ คือ เจ้าหญิงคำผิว (เสียชีวิต) เจ้าหญิงคำจันทร์ (สามีเป็นชาวฝรั่งเศส) และเจ้าชายสุริยะราช
#บุรุษเหล็กแห่งอาณาจักรลาว ล่องไพรลุยที่เฮี้ยน ยิงเสือ-ปราบจระเข้
สำหรับพี่น้องประชาชนจากสปป.ลาวน่าจะคุ้นเคยกับชื่อ “เจ้าเพชรราช” กันเป็นอย่างดี พระองค์นอกจากจะเป็นนักปกครอง และผู้ต่อสู้เพื่ออิสรภาพของประชาชนแล้ว พระองค์ยังเป็นผู้นิยมไพร และเข้าถึงประชาชน มีการคบหาผู้คนในท้องถิ่นอย่างกว้างขวางจนวีรกรรมของพระองค์เป็นที่ลือลั่น
เจ้ามหาอุปราชเพชรราช ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญของลาวในศตวรรษที่ 20 พระองค์เป็นที่รักและเคารพนับถือของคนลาวทั่วไปสืบเนื่องมาจากบทบาทในการกู้อิสรภาพ ซึ่งมีผู้บันทึกไว้หลายแหล่งแล้ว ในที่นี้ขอหยิบยกเกร็ดข้อมูลในด้านชีวิตส่วนตัวที่ท่านคบหากับประชาชนทุกแห่ง เรียกได้ว่าเป็นนักปกครองที่เข้าถึงประชาชน
การคบหาและเข้าถึงประชาชนทุกแห่งหนนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากอุปนิสัยส่วนพระองค์ที่นิยมไพร พระองค์รู้จักภูมิประเทศในอาณาเขตลาวอย่างช่ำชอง จนได้รับสมญานามว่า “บุรุษเหล็ก” แห่งราชอาณาจักรลาวในยุคปรมาณู
ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่เพิ่งทำความรู้จัก เจ้ามหาอุปราชเพชรราช มหาสิลา วีระวงส์ นักวิชาการประวัติศาสตร์ นักอักษรศาสตร์-วรรณคดี บันทึกไว้ในหนังสือ “เจ้าเพชรราช บุรุษเหล็กแห่งราชอาณาจักรลาว” ว่า พระองค์สืบเชื้อสายมาจากวงศ์กษัตริย์แห่งนครล้านช้างหลวงพระบาง มีศักดิ์ทางเจ้าชั้นเจ้าราชภาคิไนย เป็นชั้นลำดับที่ 4 ตามลำดับศักดิ์ชั้นเจ้าในวงศ์กษัตริย์ที่มีอยู่ 5 ชั้น โดยชั้นที่ 4 เทียบเท่า “หม่อมราชวงศ์” ของไทย พระองค์ได้รับสถาปนาเป็นเจ้ามหาอุปราชแห่งนครหลวงพระบาง เพราะราชวงศ์ของพระองค์เคยได้รับตำแหน่งนี้มาแต่โบราณหลายชั่วคน
เจ้ามหาอุปราชเพชรราชเป็นโอรสองค์ที่ 3 ของเจ้ามหาอุปราชบุญคง พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) พระองค์ไปศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ. 1905 ทุกครั้งที่โรงเรียนปิดเทอมจะข้ามไปท่องเที่ยวและพักที่ประเทศอังกฤษ และเคยอาศัยที่บ้านพักของมิสเตอร์เลนน อาจารย์สอนวิชาดาราศาสตร์ทำให้พระองค์สนใจเรื่องดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ พระองค์จึงเป็นนักค้นคว้าหลักทางโหราศาสตร์โบราณเป็นคนแรกๆ และแต่งหลักคำนวณปฏิทินลาวไว้
มหาสิลา วีระวงส์ ผู้เขียนหนังสือประวัติเจ้ามหาอุปราชเพชรราช ซึ่งเคยติดตามพระองค์ไปล่าสัตว์ระหว่างปี ค.ศ. 1931-1939 อธิบายอุปนิสัยของพระองค์ว่า เป็นคนมีสติ พูดน้อย พูดติดอ่าง ไม่ลื่นไหล แต่มั่นคง น้ำพระทัยอดทน กล้าหาญ หนักแน่น ตรงต่อเวลา และมักผจญภัย มีมานะ ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ยังทำตัวเป็นเจ้าอยู่เสมอ รักเกียรติความเป็นเจ้า หากชาวฝรั่งเศสเข้ามาหาพระองค์ที่ห้องทำงาน ถ้าไม่ใช่เชื้อเจ้า ไม่ว่าจะตำแหน่งสูงปานใด พระองค์ไม่เคยลุกจากเก้าอี้ไปจับมือ เว้นแต่ผู้สำเร็จราชการหัวเมืองลาว
