ชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์แห่งภาคอีสาน
The Buddhist Art Conservation Club Of Esan (North Eastern Part Of Thailand)
19 ตุลาคม 2563, 23:10:23 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
  หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  

กติกาในการ เช่า-แลกเปลี่ยนพระเครื่อง | พระเครื่องเมืองอุบลราชธานี | แจ้งปัญหาการใช้งาน
แจ้งเรื่องการยืนยันตัวตนสำหรับผู้ที่จะให้เช่าพระเครื่องฯ | วิธีสมัครสมาชิกเว็บ

  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
1  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: ประวัติ พระอาจารย์สมศักดิ์ อุตฺตโม(ญาถ่านเบิ้ม)วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 18 ตุลาคม 2563, 11:49:12
แร่กายสิทธิ์คู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมี

เป็นวัตถุธาตุสืบทอด เพื่อเป็นของคู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมี
 
แร่กายสิทธิ์คู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมี เชื่อกันว่าเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่งตามความเชื่อ โดยชนิดนี้เป็นฝังตัวอยู่ในถ้ำ

มีสีดำคล้ายนิล มีสีออกเขียวอ่อนๆ เงางาม

อานุภาพแร่กายสิทธิ์คู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมี
มีความศักดิ์สิทธิ์มาก อีกทั้งตามความเชื่อโบราณยังได้กล่าวอีกว่า การบูชาแร่กายสิทธิ์คู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมีโดยตามความเชื่อแล้วก็จะมีการบูชาด้วยการใช้คาถาอาคม ซึ่งแร่กายสิทธิ์คู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมีจะมีความศักดิ์สิทธิ์
มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ที่บูชามีความเชื่อ มีความเคารพศรัทธาต่อพลังธาตุกายสิทธิ์ และต่อครูบาอาจารย์ที่ได้ทำการถ่ายทอดพระคาถาอาคมนั้นๆ นับได้ว่าใครที่ได้ครอบครองแร่กายสิทธิ์คู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมีถือเป็นความโชคดี
เหนือสิ่งอื่นใด ความสำเร็จในชีวิตจะเกิดขึ้นได้ เราต้องเป็นผู้สร้างเอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถสร้างให้ได้ แต่จะเป็นเครื่องช่วยนำทางให้พบแต่ความโชคดี แคล้วคลาด ปลอดภัย สิ่งที่สำคัญเราพึงระลึกอยู่เสมอว่า
คนทุกคนล้วนแต่อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่ตั้ง ขอให้เราจงยอมรับกรรมนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดี หรือไม่ดีก็ตาม ให้มีสติอยู่เสมอจะได้ไม่เสียสมดุลของชีวิต

2  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: ประวัติ พระอาจารย์สมศักดิ์ อุตฺตโม(ญาถ่านเบิ้ม)วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 18 ตุลาคม 2563, 11:37:30
ฆราวาสครูธรรมใหญ่สายธรรมอุตฺตโมบารมี

สร้างเพื่อแจกศิษย์ในสายธรรมอุตฺตโมบารมี
3  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: ประวัติ พระอาจารย์สมศักดิ์ อุตฺตโม(ญาถ่านเบิ้ม)วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 18 ตุลาคม 2563, 11:34:06
ล็อกเก็ต เจ้าเพชรราช รัตนวงศา รุ่นแรก
จอมขมังเวทย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขง สปป.ลาว

วัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่บารมีเจ้าเพชรราช รัตนวงศา และนำรายได้จากการจองไปจัดสร้างพระใหญ่ให้กับวัดที่ขาดพระใหญ่ไว้ให้พุทธศาสนิกชนบูชา

จำนวนการจัดสร้าง
1.ฝังตะกรุดทองคำ 9 ดอก และเหรียญนาคปรกทองคำ จำนวน 3 ชิ้น
2.ฝังตะกรุดทองคำ 1 ดอก และเหรียญนาคปรกเงิน จำนวน 39 ชิ้น
3.ฝังตะกรุดเงิน 1 ดอก และเหรียญนาคปรกเงิน จำนวน 159 ชิ้น

ด้านหลังฝังบรรจุมวลสารศักดิ์สิทธิ์ ดังนี้
1.เหล็กเปียกยอดพระธาตุพนม
2.ดินไพรดำ
3.เม็ดปรอด
4.งาช้างดำ