เรื่องที่พระองค์ชื่นชอบที่สุดคือเมื่อมีราษฎรถือว่าที่ใด หนองใด ห้วยใด แม่น้ำใด เฮี้ยนนัก มีผีร้าย ประชาชนลงหาปลาไม่ได้ พระองค์จะเที่ยวปราบให้เสมอ หรือมีสัตว์ร้ายรบกวนพืชผักที่ปลูกไว้ พระองค์จะจัดการทันที
เมื่อ ค.ศ. 1932 ราษฎรแชนดินมารายงานว่า มีเสือโคร่ง 2 ตัวอยู่ใต้บ้าน ดักกินคว้ายหมดไป 21 ตัว ชาวบ้านเดือดร้อน ขอให้พระองค์ไปราบ เจ้าเพชรราชพาหมู่ข้าราชการ 6-7 ราย รวมถึงมหาสิลา ไปยิงเสือที่บ้านแชนดิน แถบน้ำงึม แขวงเวียงจันทร์ แต่ละรายถือปืนคนละกระบอก พระองค์ขับรถเอง
พระองค์เกณฑ์ชาวบ้านโห่ร้อง ตีฆ้อง ตีกลอง ให้ดังสนั่น ส่วนพระองค์กับหมู่ข้าราชการ และมหาสิลา ดักอยู่ทางที่เสือจะออกไป พระองค์เล่าเหตุการณ์ให้มหาสิลา ว่า พระองค์นั่งบังต้นยาง พอโห่ไล่มาสักพัก เริ่มได้ยินเสียงครางหืดหาด จึงส่องไปตามป่าห่างๆ ต้นไม้ที่พระองค์นั่งอยู่ห่างจากต้นไม้ที่เสือผ่านประมาณ 15-16 เมตร พระองค์ตั้งใจให้เสือผ่านไปก่อน แล้วยิงตัวที่เดินตามหลังนัดหนึ่ง เชื่อว่าตัวหน้าจะต้องกระโดดไปข้างหน้า น่าจะยิงได้ทันอีกตัว
เมื่อถึงเวลาสมควรแต่ยังไม่เห็นเสือผ่านต้นไม้ไป จึงวกคืนมาดูทางฟากต้นไม้อีกด้าน ก็เห็นหัวเสือโผล่พ้นต้นไม้ ห่างพระองค์เพียง 2 เมตร พระองค์ยิงใส่ก้านคอจนเสือหมอบคาที่ แต่เสือยังเงยหัวผงกอยู่ พระองค์ซ้ำอีกนัด ส่วนตัวที่สองกระโดดบังต้นไม้หายไป ยิงทันแค่ตัวเดียวเท่านั้น
นอกจากปราบเสือ ยังมีเรื่องเล่ากับการปราบจระเข้ที่หนองเม็ก หนองยาวประมาณ 1 กิโลเมตร กว้าง 200-300 เมตร อยู่ในป่าลุ่ม ใกล้น้ำงึมทางเหนือ หนองมีจระเข้ชุกชุม ชาวบ้านไม่กล้าหากินในหนอง และยังเชื่อกันว่ามีผีร้าย ต่อมาเจ้าเพชรราชพาข้าราชการไปหาโห่เนื้อตามแถวบ้านหาดเกลี้ยงทุกวันเสาร์ การโห่เนื้อก็แบ่งปันให้ชาวบ้านที่ไปโห่ทุกคน วันที่ไม่ได้เนื้อ พระองค์จะซื้อวัวหรือหมูของชาวบ้านมาฆ่าและแบ่งปันให้ชาวบ้านกินทั่วกัน
ช่วงแรกที่ไปถึงบริเวณริมหนอง มหาสิลา เล่าว่า กลุ่มผู้เดินทางนั่งดูจระเข้นับร้อยอยู่ในหนอง จระเข้ลอยอยู่แบบไม่กลัวใครเนื่องจากไม่เคยถูกรบกวน วันแรกพระองค์ใช้ปืนเมาเซอร์ยิงจระเข้ที่ลอยอยู่ 12 นัด ตัวที่ถูกยิงตายจมในหนองน้ำ แต่ไม่มีคนกล้าลงไปดู ส่วนตัวที่ไม่ถูกยิงก็ดำน้ำและว่ายห่างออกไป
2 อาทิตย์ต่อมา พระองค์สั่งให้เจ้าเมืองทุกระดับป่าวประกาศให้ชาวบ้านตาลเปลี่ยว หาดเกลี้ยง แชนดิน นากุง เป็นต้น ลงหาปลาหนองแม็ก โดยให้เจ้าเมืองเอาเรือไปที่หนองหลายลำ และจัดทำแพไว้ พระองค์ไปนั่งเรือหายิงจระเข้ วันเดียวยิงได้ 13 ตัว วันต่อมาก็ฆ่าลงต่อเนื่องจนจระเข้หนองเม็กนับร้อยหนีไปหมด หลังจากนั้นชาวบ้านก็ลงหากินในหนองน้ำได้สบายจนทุกวันนี้
เจ้าเพชรราช เล่าถึงเรื่องการล่าสัตว์ของพระองค์ในหนังสือ “อาวุธปืนและกีฬาล่าเนื้อ” ของพระองค์ตอนหนึ่งว่า กีฬาล่าเนื้อเป็นกีฬากลางแจ้งที่ผู้ไม่เคยเห็นมาก่อนจะรู้สึกไม่ชอบ และเกลียดเป็นที่สุด เพราะเห็นแง่ร้ายด้านเดียว อาทิ ทำลายชีวิตสัตว์ แต่ถ้ารับรู้รสชาติแล้ว จะรู้สึกอยากเข้าป่า การเข้าป่าไม่ได้มีจุดประสงค์ล่าสัตว์อย่างเดียว แต่ยังได้ความรู้แง่พฤกษชาติ สัตว์ใหญ่ ตลอดจนธรรมเนียมชาวป่าชาวดอย
ถึงจะเป็นนักนิยมไพรที่มีประสบการณ์ แต่มหาสิลา เล่าว่า เจ้าเพชรราชก็ยังเคยถูกสัตว์อาทิ ช้าง วัวกระทิง ไล่อยู่หลายครั้ง


* ภาพเล็กเจ้าเพชรราช.jpg (529.89 KB, 1053x761 - ดู 147 ครั้ง.)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 ตุลาคม 2563, 17:54:27 โดย maxna » บันทึกการเข้า
maxna
Newbie
*

พลังน้ำใจ : 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 146

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 9 : Exp 76%
HP: 2.7%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #108 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2563, 11:37:30 »

ฆราวาสครูธรรมใหญ่สายธรรมอุตฺตโมบารมี

สร้างเพื่อแจกศิษย์ในสายธรรมอุตฺตโมบารมี


* ภาพเล็ก ฆราราส.jpg (433.81 KB, 1049x757 - ดู 136 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
maxna
Newbie
*

พลังน้ำใจ : 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 146

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 9 : Exp 76%
HP: 2.7%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #109 เมื่อ: 18 ตุลาคม 2563, 11:49:12 »

แร่กายสิทธิ์คู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมี

เป็นวัตถุธาตุสืบทอด เพื่อเป็นของคู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมี
 
แร่กายสิทธิ์คู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมี เชื่อกันว่าเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่งตามความเชื่อ โดยชนิดนี้เป็นฝังตัวอยู่ในถ้ำ

มีสีดำคล้ายนิล มีสีออกเขียวอ่อนๆ เงางาม

อานุภาพแร่กายสิทธิ์คู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมี
มีความศักดิ์สิทธิ์มาก อีกทั้งตามความเชื่อโบราณยังได้กล่าวอีกว่า การบูชาแร่กายสิทธิ์คู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมีโดยตามความเชื่อแล้วก็จะมีการบูชาด้วยการใช้คาถาอาคม ซึ่งแร่กายสิทธิ์คู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมีจะมีความศักดิ์สิทธิ์
มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ที่บูชามีความเชื่อ มีความเคารพศรัทธาต่อพลังธาตุกายสิทธิ์ และต่อครูบาอาจารย์ที่ได้ทำการถ่ายทอดพระคาถาอาคมนั้นๆ นับได้ว่าใครที่ได้ครอบครองแร่กายสิทธิ์คู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมีถือเป็นความโชคดี
เหนือสิ่งอื่นใด ความสำเร็จในชีวิตจะเกิดขึ้นได้ เราต้องเป็นผู้สร้างเอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถสร้างให้ได้ แต่จะเป็นเครื่องช่วยนำทางให้พบแต่ความโชคดี แคล้วคลาด ปลอดภัย สิ่งที่สำคัญเราพึงระลึกอยู่เสมอว่า
คนทุกคนล้วนแต่อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่ตั้ง ขอให้เราจงยอมรับกรรมนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดี หรือไม่ดีก็ตาม ให้มีสติอยู่เสมอจะได้ไม่เสียสมดุลของชีวิต



* ภาพเล็ก เหล็กไหล.jpg (406.27 KB, 1049x759 - ดู 135 ครั้ง.)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 ตุลาคม 2563, 11:53:45 โดย maxna » บันทึกการเข้า
maxna
Newbie
*

พลังน้ำใจ : 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 146

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 9 : Exp 76%
HP: 2.7%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #110 เมื่อ: 21 มกราคม 2564, 13:01:03 »

รุ่น ไหว้ครูครั้งที่ 159
สายธรรมอุตฺตโมบารมี

สร้างถวายญาถานเบิ้ม อุตฺตโม
บรมครูใหญ่สายธรรมอุตฺตโมบารมี
วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี
ผู้สืบทอดรุ่นที่ 3
ศิษย์แห่งบูรพาจารย์ปรมาจารย์ใหญ่หลวงปู่สำเร็จลุน

ของอาถรรพ์ ตามธรรมชาติที่สายธรรมอุตฺตโมบารมีได้จะสร้างขึ้นมีมวลสารศักดิ์สิทธิ์หลัก ดังนี้
1.โลหะธาตุ "เหล็กเปียก"ตำนาน "เหล็กเปียก” ที่มีคุณวิเศษเหมือนเหล็กไหล เกิดจากพระอมตะเถระที่สำเร็จวิชาเล่นแร่แปรธาตุซึ่งมีพุทธคุณ
ธรรมคุณ สังฆคุณ เทวคุณ ขจัดปัดเป่าภัยพิบัตินานัปการ "เหล็กเปียก” มีลักษณะสีขาวขุ่นเหมือนตะกั่ว นับเป็นโลหะธาตุที่มีเนื้อเปียกชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา
คล้าย ๆ กับน้ำค้างจับเกาะ สมัยโบราณนิยมใช้เหล็กเปียกประดับไว้ที่ ยอดพระเจดีย์ ป้องกันฟ้าผ่า มีอานุภาพทางหนังเหนียว คงกระพันอาวุธทุกชนิด
นอกจากนั้น ยังมีพุทธคุณสยบสิ่งที่เป็นอัปมงคล ป้องกันเสนียดจัญไร ป้องกันคุณไสย ป้องกันคนที่คิดไม่ดี คิดร้าย และมีอานุภาพี่จะเพิ่มพูน เรื่องของโชคลาภ
ความเป็นมหามงคลจะบังเกิดทำให้ชีวิตความเป็นอยู่จะให้ท่านอุดมสมบูรณ์พรั่งพร้อมไปด้วย ทรัพย์สมบัติ ความสุข ความสบาย อายุยืน