ประวัติ
เจ้าเพชรราช ประสูติ ณ ตำหนักวังหน้า นครหลวงพระบาง เมื่อวันอาทิตย์ เดือนยี่ แรม 9 ค่ำ ปีฉลู จุลศักราช 1251 เวลา 11.55 น. ตรงกับวันที่ 19 มกราคม 2443 (ค.ศ.1890) เป็นโอรสองค์ที่ 3 ของเจ้ามหาอุปราชบุญคง ซึ่งสืบตระกูลมาจากเจ้ามหาอุปราชอุ่นแก้วซึ่งเป็นต้นตระกูลเดิม เมื่ออายุได้ 7 ปีกว่าจึงเริ่มเรียนหนังสือลาวและหนังสือสยามและภาษาฝรั่งเศส พร้อมๆกับการติดสอยตามพระบิดาไปตรวจงานหัวเมืองเสมอ ปี พ.ศ. 2442 ผนวชเป็นสามเณรที่วัดธาตุหลวงเรียนภาษาบาลี ปี พ.ศ. 2447 ได้เสด็จไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส ที่โรงเรียนโกโลนิยาล (Colonial) ซึ่งเป็นร.ร.ที่ฝรั่งเศสตั้งขึ้นเพื่ออบรมผู้ที่จะไปเป็นข้าราชการปกครองในประเทศหัวเมืองขึ้น ต่อมาเข้าโรงเรียนมัธยมมงเตเยอ แผนกวิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ เพื่อฝึกภาษาอังกฤษ ในระหว่างปิดเทอมได้ข้ามไปพักในอังกฤษ อาศัยอยู่กับมิสเตอร์เลนน อาจารย์สอนดาราศาสตร์จึงทำให้เกิดสนใจในดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ตั้งแต่นั้นมา ต่อมาได้แต่งหลักคำนวณปฏิทินลาวไว้ด้วย พระองค์ศึกษาต่อในโรงเรียนมัธยมเซนต์หลุยส์ถึงปี 2453 เสด็จกลับมาผนวชเป็นพระภิกษุที่วัดหนองสระแก้วตามประเพณี เมื่อลาผนวชแล้ว เข้ารับราชการเป็นผู้ร่างหนังสืออยู่กองคลัง หลวงพระบาง
พระองค์อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงคำแว่น พระพี่นางเธอของเจ้าศรีสว่างวงศ์ ซึ่งตกพุ่มหม้ายและมีอายุมากกว่าหลายปี ทั้งนี้ว่ากันว่าเป็นการประสานรอยร้าวระหว่างราชวงศ์หลวงพระบางสายเจ้ามันธาตุราชกับสายเจ้าอุ่นแก้ว (ตระกูลวังหน้ากับตระกูลวังหลัง) มีพระโอรสและพระธิดา 3 องค์ คือ เจ้าหญิงคำผิว (เสียชีวิต) เจ้าหญิงคำจันทร์ (สามีเป็นชาวฝรั่งเศส) และเจ้าชายสุริยะราช
#บุรุษเหล็กแห่งอาณาจักรลาว ล่องไพรลุยที่เฮี้ยน ยิงเสือ-ปราบจระเข้
สำหรับพี่น้องประชาชนจากสปป.ลาวน่าจะคุ้นเคยกับชื่อ “เจ้าเพชรราช” กันเป็นอย่างดี พระองค์นอกจากจะเป็นนักปกครอง และผู้ต่อสู้เพื่ออิสรภาพของประชาชนแล้ว พระองค์ยังเป็นผู้นิยมไพร และเข้าถึงประชาชน มีการคบหาผู้คนในท้องถิ่นอย่างกว้างขวางจนวีรกรรมของพระองค์เป็นที่ลือลั่น
เจ้ามหาอุปราชเพชรราช ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญของลาวในศตวรรษที่ 20 พระองค์เป็นที่รักและเคารพนับถือของคนลาวทั่วไปสืบเนื่องมาจากบทบาทในการกู้อิสรภาพ ซึ่งมีผู้บันทึกไว้หลายแหล่งแล้ว ในที่นี้ขอหยิบยกเกร็ดข้อมูลในด้านชีวิตส่วนตัวที่ท่านคบหากับประชาชนทุกแห่ง เรียกได้ว่าเป็นนักปกครองที่เข้าถึงประชาชน
การคบหาและเข้าถึงประชาชนทุกแห่งหนนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากอุปนิสัยส่วนพระองค์ที่นิยมไพร พระองค์รู้จักภูมิประเทศในอาณาเขตลาวอย่างช่ำชอง จนได้รับสมญานามว่า “บุรุษเหล็ก” แห่งราชอาณาจักรลาวในยุคปรมาณู
ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่เพิ่งทำความรู้จัก เจ้ามหาอุปราชเพชรราช มหาสิลา วีระวงส์ นักวิชาการประวัติศาสตร์ นักอักษรศาสตร์-วรรณคดี บันทึกไว้ในหนังสือ “เจ้าเพชรราช บุรุษเหล็กแห่งราชอาณาจักรลาว” ว่า พระองค์สืบเชื้อสายมาจากวงศ์กษัตริย์แห่งนครล้านช้างหลวงพระบาง มีศักดิ์ทางเจ้าชั้นเจ้าราชภาคิไนย เป็นชั้นลำดับที่ 4 ตามลำดับศักดิ์ชั้นเจ้าในวงศ์กษัตริย์ที่มีอยู่ 5 ชั้น โดยชั้นที่ 4 เทียบเท่า “หม่อมราชวงศ์” ของไทย พระองค์ได้รับสถาปนาเป็นเจ้ามหาอุปราชแห่งนครหลวงพระบาง เพราะราชวงศ์ของพระองค์เคยได้รับตำแหน่งนี้มาแต่โบราณหลายชั่วคน
เจ้ามหาอุปราชเพชรราชเป็นโอรสองค์ที่ 3 ของเจ้ามหาอุปราชบุญคง พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) พระองค์ไปศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ. 1905 ทุกครั้งที่โรงเรียนปิดเทอมจะข้ามไปท่องเที่ยวและพักที่ประเทศอังกฤษ และเคยอาศัยที่บ้านพักของมิสเตอร์เลนน อาจารย์สอนวิชาดาราศาสตร์ทำให้พระองค์สนใจเรื่องดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ พระองค์จึงเป็นนักค้นคว้าหลักทางโหราศาสตร์โบราณเป็นคนแรกๆ และแต่งหลักคำนวณปฏิทินลาวไว้
มหาสิลา วีระวงส์ ผู้เขียนหนังสือประวัติเจ้ามหาอุปราชเพชรราช ซึ่งเคยติดตามพระองค์ไปล่าสัตว์ระหว่างปี ค.ศ. 1931-1939 อธิบายอุปนิสัยของพระองค์ว่า เป็นคนมีสติ พูดน้อย พูดติดอ่าง ไม่ลื่นไหล แต่มั่นคง น้ำพระทัยอดทน กล้าหาญ หนักแน่น ตรงต่อเวลา และมักผจญภัย มีมานะ ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ยังทำตัวเป็นเจ้าอยู่เสมอ รักเกียรติความเป็นเจ้า หากชาวฝรั่งเศสเข้ามาหาพระองค์ที่ห้องทำงาน ถ้าไม่ใช่เชื้อเจ้า ไม่ว่าจะตำแหน่งสูงปานใด พระองค์ไม่เคยลุกจากเก้าอี้ไปจับมือ เว้นแต่ผู้สำเร็จราชการหัวเมืองลาว
เรื่องที่พระองค์ชื่นชอบที่สุดคือเมื่อมีราษฎรถือว่าที่ใด หนองใด ห้วยใด แม่น้ำใด เฮี้ยนนัก มีผีร้าย ประชาชนลงหาปลาไม่ได้ พระองค์จะเที่ยวปราบให้เสมอ หรือมีสัตว์ร้ายรบกวนพืชผักที่ปลูกไว้ พระองค์จะจัดการทันที
เมื่อ ค.ศ. 1932 ราษฎรแชนดินมารายงานว่า มีเสือโคร่ง 2 ตัวอยู่ใต้บ้าน ดักกินคว้ายหมดไป 21 ตัว ชาวบ้านเดือดร้อน ขอให้พระองค์ไปราบ เจ้าเพชรราชพาหมู่ข้าราชการ 6-7 ราย รวมถึงมหาสิลา ไปยิงเสือที่บ้านแชนดิน แถบน้ำงึม แขวงเวียงจันทร์ แต่ละรายถือปืนคนละกระบอก พระองค์ขับรถเอง
พระองค์เกณฑ์ชาวบ้านโห่ร้อง ตีฆ้อง ตีกลอง ให้ดังสนั่น ส่วนพระองค์กับหมู่ข้าราชการ และมหาสิลา ดักอยู่ทางที่เสือจะออกไป พระองค์เล่าเหตุการณ์ให้มหาสิลา ว่า พระองค์นั่งบังต้นยาง พอโห่ไล่มาสักพัก เริ่มได้ยินเสียงครางหืดหาด จึงส่องไปตามป่าห่างๆ ต้นไม้ที่พระองค์นั่งอยู่ห่างจากต้นไม้ที่เสือผ่านประมาณ 15-16 เมตร พระองค์ตั้งใจให้เสือผ่านไปก่อน แล้วยิงตัวที่เดินตามหลังนัดหนึ่ง เชื่อว่าตัวหน้าจะต้องกระโดดไปข้างหน้า น่าจะยิงได้ทันอีกตัว
เมื่อถึงเวลาสมควรแต่ยังไม่เห็นเสือผ่านต้นไม้ไป จึงวกคืนมาดูทางฟากต้นไม้อีกด้าน ก็เห็นหัวเสือโผล่พ้นต้นไม้ ห่างพระองค์เพียง 2 เมตร พระองค์ยิงใส่ก้านคอจนเสือหมอบคาที่ แต่เสือยังเงยหัวผงกอยู่ พระองค์ซ้ำอีกนัด ส่วนตัวที่สองกระโดดบังต้นไม้หายไป ยิงทันแค่ตัวเดียวเท่านั้น
นอกจากปราบเสือ ยังมีเรื่องเล่ากับการปราบจระเข้ที่หนองเม็ก หนองยาวประมาณ 1 กิโลเมตร กว้าง 200-300 เมตร อยู่ในป่าลุ่ม ใกล้น้ำงึมทางเหนือ หนองมีจระเข้ชุกชุม ชาวบ้านไม่กล้าหากินในหนอง และยังเชื่อกันว่ามีผีร้าย ต่อมาเจ้าเพชรราชพาข้าราชการไปหาโห่เนื้อตามแถวบ้านหาดเกลี้ยงทุกวันเสาร์ การโห่เนื้อก็แบ่งปันให้ชาวบ้านที่ไปโห่ทุกคน วันที่ไม่ได้เนื้อ พระองค์จะซื้อวัวหรือหมูของชาวบ้านมาฆ่าและแบ่งปันให้ชาวบ้านกินทั่วกัน
ช่วงแรกที่ไปถึงบริเวณริมหนอง มหาสิลา เล่าว่า กลุ่มผู้เดินทางนั่งดูจระเข้นับร้อยอยู่ในหนอง จระเข้ลอยอยู่แบบไม่กลัวใครเนื่องจากไม่เคยถูกรบกวน วันแรกพระองค์ใช้ปืนเมาเซอร์ยิงจระเข้ที่ลอยอยู่ 12 นัด ตัวที่ถูกยิงตายจมในหนองน้ำ แต่ไม่มีคนกล้าลงไปดู ส่วนตัวที่ไม่ถูกยิงก็ดำน้ำและว่ายห่างออกไป
2 อาทิตย์ต่อมา พระองค์สั่งให้เจ้าเมืองทุกระดับป่าวประกาศให้ชาวบ้านตาลเปลี่ยว หาดเกลี้ยง แชนดิน นากุง เป็นต้น ลงหาปลาหนองแม็ก โดยให้เจ้าเมืองเอาเรือไปที่หนองหลายลำ และจัดทำแพไว้ พระองค์ไปนั่งเรือหายิงจระเข้ วันเดียวยิงได้ 13 ตัว วันต่อมาก็ฆ่าลงต่อเนื่องจนจระเข้หนองเม็กนับร้อยหนีไปหมด หลังจากนั้นชาวบ้านก็ลงหากินในหนองน้ำได้สบายจนทุกวันนี้
เจ้าเพชรราช เล่าถึงเรื่องการล่าสัตว์ของพระองค์ในหนังสือ “อาวุธปืนและกีฬาล่าเนื้อ” ของพระองค์ตอนหนึ่งว่า กีฬาล่าเนื้อเป็นกีฬากลางแจ้งที่ผู้ไม่เคยเห็นมาก่อนจะรู้สึกไม่ชอบ และเกลียดเป็นที่สุด เพราะเห็นแง่ร้ายด้านเดียว อาทิ ทำลายชีวิตสัตว์ แต่ถ้ารับรู้รสชาติแล้ว จะรู้สึกอยากเข้าป่า การเข้าป่าไม่ได้มีจุดประสงค์ล่าสัตว์อย่างเดียว แต่ยังได้ความรู้แง่พฤกษชาติ สัตว์ใหญ่ ตลอดจนธรรมเนียมชาวป่าชาวดอย
ถึงจะเป็นนักนิยมไพรที่มีประสบการณ์ แต่มหาสิลา เล่าว่า เจ้าเพชรราชก็ยังเคยถูกสัตว์อาทิ ช้าง วัวกระทิง ไล่อยู่หลายครั้ง
4  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: ประวัติ พระอาจารย์สมศักดิ์ อุตฺตโม(ญาถ่านเบิ้ม)วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 16 ตุลาคม 2563, 14:44:16
ว่านไพลดำศักดิ์สิทธิ์คู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมี

มหาว่านกายสิทธิ์ศักดิ์สิทธิ์
ตำราเขียนไว้อย่างชัดเจนในลักษณะ ต้น ดิน หัว ราก ใบ
ไพรดำ คือ วานที่มีชีวิตทิพย์
ชีวิตทิพย์ คือ มีวิญญาณ หายไปที่ไหนก็ได้

วิญญาณในที่นี้คือ เทวาขั้นสูงที่มีตบะหลายพันปีที่ยุสร้างบารมีในไพรดำเมื่อมีตบะ ถึงพันปีไพรดำ จะกลายเป็นหิน หรือแร่เหล็ก
ความหายากของ “ว่านไพลดำ” นั้น เคยได้ยินเรื่องเล่ากันว่า ต่อให้ถึงไปเจอในป่าลึก ก็ไม่สามารถขุดออกมาได้
เพราะดินรอบโคนต้นนั้นจะมีสีดำแข็งเป็นหิน เนื้อดินเหมือนผงเหล็กดำสนิท (#หรือเรียกว่าดินไพรดำในตำนาน)
โบราณกล่าวว่า “ว่านไพลดำ” เป็นที่สุดของบรรดาว่านกายสิทธิ์ เพราะสมัยก่อนคนเราอยู่กับป่ากับเขา อยู่กับการรบราฆ่าฟันรบทัพจับศึกอยู่บ่อยครั้ง
จึงนิยมพกชิ้นส่วนของว่านไพลดำ หรือวัตถุมงคลที่ทำจากว่านไพลดำ หรือที่สุดของว่านไพลดำแล้ว คือการสักน้ำมันไพลดำเข้าตัว
เพราะเน้นเรื่องความอยู่ยงคงกระพัน หนังเหนียว เน้นใช้ว่านในการป้องกันตัวเอง จึงไม่ได้สนใจเรื่องเงินทองเท่าใดนัก

จุดนี้ละ ที่เขาเรียกว่า เหล็กไหลไพรดำ ส่วนที่เป็นต้นว่านไพรดำ คือ
เทวาที่เข้าไปบำเพ็ญตบะ ตอนจะหายตัวไปบำเพ็ญที่อื่น ก่อนที่จะไป จะมีต้นใหม่มาแทน หรือเรียกในคำเข้าใจว่า ต้นลูกวานไพรดำ เพราะต้นแม่จะดำทั้งต้น

ในบริเวณที่ต้นไพรดำอยู่ เนื้อดินจะดำในรัศมี 2 เมตร แต่รัศมีที่อยู่ใกล้ต้นวานไพรดำ ประมาณ 12 นิ้ว ในบริเวณนั้นพื้นดิน
จะดำเหนี่ยวเหมือนน้ำมันยางมะตอย ใช้มือจับจะรู้สึกเหนียวมือ แต่ไม่ติดมือ มีลักษณะเงางามเป็นเอกลักษณะ
ในส่วนนี้ คือ...ต้นวานไพรดำขับน้ำมันในตัวออกมาโดยตามธรรมชาติในส่วนนี้จึงมีความเชื่อว่า มีฤทธิ์ 108 อย่าง
เทียบเท่าของหายากเท่ากับเหล็กไหลเพราะ กว่าจะทำให้ดินนั้นเกิดความเหนียวต้องใช้เวลาเป็นร้อยปี และบริเวณที่จะพอได้ต้องอยู่ในป่าลึก น้อยคนที่เข้าไปได้

นอกเหนือจากนี้แล้วจะเข้าใกล้ต้นว่านได้ยากเพราะว่านจะมีญาณเทพคุ้มครองท่านอยู่ในรัศมี 1-2 เมตร มีฤทธิ์ที่รุณแรงมากอาจทำให้หมดสติ
หรือเกิดอาการปวดไปทั้งตัวโดยหาสาเหตุไม่เจอ ถ้าจะใกล้ก็ต้องเป็นคนที่ถูกเลือกไว้ได้แค่วันที่กู้ว่าถือเป็นวันทีอันตรายน้อย จะมีแต่ผู้ครอบครองเท่านั้นที่จะสามารถ
จับต้องได้ในวันนั่น หลังจากกู้ขึ้นมาแล้วชิ้นส่วนต่างของว่านต้องผ่านพิธีกรรมอีกหลายอย่างจึงจะสามารถใช้การได้ และมีประโยชมหาศาล

ผู้ที่จะครอบครอง “ไพลดำ” ได้จะต้องเป็นคนที่สามารถชนะใจตนเองได้ คือไม่นำ “ไพลดำ” ไปใช้ในทางอกุศลกรรม เพราะอาจจะนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองได้ หากไม่รู้จักควบคุมจิตใจ
หรือแม้แต่ผู้ที่ได้ผลิตผลจากว่าน “ไพลดำ” ก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะได้มาเป็นผง เป็นน้ำมันไพลดำ พระเครื่องที่มีส่วนผสมของไพลดำ หรือไพลดำทั้งต้นก็แล้วแต่
จะต้องเป็นคนที่รู้จักควบคุมจิตใจตนเองไม่ให้หลงไปในกิเลส เพราะหากนำไปใช้ในทางที่ผิด ในการโอ้อวด ใช้ในการพาณิชย์เป็นเครื่องมือ
คุณประโยชน์ คุณสมบัติ หรือฤทธิ์ ที่ไพลดำมีอยู่ในตัว ก็จะพาผู้ครอบครองไปสู่ทางอกุศลกรรมได้

คุณสมบัติ หรือ “ฤทธิ์” อีกอย่างหนึ่งของว่านไพลดำ ที่นอกเหนือจากการอยู่ยงคงกระพัน หรือการมีโชคลาภทางการพนัน ป้องกันคุณไสยจากสิ่งต่างๆ รอบตัว
คุณสมบัติที่ครอบคลุมทุกอย่างทั้งเมตตา ค้าขาย อยู่ยงคงกระพัน มีฤทธิ์แรง ถ้าคนเลี้ยง คนกู้ไม่เก่งจริง ไม่มีวิชาในการ “กู้ว่าน” ว่านไพลดำก็จะตาย
หรือหมดคุณสมบัติ หมดฤทธิ์อำนาจที่มีอยู่ในตัว คนกู้ต้องมีศีล ต้องมีข้อปฏิบัติ
5  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: ประวัติ พระอาจารย์สมศักดิ์ อุตฺตโม(ญาถ่านเบิ้ม)วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 15 ตุลาคม 2563, 21:35:40
#เรื่องดินดำไพรดำ ผู้ครอบครอง บรมครูสายธรรมอุตตโมบารมี
ตำราเขียนไว้อย่างชัดเจนในลักษณะ ต้น ดิน หัว ราก ใบ
ไพรดำ คือ วานที่มีชีวิตทิพย์
ชีวิตทิพย์ คือ มีวิญญาณ หายไปที่ไหนก็ได้
วิญญาณในที่นี้คือ เทวาขั้นสูงที่มีตบะหลายพันปีที่ยุสร้างบารมีในไพรดำเมื่อมีตบะ ถึงพันปีไพรดำ จะกลายเป็นหิน หรือแร่เหล็ก #จุดนี้ละ ที่เขาเรียกว่า เหล็กไหลไพรดำ ส่วนที่เป็นต้นว่านไพรดำ คือ เทวาที่เข้าไปบำเพ็ญตบะ ตอนจะหายตัวไปบำเพ็ญที่อื่น ก่อนที่จะไป จะมีต้นใหม่มาแทน หรือเรียกในคำเข้าใจว่า ต้นลูกวานไพรดำ เพราะต้นแม่จะดำทั้งต้น
ในบริเวณที่ต้นไพรดำอยู่ เนื้อดินจะดำในรัศมี 2 เมตร แต่รัศมีที่อยู่ใกล้ต้นวานไพรดำ ประมาณ 12 นิ้ว ในบริเวณนั้นพื้นดิน จะดำเหนี่ยวเหมือนน้ำมันยางมะตอย ใช้มือจับจะรู้สึกเหนียวมือ แต่ไม่ติดมือ มีลักษณะเงางามเป็นเอกลักษณะ