2.เขาควายเผือกฟ้าผ่าของอาถรรต์ธรรมชาติ อันเป็นส่วนสำคัญที่เสาะหากันมา โบราณกาลจึงต่างตามหาเขาควายเผือกฟ้าผ่า
ผู้ที่ได้ครอบครองเขาควายเผือกฟ้าผ่าถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องเวทย์เรื่องอาคมและเป็นผู้วาสนาบุญญาบารมีสูง มีฤทธิ์อำนาจป้องกันแก้อาถรรพณ์ต่างๆ
เป็นของหายากแก้มนต์แก้กลต่างๆ แก้ปัดเสนียดต่างๆ คนโบราณยังนิยมนำเขามาแกะห้อยคอ กันผีทั้งทางน้ำทางบก มีฤทธิ์เสน่ห์ เมตตามหานิยม
คงกระพันชาตรี แคล้วคลาดปลอดภัย โชคลาภ

3.พระหยกดำ พุทธคุณและมีพุทธานุภาพสูง​ หยกสีดำเป็นสีแห่งความอมตะ มีพลังต้านพลังด้านลบสูง หรือสิ่งที่ไม่ดีมาสู่เจ้าของหยก
และความร่ำรวยเงินทองไหลมาเทมา หยกดำ เสริมทางด้านฮวงจุ้ย ซึ่งเชื่อว่าหยกดำจะช่วยทำให้เกิดความร่มเย็นภายในบ้าน
รวมทั้งรับสิ่งดีๆเข้ามาภายในบ้านและตัวท่านอีกด้วย

4.ว่านไพรดำ สรรพคุณของว่านคือ คงกะพัน กันมีดของมีคม กันปอบ ผี แคล้วคลาดในการเดินทาง รักษาโรค ไพลดำเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง
ถึงความหนังเหนียว ความแคล้วคลาด ชื่อเสียงของว่านไพลดำ และยิ่งทำการหุงข้าวเหนียวด้วยว่านไพลดำหรือดินดำไพรดำเพื่อเป็นยารักษาโรค
ยิ่งมีพุทธคุณหาสิ่งใดเปรียบเทียบได้เลย


* ภาพเล็ก.jpg (416.79 KB, 1309x937 - ดู 49 ครั้ง.)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 มกราคม 2564, 13:05:02 โดย maxna » บันทึกการเข้า
maxna
Newbie
*

พลังน้ำใจ : 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 146

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 9 : Exp 76%
HP: 2.7%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #111 เมื่อ: 21 มกราคม 2564, 13:07:33 »

เหรียญทานบารมีบูชาครู
หลวงปู่ทา นาควัณโณ
ปรมาจารย์สายธรรมอุตฺตโมบารมี

(สร้างครั้งเดียว และเป็นรุ่นเดียวที่สายธรรมอุตฺตโมบารมีจัดสร้าง)
เหรียญ 65 % ออกต่างประเทศ
เหรียญ 45 % อยู่ในประเทศไทย
แสดงว่าเหรียญจะเหลืออยู่แค่ 2,000 กว่าเหรียญ



* ภาพเล็กหลวงปู่ทา.jpg (599.8 KB, 1315x939 - ดู 46 ครั้ง.)

บันทึกการเข้า
maxna
Newbie
*

พลังน้ำใจ : 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 146

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 9 : Exp 76%
HP: 2.7%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #112 เมื่อ: 21 มกราคม 2564, 13:14:03 »

เหรียญหลวงปู่ยักษ์ โคษะกะ
รุ่น มหาบารมีแคล้วคลาด
วัดภูตากแดด ต.ห้องแซง อ.เลิงนกนา จ.ยโยธร

ครูธรรมสายธรรมอุตฺตโมบารมีจัดสร้างถวายบูชาครู

สร้างถวายปี 2563
จำนวนการจัดสร้างดังนี้
1.เหรียญทองคำ 1 เหรียญ
2.เหรียญเงิน 5 เหรียญ
3.เหรียญทองเหลือง 559 เหรียญ
4.เหรียญทองแดง 999 เหรียญ
5.เหรียญทองแดงรมดำ 999 เหรียญ



* _๒๑๐๑๒๑.jpg (1101.78 KB, 1771x2366 - ดู 48 ครั้ง.)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 มกราคม 2564, 13:16:25 โดย maxna » บันทึกการเข้า
maxna
Newbie
*