ในส่วนนี้ คือ...ต้นวานไพรดำขับน้ำมันในตัวออกมาโดยตามธรรมชาติในส่วนนี้จึงมีความเชื่อว่า มีฤทธิ์ 108 อย่าง เทียบเท่าของหายากเท่ากับเหล็กไหลเพราะ กว่าจะทำให้ดินนั้นเกิดความเหนียวต้องใช้เวลาเป็นร้อยปี และบริเวณที่จะพอได้ต้องอยู่ในป่าลึก น้อยคนที่เข้าไปได้

นอกเหนือจากนี้แล้วจะเข้าใกล้ต้นว่านได้ยากเพราะว่านจะมีญาณเทพคุ้มครองท่านอยู่ในรัศมี 1-2 เมตร มีฤทธิ์ที่รุณแรงมากอาจทำให้หมดสติ หรือเกิดอาการปวดไปทั้งตัวโดยหาสาเหตุไม่เจอ ถ้าจะใกล้ก็ต้องเป็นคนที่ถูกเลือกไว้ได้แค่วันที่กู้ว่าถือเป็นวันทีอันตรายน้อย จะมีแต่ผู้ครอบครองเท่านั้นที่จะสามารถ จับต้องได้ในวันนั่น หลังจากกู้ขึ้นมาแล้วชิ้นส่วนต่างของว่านต้องผ่านพิธีกรรมอีกหลายอย่างจึงจะสามารถใช้การได้ และมีประโยชมหาศาล
6  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: ประวัติ พระอาจารย์สมศักดิ์ อุตฺตโม(ญาถ่านเบิ้ม)วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 15 ตุลาคม 2563, 16:32:23
ศาสตราวุธคู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมี
พระขรรค์อุตฺตโมบารมี

คือ พระขรรค์ที่เป็นของมหามงคล เปรียบเสมือนเสาค้ำที่ปกปักรักษาครูธรรมญาติธรรมของสายธรรมอุตฺตโมบารมี

พระขรรค์อุตฺตโมบารมี จะนำออกมาในพิธีกรรมสำคัญในสายธรรม เช่น งานพิธีกรรมไหว้ครูธรรม งานพิธีกรรมแช่วานอาคม เป็นต้น

เนื่องจากแต่เดิมนั้น เชื่อกันมาว่า พระขรรค์ เป็นศาตราวุธแห่งเทพเจ้า เป็นอาวุธคู่กายที่ใช้ทั้งในด้านการป้องกันสิ่งชั่วร้าย
และการดลบันดาลหรือเนรมิตสิ่งต่างๆได้ตามบุญบารมีของผู้ครอบครอง จะเห็นว่า พระขรรค์ มักปรากฏในวรรณคดี โดยเฉพาะใน
รูปเทวดาต่างๆที่ทรงพระขรรค์อย่างสวยงามและน่าเกรงขาม พระขรรค์ จึงเป็นศาสตราวุธที่มีบทบาทอย่างมากในสมัยโบราณ
จวบจนปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมอยู่ เพราะมีการสร้างพระขรรค์ ซึ่งเป็นวัตถุมงคลจากพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงศีล ลงอักขระเลขยันต์อันศักดิ์สิทธิ์ในพระขรรค์
ปลุกเสกอธิษฐานจิตกำกับด้วยคาถาอาคม จนพระขรรค์มีอานุภาพ ซึ่งส่วนมากจะใช้ในอานุภาพด้านการป้องกันภูติผีปีศาจ มนต์ดำ อาถรรพ์ร้าย
ให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอัปมงคลทั้งปวง

สำหรับลักษณะของพระขรรค์ที่ปรากฏโดยทั่วไป จะคล้ายคลึงกับดาบ แต่จะมีความแตกต่างตรงที่พระขรรค์จะปรากฎคมอยู่สองด้าน
ตรงกลางมีลักษณะคอดอย่างเห็นได้ชัด และมีอักขระเลขยันต์ปรากฎอย่างชัดเจน

ส่วนวัสดุที่ใช้นำมาสร้างเป็นพระขรรค์อุตฺตโมบารมี สร้างจากเหล็ก อาถรรพ์ 99 อย่าง
มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองอยู่แล้วมาสร้างเป็นพระขรรค์ นำมาปลุกเสกจนเกิดอานุภาพที่มากขึ้นได้
เป็นแร่โลหะ ที่ได้รับจากพ่อครูช่างหลวง
7  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: ประวัติ พระอาจารย์สมศักดิ์ อุตฺตโม(ญาถ่านเบิ้ม)วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 15 ตุลาคม 2563, 16:28:49
ศาสตราวุธคู่บารมีสายธรรมอุตฺตโมบารมี
ดาบมหาศาสตราคม

.....คำนี้หมายถึง ดาบมหาศาสตราคมที่เปรียบเสมือนเสาหลักค้ำสายธรรม สร้างไว้เป็นเครื่องศาสตราวุธทรงพุทธานุภาพ
ปกป้องคุ้มครองบรรดาลูกศิษย์ลูกหา กล่าวได้ว่าเป็นที่สุดแห่งศาสตร์พระเวทย์พิชัยสงคราม เป็นวิชาชั้นสูงแห่งเครื่องราชกกุธภัณฑ์

.....การสร้างดาบมหาศาสตราคมทั้งแบบที่ใช้เป็นอาวุธและแบบที่ใช้เฉพาะในพิธีกรรมนั้น จะมีขั้นตอนคล้ายๆกัน
จะต่างกันเพียงเรื่องที่จะใช้เป็นอาวุธด้วยหรือไม่เท่านั้น ถ้าจะใช้เป็นอาวุธด้วยก็ต้องพิถีพิถันในการตีใบมีดมากขึ้น

......ตำราการสร้างดาบมหาศาสตราคมต้องลงอักขระเลขยันต์เสกปลุกทุกส่วนของมีด คือ ใบมีด ด้ามมีด ปลอกมีด เมื่อจะทำการสร้างดาบมหาศาสตราคม
ขั้นแรกต้องจัดหาวัสดุโลหะธาตุต่างๆที่ใช้ทำใบมีดจะเป็นสิ่งที่ถือกันว่ามีอาถรรพ์อยู่ในตัว มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว ใช้โลหะหลายชนิดประกอบกันแล้วตีเป็นใบมีด
โดยฤกษ์ยามคือสิ่งสำคัญ

การใช้เหล็ก 77 อย่าง นำมาผสม ดังนี้
1.เหล็กจากยอดพระเจดีย์มหาธาตุ
2.เหล็กขนันผีพรายตายทั้งกลม
3.ตะปูตอกฝาโลงจาก 7 ป่าช้า
4.เหล็กที่เกิดการชำรุดจากอาวุธที่พังในการศึก
5.เหล็กแทงคอวัว
6.เหล็กเบญจพรรณกัลเม็ด
7.เหล็กหล่อบ่อพระแสง
8.เหล็กที่ใช้สำหรับตรึงโลงศพ
9.หม้อผีตายหง
10.หอกสัมฤทธิ์
11.พระแสงหัก
12.เหล็กสลักประตู
13.เหล็กถ้ำต่างๆ
14.เหล็กกำแพง
15.เหล็กน้ำพี้
16.ธาตุเงิน
17.ธาตุทอง
18.ธาตุทองแดง
19.ผงถ่านไม้ไผ่
20.ผงตะไบพระต่างๆ
21.ยอดปราสาท
22.เหล็กประตูโบสถ์
23.เหล็กประตูวัด
24.เหล็กประตูบ้านคนตายท้องกลม
25.เหล็กประตูบ้านคนผูกคอตาย
26.เหล็กสะพาน
27.เหล็กทางสามแพร่ง
28.เหล็กฟ้าผ่า
29.เหล็กลำกล้องปืนที่ยิงคนตาย
30.ตะปูสังฆวานร
31.บาตรพระเก่า
32.เหล็กน้ำพี้
33.เหล็กน้ำลี้
33.ชนวนทองล้น หล่อพระประทาน
34.เหล็กช่อฟ้าอุโบสถ
35.ยอดปลีฉัตรทองพระธาตุ
36.เหล็กเปียก
37.เหล็กตะแกรงเผาศพ
38.เหล็กดึงคอศพ
39.เหล็กพลิกศพ
40.ตะปูเผาผีตายโหง
41.กำไรสำริด
42.โซ่ตรวนนักโทษอุกฉกรรณ์
43.ปรอทดำ
44.แร่เจ้าน้ำเงิน
45.แร่บริสุทธิ์(สังกะสี)
46.เศษสะเก็ดฟ้าผ่า หรือ(ที่เรียกว่าขวานฟ้าผ่า)
47.ลูกกระสุนปืนที่ยิงคนตาย
48.เหล็กกรงขัง
49.แร่เงินยวง
50.เหล็กแกนเจดีย์
51.เหล็กสมอเรือสำเภาโบราณ
52.กั่นพร้าหัก
53.โซ่ล่ามช้าง
54.ตราชั่งโบราณ
55.ขอบบาตร
56.ตะขอช้าง
57.กรีชทองแดง
58.ผานไถ
59.พญาร้อยคุ้ง
60.เหล็กปอฉ้อ
61.เหล็กฐานเทียนชัย
62.เหล็กไอ้ใบ้
63.เหล็กเที่ยงตรง
64.เหล็กแกะ
65.เหล็กไตรภพ
66.เหล็กลูกปืนใหญ่โบราณ
67.เหล็กหล่อบ่อพระขรรค์
68.เหล็กใบเลื่อย
69.ธาตุทองเหลือง
70.เหล็กเตารีดโบราณ
71.ขวานเหล็กโบราณ
72.กาน้ำชาเหล็กโบราณ
73.ทั่งเหล็กโบราณ
74. กล่องเหล็กโบราณ
75. กุญแจเหล็กโบราณ
76.เหล็กเกราะโบราณ
77.เคี่ยวเกี่ยวข้าวโบราณ
และบรรจุมวลสารอาถรรพ์ 77 ชนิด
8  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: ประวัติ พระอาจารย์สมศักดิ์ อุตฺตโม(ญาถ่านเบิ้ม)วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 02 ตุลาคม 2563, 15:59:28
รวมวัตถุมงคล ยุคต้น ถึง ปี2563
9  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / เหรียญนาคปรกอุตฺตโม รุ่นแรก ญาถานเบิ้ม อุตฺตโม วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 07 กันยายน 2563, 10:18:46
เหรียญนาคปรกอุตฺตโม รุ่นแรก

ญาถานเบิ้ม อุตฺตโม
บรมครูใหญ่สายธรรมอุตฺตโมบารมี
ผู้สืบทอดรุ่นที่ 3 วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี
ศิษย์แห่งบูรพาจารย์สายปรมาจารย์ใหญ่หลวงปู่สำเร็จลุน

“พระนาคปรก” หรืออีกชื่อเรียกพระพุทธรูปลักษณะนั่งสมาธิ และมีพญานาคแผ่พังพานขึ้นจากไหล่ไปปรกพระเศียรของพระพุทธรูป ในกิริยาที่ พญานาคกราบนมัสการ พระพุทธเจ้า เป็นรูปขดตัวเป็นฐานตั้งพระพุทธรูป นั่งสมาธิ ประทับบนตัวพญานาคและมีพังพานและหัวของพญานาค ๗ เศียร ปรกอยู่ซึ่งเป็นพระพุทธจริยาวัตร ที่เสด็จประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขภาย ในวงขนด ของ พญานาคมุจลินท์นาคราช ทรงพุทธคุณสูงส่ง ด้านเมตตามหานิยม อธิษฐานขอพรโชคลาภ เงินทอง อาราธนาป้องกันภูตผีปีศาจ ตลอดถึงมีพุทธคุณ ปกป้อง คุ้มครอง ดวงชะตา ให้ปราศจากคราะห์ภัยทั้งปวง มีพุทธคุณครอบจักรวาล

ประวัติความสำคัญ
ครั้นพระพุทธองค์เสด็จประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้อชปาลนิโครธสิ้น 7 วัน แล้วพระองค์ก็เสด็จไปประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขยังร่มไม้จิก อันมีชื่อว่า มุจจลินท์ ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศอาคเนย์ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ วันนั้นเกิดฝนตกพรำอยู่ไม่ขาดสายตลอด ๗ วัน พญานาคมุจจลินท์ ผู้เป็นราชาแห่งนาค ได้ออกจากนาคพิภพ ทำขนดล้อมพระวรกาย ๗ ชั้น แล้วแผ่พังพานใหญ่ปกคลุมเบื้องบน เหมือนกั้นเศวตฉัตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความประสงค์มิให้ฝนและลมหนาวสาดต้องพระวรกาย ทั้งป้องกันเหลือบ ยุง บุ้ง ร่าน ริ้น และสัตว์เลื้อยคลานทั้งมวลด้วย
ครั้งฝนหายแล้ว พญามุจจลินท์นาคราชจึงคลายขนดจากที่ล้อมพระวรกายพระพุทธเจ้า จำแลงเพศเป็นมาณพน้อยยืนทำอัญชลีถวายนมัสการพระพุทธองค์ในที่เฉพาะพระพักตร์ ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเปล่งอุทานว่า "สุโข วิเวโก ตุฏฺฐัสสะ สุตะธัมมัสสะ ปัสสะโต อัพยาปัชชัง สุขัง โลเก ปาณะภูเตสู สัญญะโม สุขา วิราคะตา โลเก กามานัง สะมะติกฺกะโม อัสมิมานัสสะ วินะโย เอตัง เว ปะระมัง สุขัง ฯ" ความว่า "ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้มีธรรมอันได้สดับแล้ว รู้เห็นสังขารทั้งปวงตามเป็นจริงอย่างไร ความเป็นคนไม่เบียดเบียน คือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย และความเป็นคนปราศจากความกำหนัด คือความก้าวล่วงกามทั้งปวงเสียได้ เป็นสุขในโลกความนำออกเสียซึ่งอัสมินมานะ คือความถือตัวตนให้หมดได้นี้เป็นสุขอย่างยิ่ง"
พระพุทธจริยาที่เสด็จประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขภายในวงขนดของพญานาคมุจจลินท์นาคราชที่ขดแวดล้อมพระกายอยู่นี้ เป็นเหตุให้สร้างพระพุทธรูปปางนี้ขึ้นมา เรียกว่า ปางนาคปรก เรื่องพระปางนาคปรกนี้ นิยมสร้างเป็นพระนั่งบนขนดตัวพญานาคเหมือนเอานาคเป็นบัลลังก์ดูสง่า องอาจเป็นพระเกียรติอำนาจของพระองค์อย่างหนึ่ง ได้ลักษณะเป็นอย่างพระเจ้าของพราหมณ์ ถ้าจะรักษาลักษณะของพระพุทธรูปตามประวัติ ก็จะเป็นไปอีกในลักษณะหนึ่งคือ พระพุทธรูปจะมีพญานาคพันรอบพระวรกายด้วยขนดตัวพญานาคถึง 4-5 ชิ้น จนบังพระวรกายมิดชิด เพื่อป้องกันฝนและลม จะเห็นได้ก็เพียงพระเศียร พระศอ และพระอังสาเป็นอย่างมาก ทั้งเบื้องบนก็มีหัวพญานาคแผ่พังพานปกคลุมอีกด้วย
ความเชื่อ
พระพุทธรูปปางนาคปรกนี้นิยมสร้างเป็น พระพุทธรูปที่สักการบูชาประจำวันของคนเกิดวันเสาร์ ในพุทธศาสนาเป็นที่ทราบกันว่ามีความนิยมสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก อันเกี่ยวเนื่องกับพญานาคที่ชื่อ “มุจลินท์” ซึ่งมาแผ่พังพานปกป้องพระพุทธองค์ และกลายเป็นพระประจำวันเสาร์ นอกเหนือไปจากเรื่องพญานาคเลื่อมใสในพุทธศาสนาถึงขนาดปลอมตนมาขอบวชจนเรียกว่า “บวชนาค” มาจนถึงปัจจุบันนี้
พระนาคปรกเปรียบเสมือนพญานาคได้แผ่พังพาน ปกป้องคุ้มครองเจ้าชะตาให้พ้นทุกข์และภัยพิบัติต่างๆ และยังมีความเชื่อว่าพระปางนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ทางเมตตา ซึ่งเป็นการสอนทางอ้อมให้เห็นอานิสงค์หรือผลดีของความเมตตา เพราะแม้แต่พญานาคยังขึ้นจากสระน้ำมาถวายอารักขาพระพุทธเจ้า ทั้งนี้ก็ด้วยพลานุภาพแห่งพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ การบูชา พระนาคปรก เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ต่ออายุ เสริมดวงชะตา เมตตามหานิยม ทรัพย์ มหาอำนาจ ดีทุกด้านแก่ผู้บูชา การนำพระนาคปรก หรือ พระประจำวันเกิด บูชานั้นควรไว้ที่หัวนอนของตัวเองจะดีที่สุด องค์พระจะคุ้มครองคุ้มภัยอันตรายทั้งหลาย เสมือนว่าท่านได้คุ้มครองอยู่ตลอดเวลา