พลังน้ำใจ : 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 146

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 9 : Exp 76%
HP: 2.7%



ดูรายละเอียด
« ตอบ #113 เมื่อ: 06 มีนาคม 2564, 14:18:39 »

มีดหมอมหาศาสตราคม รุ่นแรก
 วัตถุประสงค์เพื่อใช้ในงานตัดหวาดลูกนิมิต ในงานฉลองอุโบสถ์ วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

จำนวนการจัดสร้าง มีดังนี้
1.เล่ม 12 นิ้ว มีฐานวาง จำนวน 1 เล่ม
2.เล่ม 9 นิ้ว มีฐานวาง จำนวน 8 เล่ม
3.เล่ม 5 นิ้ว มีฐานวาง จำนวน 20 เล่ม
4.เล่ม 5 นิ้ว ไม่มีฐานวาง จำนวน 150 เล่ม

โดยมีพิธีกรรมการสร้าง ตามแบบโบราณในสายวิชาบูรพาจารย์ใหญ่หลวงปู่สำเร็จลุน ที่สายธรรมอุตฺตโมบารมีได้รับการสืบทอด โดยผ่าน ญาถ่านเบิ้ม อุตฺตโม ผู้สืบทอด รุ่นที่ 3

.....คำว่า “มีดหมอ” คำว่า หมอ ในที่นี้อาจจะมาจากคำว่า “หมอผี” ซึ่งในบรรดาหมอไสยศาสตร์ ทั้งหมอผีจะมีมีดที่ใช้ในการประกอบพิธีทางไสยศาสตร์ แต่เดิมคงจะเรียกกันว่า “มีดหมอผี” แต่เกิดการตัดเอาคำว่าผี หรือคำอื่นเพื่อให้สะดวกแก่การเรียกขานจากคำว่า “มีดหมอผี” จึงกลายมาเป็น “มีดหมอ” หรืออีกในหนึ่งที่มีดหมอหมายถึงตัวแทนครู “มีดครูหมอ” แต่คำว่าครูเป็นอุปสรรคในการออกเสียง จึงถูกลดลงเหลือสองพยางค์ว่า “มีดหมอ”

.....มีดหมอมหาศาสตราคม รุ่นแรก สร้างไว้เป็นเครื่องศาสตราวุธทรงพุทธานุภาพ
ปกป้องคุ้มครองบรรดาลูกศิษย์ลูกหา กล่าวได้ว่าเป็นที่สุดแห่งศาสตร์พระเวทย์พิชัยสงคราม เป็นวิชาชั้นสูงแห่งเครื่องราชกกุธภัณฑ์

.....การสร้างมีดหมอมหาศาสตราคม รุ่นแรก ทั้งแบบที่ใช้เป็นอาวุธและแบบที่ใช้เฉพาะในพิธีกรรมนั้น จะมีขั้นตอนคล้ายๆกัน
จะต่างกันเพียงเรื่องที่จะใช้เป็นอาวุธด้วยหรือไม่เท่านั้น ถ้าจะใช้เป็นอาวุธด้วยก็ต้องพิถีพิถันในการตีใบมีดมากขึ้น

......ตำราการสร้างดาบมหาศาสตราคมต้องลงอักขระเลขยันต์เสกปลุกทุกส่วนของมีด คือ ใบมีด ด้ามมีด ปลอกมีด เมื่อจะทำการสร้างดาบมหาศาสตราคม
ขั้นแรกต้องจัดหาวัสดุโลหะธาตุต่างๆที่ใช้ทำใบมีดจะเป็นสิ่งที่ถือกันว่ามีอาถรรพ์อยู่ในตัว มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว ใช้โลหะหลายชนิดประกอบกันแล้วตีเป็นใบมีด
โดยฤกษ์ยามคือสิ่งสำคัญ

......ฤกษ์ยามคือสิ่งสำคัญ โดยแบ่งออกเป็น 5 วาระ ดังนี้
วาระที่ 1 หลอมเหล็ก โดยประกอบพิธีกรรมขอขมาอาถรรพ์ในตัวเหล็ก
ฤกษ์วาระที่ 1 วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2563
ฤกษ์เวลา วันเสาร์ 06.00 ถึง 08:29 น.ในวันอาทิตย์
ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีชวด จุลศักราช ๑๓๘๒
คริสตศักราช 2020 , มหาศักราช 1942 , รัตนโกสินทรศก 239
อธิกสุรทิน ปกติมาส อธิกวาร , โสรวาร(ส) กัตติกมาส โทศก

วาระที่ 2 ตียึดเหล็กให้ยาว
วาระที่ 3 บวงสรวงโลหะ
วาระที่ 4 ขึ้นรูปดาบ โดยประกอบพิธีกรรมขอขมาครู
วาระที่ 5 พุทธาภิเษกพระแสง