พระคาถาบูชา
สวด 10 จบ (องคุลีมาลปริตร) ดังนี้ "ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิ ชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ" มีบางความเชื่อ เชื่อว่าที่มาของพระพุทธรูปปางนี้ เป็นการผสมผสานความเชื่อของสองศาสนา คือ ศาสนาพุทธ และศาสนาฮินดู โดยมีที่มาจากพระวิษณุหรือพระนารายณ์ ขณะที่บรรทมประทับบนอาสน์พญานาคที่สะดือสมุทร
10  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: ประวัติ พระอาจารย์สมศักดิ์ อุตฺตโม(ญาถ่านเบิ้ม)วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 07 กันยายน 2563, 10:17:25
เหรียญนาคปรก รุ่นแรก

ญาถานเบิ้ม อุตฺตโม
บรมครูใหญ่สายธรรมอุตฺตโมบารมี
ผู้สืบทอดรุ่นที่ 3 วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี
ศิษย์แห่งบูรพาจารย์สายปรมาจารย์ใหญ่หลวงปู่สำเร็จลุน

มีขนาดความสูง 1.5 ซม. กว้าง 1.1 ซม.(ประมาณหนึ่งปลายนิ้วก้อย)

วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างถวายวัดวังม่วงแจกในงานฉลองอุโบสถ์วัดวังม่วง เป็นของชําร่วยแก่ญาติโยมที่มีร่วมทำบุญในวันงาน
จำนวนการจัดสร้าง
1.เหรียญเนื้อทองคำแท้ 9 เหรียญ
2.เหรียญเนื้อเงินแท้ จำนวน 99 เหรียญ
3.เหรียญเนื้อนวะ จำนวน 599 เหรียญ
4.เหรียญเนื้อทองทิพย์ จำนวน 1,500  เหรียญ
5.เหรียญเนื้อทองแดง จำนวน 1,500  เหรียญ
6.เหรียญเนื้อรมดำ จำนวน 1,500 เหรียญ

“พระนาคปรก” หรืออีกชื่อเรียกพระพุทธรูปลักษณะนั่งสมาธิ และมีพญานาคแผ่พังพานขึ้นจากไหล่ไปปรกพระเศียรของพระพุทธรูป ในกิริยาที่ พญานาคกราบนมัสการ พระพุทธเจ้า เป็นรูปขดตัวเป็นฐานตั้งพระพุทธรูป นั่งสมาธิ ประทับบนตัวพญานาคและมีพังพานและหัวของพญานาค ๗ เศียร ปรกอยู่ซึ่งเป็นพระพุทธจริยาวัตร ที่เสด็จประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขภาย ในวงขนด ของ พญานาคมุจลินท์นาคราช ทรงพุทธคุณสูงส่ง ด้านเมตตามหานิยม อธิษฐานขอพรโชคลาภ เงินทอง อาราธนาป้องกันภูตผีปีศาจ ตลอดถึงมีพุทธคุณ ปกป้อง คุ้มครอง ดวงชะตา ให้ปราศจากคราะห์ภัยทั้งปวง มีพุทธคุณครอบจักรวาล
ประวัติความสำคัญ
ครั้นพระพุทธองค์เสด็จประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้อชปาลนิโครธสิ้น 7 วัน แล้วพระองค์ก็เสด็จไปประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขยังร่มไม้จิก อันมีชื่อว่า มุจจลินท์ ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศอาคเนย์ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ วันนั้นเกิดฝนตกพรำอยู่ไม่ขาดสายตลอด ๗ วัน พญานาคมุจจลินท์ ผู้เป็นราชาแห่งนาค ได้ออกจากนาคพิภพ ทำขนดล้อมพระวรกาย ๗ ชั้น แล้วแผ่พังพานใหญ่ปกคลุมเบื้องบน เหมือนกั้นเศวตฉัตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความประสงค์มิให้ฝนและลมหนาวสาดต้องพระวรกาย ทั้งป้องกันเหลือบ ยุง บุ้ง ร่าน ริ้น และสัตว์เลื้อยคลานทั้งมวลด้วย
ครั้งฝนหายแล้ว พญามุจจลินท์นาคราชจึงคลายขนดจากที่ล้อมพระวรกายพระพุทธเจ้า จำแลงเพศเป็นมาณพน้อยยืนทำอัญชลีถวายนมัสการพระพุทธองค์ในที่เฉพาะพระพักตร์ ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเปล่งอุทานว่า "สุโข วิเวโก ตุฏฺฐัสสะ สุตะธัมมัสสะ ปัสสะโต อัพยาปัชชัง สุขัง โลเก ปาณะภูเตสู สัญญะโม สุขา วิราคะตา โลเก กามานัง สะมะติกฺกะโม อัสมิมานัสสะ วินะโย เอตัง เว ปะระมัง สุขัง ฯ" ความว่า "ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้มีธรรมอันได้สดับแล้ว รู้เห็นสังขารทั้งปวงตามเป็นจริงอย่างไร ความเป็นคนไม่เบียดเบียน คือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย และความเป็นคนปราศจากความกำหนัด คือความก้าวล่วงกามทั้งปวงเสียได้ เป็นสุขในโลกความนำออกเสียซึ่งอัสมินมานะ คือความถือตัวตนให้หมดได้นี้เป็นสุขอย่างยิ่ง"
พระพุทธจริยาที่เสด็จประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขภายในวงขนดของพญานาคมุจจลินท์นาคราชที่ขดแวดล้อมพระกายอยู่นี้ เป็นเหตุให้สร้างพระพุทธรูปปางนี้ขึ้นมา เรียกว่า ปางนาคปรก เรื่องพระปางนาคปรกนี้ นิยมสร้างเป็นพระนั่งบนขนดตัวพญานาคเหมือนเอานาคเป็นบัลลังก์ดูสง่า องอาจเป็นพระเกียรติอำนาจของพระองค์อย่างหนึ่ง ได้ลักษณะเป็นอย่างพระเจ้าของพราหมณ์ ถ้าจะรักษาลักษณะของพระพุทธรูปตามประวัติ ก็จะเป็นไปอีกในลักษณะหนึ่งคือ พระพุทธรูปจะมีพญานาคพันรอบพระวรกายด้วยขนดตัวพญานาคถึง 4-5 ชิ้น จนบังพระวรกายมิดชิด เพื่อป้องกันฝนและลม จะเห็นได้ก็เพียงพระเศียร พระศอ และพระอังสาเป็นอย่างมาก ทั้งเบื้องบนก็มีหัวพญานาคแผ่พังพานปกคลุมอีกด้วย
ความเชื่อ
พระพุทธรูปปางนาคปรกนี้นิยมสร้างเป็น พระพุทธรูปที่สักการบูชาประจำวันของคนเกิดวันเสาร์ ในพุทธศาสนาเป็นที่ทราบกันว่ามีความนิยมสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก อันเกี่ยวเนื่องกับพญานาคที่ชื่อ “มุจลินท์” ซึ่งมาแผ่พังพานปกป้องพระพุทธองค์ และกลายเป็นพระประจำวันเสาร์ นอกเหนือไปจากเรื่องพญานาคเลื่อมใสในพุทธศาสนาถึงขนาดปลอมตนมาขอบวชจนเรียกว่า “บวชนาค” มาจนถึงปัจจุบันนี้
พระนาคปรกเปรียบเสมือนพญานาคได้แผ่พังพาน ปกป้องคุ้มครองเจ้าชะตาให้พ้นทุกข์และภัยพิบัติต่างๆ และยังมีความเชื่อว่าพระปางนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ทางเมตตา ซึ่งเป็นการสอนทางอ้อมให้เห็นอานิสงค์หรือผลดีของความเมตตา เพราะแม้แต่พญานาคยังขึ้นจากสระน้ำมาถวายอารักขาพระพุทธเจ้า ทั้งนี้ก็ด้วยพลานุภาพแห่งพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ การบูชา พระนาคปรก เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ต่ออายุ เสริมดวงชะตา เมตตามหานิยม ทรัพย์ มหาอำนาจ ดีทุกด้านแก่ผู้บูชา การนำพระนาคปรก หรือ พระประจำวันเกิด บูชานั้นควรไว้ที่หัวนอนของตัวเองจะดีที่สุด องค์พระจะคุ้มครองคุ้มภัยอันตรายทั้งหลาย เสมือนว่าท่านได้คุ้มครองอยู่ตลอดเวลา
พระคาถาบูชา
สวด 10 จบ (องคุลีมาลปริตร) ดังนี้ "ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิ ชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ" มีบางความเชื่อ เชื่อว่าที่มาของพระพุทธรูปปางนี้ เป็นการผสมผสานความเชื่อของสองศาสนา คือ ศาสนาพุทธ และศาสนาฮินดู โดยมีที่มาจากพระวิษณุหรือพระนารายณ์ ขณะที่บรรทมประทับบนอาสน์พญานาคที่สะดือสมุทร

11  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / เบี้ยแก้อุตฺตโม รุ่นแรก ญาถานเบิ้ม อุตฺตโม วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 06 กันยายน 2563, 09:14:13
เบี้ยแก้อุตฺตโม รุ่นแรก