......ขั้นแรกต้องจัดหาวัสดุโลหะธาตุต่างๆที่ใช้ทำใบมีดจะเป็นสิ่งที่ถือกันว่ามีอาถรรพ์อยู่ในตัว มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว ใช้โลหะ 77 อย่างหลอมเข้ากันแล้วตีเป็นใบมีด
การใช้เหล็ก 77 อย่าง นำมาผสม ดังนี้
1.เหล็กจากยอดพระเจดีย์มหาธาตุ
2.เหล็กขนันผีพรายตายทั้งกลม
3.ตะปูตอกฝาโลงจาก 7 ป่าช้า
4.เหล็กที่เกิดการชำรุดจากอาวุธที่พังในการศึก
5.เหล็กแทงคอวัว
6.เหล็กเบญจพรรณกัลเม็ด
7.เหล็กหล่อบ่อพระแสง
8.เหล็กที่ใช้สำหรับตรึงโลงศพ
9.หม้อผีตายหง
10.หอกสัมฤทธิ์
11.พระแสงหัก
12.เหล็กสลักประตู
13.เหล็กถ้ำต่างๆ
14.เหล็กกำแพง
15.เหล็กน้ำพี้
16.ธาตุเงิน
17.ธาตุทอง
18.ธาตุทองแดง
19.ผงถ่านไม้ไผ่
20.ผงตะไบพระต่างๆ
21.ยอดปราสาท
22.เหล็กประตูโบสถ์
23.เหล็กประตูวัด
24.เหล็กประตูบ้านคนตายท้องกลม
25.เหล็กประตูบ้านคนผูกคอตาย
26.เหล็กสะพาน
27.เหล็กทางสามแพร่ง
28.เหล็กฟ้าผ่า
29.เหล็กลำกล้องปืนที่ยิงคนตาย
30.ตะปูสังฆวานร
31.บาตรพระเก่า
32.เหล็กน้ำพี้
33.เหล็กน้ำลี้
33.ชนวนทองล้น หล่อพระประทาน
34.เหล็กช่อฟ้าอุโบสถ
35.ยอดปลีฉัตรทองพระธาตุ
36.เหล็กเปียก
37.เหล็กตะแกรงเผาศพ
38.เหล็กดึงคอศพ
39.เหล็กพลิกศพ
40.ตะปูเผาผีตายโหง
41.กำไรสำริด
42.โซ่ตรวนนักโทษอุกฉกรรณ์
43.ปรอทดำ
44.แร่เจ้าน้ำเงิน
45.แร่บริสุทธิ์(สังกะสี)
46.เศษสะเก็ดฟ้าผ่า หรือ(ที่เรียกว่าขวานฟ้าผ่า)
47.ลูกกระสุนปืนที่ยิงคนตาย
48.เหล็กกรงขัง
49.แร่เงินยวง
50.เหล็กแกนเจดีย์
51.เหล็กสมอเรือสำเภาโบราณ
52.กั่นพร้าหัก
53.โซ่ล่ามช้าง
54.ตราชั่งโบราณ
55.ขอบบาตร
56.ตะขอช้าง
57.กรีชทองแดง
58.ผานไถ
59.พญาร้อยคุ้ง
60.เหล็กปอฉ้อ
61.เหล็กฐานเทียนชัย
62.เหล็กไอ้ใบ้
63.เหล็กเที่ยงตรง
64.เหล็กแกะ
65.เหล็กไตรภพ
66.เหล็กลูกปืนใหญ่โบราณ
67.เหล็กหล่อบ่อพระขรรค์
68.เหล็กใบเลื่อย
69.ธาตุทองเหลือง
70.เหล็กเตารีดโบราณ
71.ขวานเหล็กโบราณ
72.กาน้ำชาเหล็กโบราณ
73.ทั่งเหล็กโบราณ
74. กล่องเหล็กโบราณ
75. กุญแจเหล็กโบราณ
76.เหล็กเกราะโบราณ
77.เคี่ยวเกี่ยวข้าวโบราณ
และบรรจุมวลสารอาถรรพ์ 77 ชนิด