ญาถานเบิ้ม อุตฺตโม
บรมครูใหญ่สายธรรมอุตฺตโมบารมี ผู้สืบทอดรุ่นที่ 3
วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี
ศิษย์แห่งบูรพาจารย์สายปรมาจารย์ใหญ่หลวงปู่สำเร็จลุน

จำนวนการจัดสร้าง มี 2 แบบ
1.เบี้ยแก้อุตฺตโม ฝังตะกรุดทองคำ 19 ลูก
2.เบี้ยแก้อุตฺตโม ฝังตะกรุดเงิน 180 ลูก

วัตถุประสงค์ เพื่อนำเงินถวายวัดวังม่วงนำไปใช้ในการจัดเตรียมงานฉลองอุโบสถ์วัดวังม่วง

“เบี้ยแก้” ครอบจักรวาล กันมนตร์ดำ..คุณไสยเข้าตัว

ศรัทธามากล้นที่ผู้หญิงหลายต่อหลายคนนิยมบูชา “เบี้ยแก้” เพื่อแก้มนตร์ดำ ยาสั่งทำเสน่ห์ให้เสียผู้เสียคน...จนต้องหาเครื่องรางมาพกติดตัวเพื่อความสบายใจ มั่นใจ

หลายๆ เสียงกล่าวตรงกันว่า เบี้ยแก้ที่บูชามาเพื่อพกติดตัวนั้นสำคัญที่กรรมวิธีปลุกเสก จะต้องมีที่มาที่ไปผ่านมือเกจิอย่างละเอียดทุกขั้นตอน และอีกประเด็นสำคัญคือองค์ประกอบต่างๆจะต้องครบถ้วน เพื่อกันไม่ให้ของเข้าตัว พลิกตำราทำความเข้าใจให้ตรงกัน “เบี้ยแก้” หมายถึง เครื่องรางของขลังชนิดหนึ่งสำหรับแก้คุณไสย มนตร์ดำ ยาสั่ง ทำด้วยเบี้ยจั่นซึ่งเป็นหอยทะเลชนิดหนึ่ง บรรจุปรอทเอาไว้ภายใน แล้วปลุกเสกด้วยอาคม

คำว่า “เบี้ยแก้” มาจากคำว่า “เบี้ยแก้บน” เนื่องจากใช้เป็นเงินบนบานศาลกล่าวและเกิดสัมฤทธิผลความหมายจึงพ่วงการแก้ไขจากร้ายให้กลายเป็นดี จึงมีอานุภาพทางแก้กันสิ่งอาถรรพณ์ที่จะให้โทษ

แน่นอนว่าหัวใจสำคัญก็คือ...ทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง

โบราณาจารย์จะทำเบี้ยแก้โดยนำหอยเบี้ยมาบรรจุปรอท แล้วอุดด้วยชันโรง หุ้มด้วยแผ่นตะกั่วหรือผ้า แล้วนำมาถักด้วยเชือกทารัก หรือยางมะขวิด ผ่านการปลุกเสกกำกับ ใช้ผูกเอวหรือห้อยคอแก้คุณไสยโดยการแช่น้ำมนต์เพื่อไว้ดื่ม...อาบ

“เบี้ยแก้” เป็นเครื่องรางอันทรงคุณค่ามาแต่โบราณกาล โดยทำจากหอยเบี้ยซึ่งบรรจุปรอทไว้ภายใน ทั้งกันทั้งแก้สิ่งชั่วร้าย เสนียดจัญไร คุณไสย คุณคน คุณผี ยาสั่ง ยาเบื่อ ยาเมา พิษสัตว์ร้ายทั้งหลาย

วิธีการสร้างเบี้ยแก้ ส่วนสำคัญประกอบด้วย หอยเบี้ยแก้, ปรอท, ชันโรงใต้ดิน, ตะกั่ว, น้ำรักสีดำ, หอยเบี้ยแก้ ซึ่งเป็นหอยชนิดหนึ่งที่มีลาย เป็นเอก9ลักษณ์เฉพาะตัว ปรอท

โบราณท่านว่า “ปรอท” เป็นสิ่งมีชีวิต มีฤทธิ์ในตัวเป็นรองเพียงแต่เหล็กไหลเท่านั้น แม้ว่าจะยังไม่ผ่านการทำพิธีก็มีฤทธิ์ มีอาถรรพณ์ในตัว พวกผีกลัวมาก จำนวนปรอทที่ใช้กรอกลงในเบี้ยแก้จะต้องมีน้ำหนัก 1 บาท

ส่วน “ชันโรงใต้ดิน” ตามธรรมชาติชันโรงมี 2 ชนิด คือชันโรงบนต้นไม้ และชันโรงใต้ดิน ซึ่งชันโรงใต้ดินเป็นของอาถรรพณ์ ปกติชันโรงใต้ดินอยู่ที่ไหนที่นั่นจะไม่ไหม้ไฟ ชันโรงใต้ดินมีอิทธิคุณตามธรรมชาติเป็นมหาอุด กันไฟ กันคุณไสยได้

ชันโรงใต้ดินใช้ปิดปากเบี้ยไม่ให้ปรอทหนีตะกั่ว โบราณท่านว่า ตะกั่วเป็นของกายสิทธิ์ดีทางอยู่ ยงคงกระพัน ครูบาอาจารย์ท่านจะนำตะกั่วมาตีเป็นรูปหอยเบี้ยทาบหุ้มลงไปจนแน่นหนา จารอักขระเพิ่มลงไปเป็นสื่อชักนำพุทธบารมี ธรรมบารมีและสังฆบารมี ลงมาสู่ตัวเบี้ยแก้ ทำให้เกิดความขลังเพิ่มขึ้น

น้ำรักสีดำ ถือเคล็ดความศักดิ์สิทธิ์อีกประการหนึ่งว่า คำว่า “รัก” มีความหมายที่ดี คือเป็นที่รัก ที่เมตตาของคนทั่วไป เมื่อนำรักมาย้อมหุ้มเบี้ยแก้ย่อมเพิ่มอำนาจทางเสน่ห์เมตตา...ว่ากันว่าเสกเบี้ยจนคลานได้ กระนั้นเบี้ยแก้ที่ผ่านการบรรจุปรอทและหุ้มตะกั่ว ลงจาร และถักหุ้มแล้ว ถือว่ายังไม่ครบขั้นตอน?

“เพราะจะต้องปลุกเสกกำกับ เป็นการประชุมธาตุ หนุนธาตุ เพื่อให้เกิดฤทธิ์ เล่ากันว่ามีผู้พบเห็น หลวงปู่บุญ หลวงปู่เพิ่มแห่งวัดกลางบางแก้ว สามารถปลุกเสกเบี้ยจนคลานได้ อยู่ไม่น้อยปรอทครางในเบี้ย เรื่องที่น่าอัศจรรย์อย่างหนึ่ง ผู้ที่มีสมาธิมั่นสามารถสัมผัสได้ โดยการนำเบี้ยมาวางกลางฝ่ามือทำจิตให้เป็นสมาธิ”

จะพบว่าปรอทในตัวเบี้ยมีอาการไหวตัวและมีเสียงครางเบาๆ การทำสมาธิร่วมกับเบี้ยแก้ยังเป็นการรับอิทธิคุณ พลังอำนาจจากเบี้ยแก้เข้าสู่ตัว ถ้าเป็นโรคอยู่ เบี้ยแก้จะดูดโรคภัยถอนออกจากตัวเรา

เบี้ยแก้ของดีไม่มีเสื่อม ปกติเครื่องรางของขลังโดยทั่วไปมักจะมีข้อห้ามบางอย่างกำหนดไว้ หากผู้ใดไม่ทำตามจะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์นั้นเสื่อมลงไป เบี้ยแก้ไม่มีข้อห้ามใดๆ เบี้ยแก้เปรียบเสมือนทองคำอยู่ที่ไหนก็เป็นทองคำอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าจะอยู่ใต้ถุน ใต้สะพาน ใต้ราวผ้า ไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น...