คัมภีร์มหาศาสตราคม หาเหล็กสําหรับทํามีดตามที่ระบุไว้ ในคัมภีร์มหาศาสตราคมมาจนครบถ้วนคือ
เอาเหล็กยอดพระเจดีย์มหาธาตุ ยอดประสาททวารามาประสม
เหล็กขนันผีพรายตายทั้งกลม เหล็กตรึงโลงตรึงปั้นลมสลักเพชร
หอกสําฤทธิ์กริชทองแดงพระแสงหัก เหล็กปฏักสลักประตูตาปูเห็ด
พร้อมเหล็กเบญจพรรณกัลเม็ด เหล็กบ้านพร้อมเสร็จทุกสิ่งแท้
เอาเหล็กไหลเหล็กหล่อบ่อพระแสง เหล็กกําแพงนําพี้ทั้งเหล็กแร่
ทองคําสําฤทธิ์นากอะแจ เงินที่แท้ธาตุเหล็กทองแดงคง
            ยังได้รวมด้วยเหล็กสารพัดบิ่น สารพัดหักอีกร้อยแปดชนิดมาร่วมด้วย เมื่อได้เหล็กมาพร้อมแล้ว จึงตั้งมณฑลพิธีล้อมด้วยราชวัฏฉัตรธงทั้ง๔ มุม ตรงกลางตั้งพิธีดาดด้วยผ้าขาว ลงยันต์เพดานทั้งหน้าหลัง แล้วหาเครื่องกระยาสังเวย สําหรับบูชาเทพยดาอารักษ์และครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาท อันประกอบด้วยมัจฉะมังษาหาร ๖ ประการ พร้อมเครื่องกระยาบวช ขนมแห้ง ขนมหวานอีกผลไม้ ๙ อย่าง เทียนเงินเทียนทองหนัก ๔ บาท ๑ คู่ เมื่อได้วันดีคือวันเสาร์ขึ้น ๑๕ คํา จึงบูชาครูบาอาจารย์และเทพยดาฟ้าดิน จึงเริ่มพิธีตีดาบขึ้นทันที
            เอาสูบทั่งตั้งไว้ในพิธี เอาถ่านที่ต้องย่างวางในนั้น ช่างเหล็กมีฝีมือลือทั้งกรุง ผ้าขาวนุ่งผ้าขาวห่มดูคมสัน วงสายสิญจ์เศกลงเลขยันต์ คนสําคัญคอยดูซึ่งฤกษ์ดี ครั้นได้พิชัยฤกษ์ราชฤทธิ์ พระอาทิตย์เที่ยงฤกษ์ราชสีห์ ขุนแผนสูบเหล็กให้แดงดี นายช่างตีรีดรูปให้เรียวปลาย ที่ตรงกลางกว้างงามสามนิ้วกึ่ง ยาวหนึ่งศอกกํามาหน้าลูกไก่ เผาชุบสามแดงแทงตะไบ บัดเดี๋ยวใจเกลี้ยงพลันเป็นมันยับแล้ว
ลงกั่นดาบข้างแบน ด้วยคาถาบารมีพระพุทธเจ้าคือ
อายันตุโภนโต อิธะทานะ สีละเนกขัมมะ ปัญญา สะหะวิริยะขันติ
สัจจาธิฎฐานะเมตตุเปกขา ยุทธายะโว คัณหะถะอาวุธานิ
ลงกั่นดาบด้านสัน ด้วยพระคาถาหัวใจพระยาสมาสดังนี้
นานามุสะระ หะระ บัพพะตะคะรุ กะลิงคะระ
สะระธนู คะทาสิโต มาระหัตถา มาระคะนา
เอาทองแดงที่ใช้สําหรับห่อหุ้มกั่นดาบมาลงถมด้วยพระคาถา นวหรคุณ ๑๐๘ คาบ
อะสังวิสุโลปุสะพุภะ
แล้วลงถมด้วยพระคาถาต่างอีก พระคาถาพุทธนิมิตร์ ลงถม ๙ คาบ
พุทธัสสะ อิธิพุทธัสสะ พุทธะนิมิตตัง ปฏิมานะพุทโธ
ธาตุพุทโธ นิมิตตะพุทโธ กายะพุทโธ สูญญะพุทโธ
เอคะตานัง กายะรูปะสูญยัง พุทธะนิมิตตัง อิทธิฤทธิ์พุทธะ
นิมิตตังลงถมอีก ๙ คาบด้วยคาถา
อะสิ สัตติ ธนูเจวะ สัพเพ เต อาวุทธานิ จะ
ภัคคะภัคคา วิจุณณานิ โลมังมาเมนะผุสสันติ
ตามด้วยคาถาพรหมสี่หน้าลงถมอีก ๙ คาบ ว่า
 สหัสสะสีเส ปิเจโปโส สีเสสีเส สะตังมุกขา มุกเข มุกเข
สะตังชิวหา ชีวะกัปโป มหิทธิโก นะสักโกติ จะวัณเณตุง
ตามด้วยคาถาลงถมอีก ๙ คาบ บารมี ๓๐ ทัศน์ ว่า
อิติปารมิตาติงสา อิติสัพพัญญูมาคะตา
อิติโพธิมนุปปัตโต อิติปิโสจะเตนะโม
ลงถมด้วยคาถามงกุฏพระพุทธเจ้า ๙  คาบ ว่า
อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ
อิเมนาพุทธะตังโสอิอิโสตังพุทธะปิติอิ
และตามด้วยอรหันต์ ๘ ทิศ ๙ คาบ ว่า
                                    อิระชาคะตะระสา ติหังจะโตโรถินัง
                                    ปิสัมระโลปุสัตพุท โสมาณะกะริถาโธ
                                    ภะสัมสัมวิสะเทภะ คะพุทปันทูทัมวะคะ
                                    วาโธโนอะมะมะวา อะวิสุนุสานุติ
 แล้วตามด้วย คาถา ๙ คาบ
พุทธังกันตัง ธัมมังกันตัง สังฆังกันตัง
พุทธังสิทธิ ธัมมังสิทธิ สังฆังสิทธิ
 แล้วลงถมตามด้วยคาถา ๙ คาบ
                                    นะผุด ผัดผิด ปฏิเสวามิ
แล้วจึงลงประทับด้วยคาถานี้อีกครั้งหนึ่งว่า
สัตถาธะนุง อากัตถิตุง ทัตวา วิสัชเชตุง นาทาสิ
( บทนี้เมื่อลงให้ผ่อนลมหายใจออกลงจบเดียว )
กัณหะเนหะ หายใจเข้าพุทธังปัจจุขาด
ธัมมังปัจจุขาด สังฆังปัจจุขาด
( หายใจเข้าออก สลับกันไปทีละบท )
 สําหรับแผ่นทองแดงด้านหลังนั้นลงประทับด้วยพระคาถานี้
 อะระหัง สุคะโต ภะคะวา
ลงถม ๙ คาบแล้วตามด้วย
นะโมพุทธายะ อิติปาระมิตาติงสา โนวะปะตานุภาเวนะ
มาระเสนา อะติกกันตา มาระนิทรา ทัสสะปาระมิตา
ทะมาระนิทรา ปาระชังฆานิทรา ทัสสะปาระมิตา โลหะกันตา
นามะเตนะโม มาตาปิตุพุทธะคุณัง สัพพะสัตรูวิธังเสนตุ
อะเสสะโต เอวังทัสสะวัณโณ ปฏิฐิตัง จักรวาฬะ
สัพพะสัตตานุภาเวนะ มาราโมระอะติกกันตา
ทัสสะพรหมมานุภาเวนะ สัพพะสัตรูวินาสสันติ
เมื่อลงทองแดงห่อกั่นดาบแล้ว จึงเอาเกสร ๑๐๘ และยามุกใหญ่มาบดให้ละเอียด เพื่อบรรจุในด้าม (ยามุกใหญ่คือยาสารพะดอย่าง ) หินซึ่งใช้บดยานั้นลงด้วยพระคาถา มหาโสฬสมงคล ลงถม๙ คาบ ตามด้วยคาถาหัวใจพระธรรมเจ็ดคําภีร์๙ คาบ คาถาพรหมสี่หน้า ๙ คาบ คาถาพุทธนิมิต ๙ คาบคาถาพระเจ้า ๑๖ พระองค์ ๙ คาบคาถาอะระหันต์ ๘ ทิศ ๙ คาบคาถาบารมี ๓๐ ทัศน์ ๙ คาบ คาถาหัวใจสนธิ งะญะนะมะ ๙ คาบ คาถาพระกรณีย์ จะภะกะ๙ คาบ ขณะบดยาให้ภาวนาพระคาถานี้
งะญะนะมะ จะภะกะสะ นะมะพะทะ
อะระหังสุคะโตภะคะวา  อิกะวิติ
อิสวาสุ สุสวาอิ นะโมพุทธายะ
อะสังวิสุโลปุสะพุภะ ปะติลิยะติ
พุทธังสิทธิ ธัมมังสิทธิ สังฆังสิทธิ
จนกว่าจะบดยาเสร็จด้ามมีดให้ใช้ไม้ ชัยพฤกษ์ แกะเป็นรูปท้าวเวสสุวรรณ เขียนคาถาเป็นตัวเลข ลงที่องค์ท่าน
ลงเลข ๓ ตรีนิสิงเหที่ปากท้าวเวสสุวรรณ ว่าด้วยสูตรคือ
                                    มะอะอุตรีนิสิงเห
ลงเลข ๗ ที่ตาทั้งสองของท่านว่าสูตร
                                    สะธะวิปิปะสะอุสัตตะนาเค
ลงเลข ๕ ที่อกของท่านว่า
อาปามะจุปะปัญจะเพชรฉลูกัญเจวะ
ลงเลข ๔ ที่หัวไหล่ทั้งสองของท่านว่า
นะมะพะทะจัตตุเทวา
ลงเลข ๖ ที่ขาทั้งสองของท่านว่า
อิสวาสุฉอวัชชะราชา
ลงเลข ๕ ที่ด้านหลังท่านว่า
ทีมะสังอังขุปัญจะ อินทรานะเมวะจะ
ลงเลข ๑ ที่ตาตุ่มทั้งสองข้างว่า
มิเอกะยักขา
ลงเลข ๙ ที่ศรีษะท่านว่า
อะสังวิสุโลปุสะพุภะนวะเทวา
ลงเลข ๕ ที่แขนซ้ายว่า
                                    สหะชะตะตรีปัญจะพรหมาสะหะบดี
ลงเลข ๕ ที่แขนขวาว่า
                                    นะโมพุทธายะ ปัญจะพุทธานะมามิหัง
ลงเลข ๒ ที่ศอกทั้งสองข้างว่า
                                    พุทโธทะเวราชา
ลงเลข ๘ ที่สะโพกทั้งสองข้างว่า
เสพุเสวะเสตะอะเส อัฏฐะอะระหันตา
ใช้พระคาถาท้าวเวสสุวรรณลงด้ามมีดให้ทั่วว่า
เวสสุวรรโณมหาราชา สัพเพเทวาเสเจวะ
อาฬะวะกาทะโย ปิจะขัคคัง ตาละปัตตัง
ทิสวา สัพเพยักขา ปะลายันติ
เวสสุวรรโณมหาราชา จัตตุโลกะปาลายัสสะสิโน
อิติภูตา มหาภูตา สัพเพยักขาปะลายันติ
ลงกระบองท้าวเวสสุวรรณด้วย
            นะโมพุทธายะ
จบคัมภีร์มหาศาสตราคม


* 268978.jpg (249.72 KB, 1108x1477 - ดู 17 ครั้ง.)

* 268979.jpg (264.06 KB, 1108x1477 - ดู 17 ครั้ง.)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 มีนาคม 2564, 14:23:16 โดย maxna » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 6 7 [8]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!