เบี้ยแก้เมื่อเขย่าจะดังขลุกๆ อันเป็นเสียงปรอทที่กรอกเข้าไปในตัวเบี้ยกลิ้งไปกลิ้งมา เนื่องจากสามารถหดและขยายตัวตามอุณหภูมิ หากเขย่าเบี้ยแก้ตอนอากาศร้อนจะไม่ค่อยได้ยินเสียงเพราะปรอทจะขยายตัว แต่ถ้าอากาศเย็นจะมีพื้นที่ว่างในตัวเบี้ยมากกว่า เสียงจะดังฟังชัด

สรุปได้ว่า “เบี้ยแก้” มีคุณครอบจักรวาล คือดีทางป้องกัน คงกระพัน กันได้สารพัด เป็นเสน่ห์เมตตาทางโชคลาภอีกต่างหาก ควรจะรีบหาติดตัวกันเอาไว้ ซึ่งเบี้ยแก้นั้นถ้าสร้างถูกวิธีการสร้างยากมาก

ซึ่งความเชื่อเรื่องอำนาจที่เหนือธรรมชาติมีมาแต่ครั้งโบราณ เรื่องของเทวดาและภูตผีปีศาจมีอยู่ในความเชื่อของทุกชาติในโลก แน่นอนว่าต้องรวมความเชื่อเรื่องเวทมนตร์คาถาเอาไว้ด้วย เวทมนตร์คาถาต่างๆนั้นนับเป็นเครื่องมือที่ใช้สนองความต้องการของมนุษย์ ให้ใช้ไปในด้านต่างๆสารพัด แต่เมื่อพิจารณาแล้วล้วนไม่พ้นไปจากหลักใหญ่สองประการคือ ใช้ในทางร้ายที่นิยมเรียกว่า “ไสยดำ” และใช้ในทางดีที่นิยมเรียกว่า “ไสยขาว”

เป็นที่น่าสังเกตว่า...ทั้งไสยดำไสยขาวนั้น ต่างก็มีความเห็นตรงกันว่า ผู้เรียนรู้ทางเวทมนตร์คาถานั้น จำเป็นที่จะต้องมีวัตถุอาถรรพณ์ หรือของวิเศษประเภทหนึ่งเอาไว้ประจำตัว ซึ่งของวิเศษดังกล่าวนี้ ทั้งทางไสยขาวและไสยดำต่างมีวัตถุประสงค์ในการใช้ตรงกัน...คือใช้ในการป้องกันตัวและใช้ทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม นั่นคือต้องมีอาวุธวิเศษประจำตัว โดยอาวุธวิเศษนี้จะต้องมีฤทธิ์ใช้กำจัดศัตรู ใช้ทำลายล้างเวทมนตร์อาถรรพณ์ภูตผีปีศาจ และป้องกันภัยจากอำนาจเร้นลับเหนือธรรมชาติได้
12  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: ประวัติ พระอาจารย์สมศักดิ์ อุตฺตโม(ญาถ่านเบิ้ม)วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 06 กันยายน 2563, 09:11:02
ชานหมากอุตฺตโม รุ่นแรก

ญาถานเบิ้ม อุตฺตโม
บรมครูใหญ่สายธรรมอุตฺตโมบารมี
ผู้สืบทอดรุ่นที่ 3 วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี
ศิษย์แห่งบูรพาจารย์สายปรมาจารย์ใหญ่หลวงปู่สำเร็จลุน

จัดสร้าง จำนวน 199 ลูก ทุกเม็ดตอกโค็ดชื่อญาถ่านเบิ้ม อุตฺตโม

“วิชา ชานหมากมงคลผู้ทรงศีล” อีกหนึ่งของมงคล หรือ เครื่องราง ที่หลายคนเสาะแสวงหา โดยเฉพาะชานหมากจากผู้สืบทอดจากครูบาอาจารย์สายธรรมอุตฺตโมบารมี ผู้สืบทอดจากปรมาจารย์ใหญ่หลวงปู่สำเร็จลุน

วิชา ชานหมากมงคลผู้ทรงศีล เป็นการบริกรรมคาถา ล้วนต้องใช้ปากในการเปล่งเสียงคาถาเพื่อใหเกิดความศักดิ์สิทธิ์ เข้มขลัง ดังนั้นเมื่อท่านอมหรือเคี้ยวหมากขณะบริกรรมคาถา พุทธคุณหรือคาถาต้องผ่านหมากที่ท่านเคี้ยวอยู่ในปาก เอาแบบว่า เต็มทุกเม็ดเลยหล่ะกันไม่ตกหล่น
#ประการที่สอง จะดีไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับปาก เมื่อปากว่าแต่สิ่งที่ดี
คือการปลุกเสก ชานหมากที่อยู่ในปากก็ดีด้วยฉันนั้น
#ประการที่สาม ก็ปากอีกนั่นแหละที่ใช้สื่อสารให้เข้าใจ หรือ
โน้มน้าวให้คนรักใคร่ ชอบพอ ดังนั้นอะไรที่เสกแล้วออกจากปากย่อมเสมือนมีปากดีๆหลายปากมาช่วย ไม่ว่าจะเป็นเมตตามหานิยม ค้าขาย ติดต่อการงาน ธุรกิจ โชคลาภ ล้วนเกิดแต่สิ่งนี้

“ชานหมาก” นั้น แท้จริงแล้วเป็นเปลือกของหมากที่ติดอยู่กับตัวเนื้อหมาก ซึ่งญาถานเบิ้ม อุตฺตโมท่านจะฉันกับใบพลูและปูนแดง แต่ก่อนที่พระจะฉันหมาก ท่านจะมีการบริกรรมเสกเป่าหมากพลูเสียก่อน เพื่อให้การขบฉันหมากนั้นเป็นเภสัชหรือเป็นยา

หากแต่ในญาถานเบิ้ม อุตฺตโมท่านก็จะทำการบริกรรมปลุกเสกร่ายอาคมต่างๆกำกับเข้าไปด้วยก่อนจะเคี้ยว เพื่อให้ชานหมากที่จะคายออกมานั้น มีอานุภาพตามที่ต้องการ ว่ากันว่าโดยทั่วไปแล้ว ชานหมากมักจะมีอานุภาพด้านเมตตามหานิยมที่โดดเด่น และยังมีอานุภาพด้านแคล้วคลาด ป้องกันเขี้ยวงา ศาตราวุธทั้งหลาย

ในบางครั้งที่สานุศิษย์ไปกราบญาถานเบิ้ม อุตฺตโมท่านก็จะเมตตาเคี้ยวหมากพร้อมบริกรรมปลุกเสกให้ จากนั้นท่านก็จะนำมาเคี้ยว โดยในระหว่างที่เคี้ยว ถือกันว่าเป็นการปลุกเสกชานหมากอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเวลาเคี้ยวหมากพลูไป ก็มักจะสนทนาพูดคุยกับลูกศิษย์ คนใกล้ชิดหรือแม้กระทั่งพระสงฆ์ด้วยกันก็ตาม โดยเนื้อหาที่คุยส่วนมากมักจะเป็นการให้ศีลให้พร ถือเป็นการปลุกเสกรอบสองที่ดีนัก

เมื่อญาถานเบิ้ม อุตฺตโมท่านเคี้ยวหมากจนกระทั่งคายออกมาเป็นลักษณะชานหมาก ลูกศิษย์ลูกหาต่างก็นำชานหมากที่ญาถานเบิ้ม อุตฺตโมท่านได้คายออกมา นำมาเก็บไว้บูชาเพื่อเป็นเครื่องราง ของมงคล หรือ ของดีติดตัว ซึ่งจะมีอานุภาพต่างๆดังที่กล่าวไปตามการปลุกเสกของญาถานเบิ้ม อุตฺตโมโดยท่านจะปรารถนาให้เป็นทางด้านใด เช่น เมตตา แคล้วคลาด แต่ที่สำคัญ คือผู้ที่บูชาชานหมากจะต้องปฏิบัติตนเป็นคนดี อยู่ในศีลธรรม จึงจะเกิดผลในทุกๆด้าน ตามที่ปรารถนา
13  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: ประวัติ พระอาจารย์สมศักดิ์ อุตฺตโม(ญาถ่านเบิ้ม)วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 06 กันยายน 2563, 09:00:15
เบี้ยแก้อุตฺตโม รุ่นแรก

ญาถานเบิ้ม อุตฺตโม
บรมครูใหญ่สายธรรมอุตฺตโมบารมี ผู้สืบทอดรุ่นที่ 3
วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี
ศิษย์แห่งบูรพาจารย์สายปรมาจารย์ใหญ่หลวงปู่สำเร็จลุน

จำนวนการจัดสร้าง มี 2 แบบ
1.เบี้ยแก้อุตฺตโม ฝังตะกรุดทองคำ 19 ลูก
2.เบี้ยแก้อุตฺตโม ฝังตะกรุดเงิน 180 ลูก

วัตถุประสงค์ เพื่อนำเงินถวายวัดวังม่วงนำไปใช้ในการจัดเตรียมงานฉลองอุโบสถ์วัดวังม่วง

“เบี้ยแก้” ครอบจักรวาล กันมนตร์ดำ..คุณไสยเข้าตัว

ศรัทธามากล้นที่ผู้หญิงหลายต่อหลายคนนิยมบูชา “เบี้ยแก้” เพื่อแก้มนตร์ดำ ยาสั่งทำเสน่ห์ให้เสียผู้เสียคน...จนต้องหาเครื่องรางมาพกติดตัวเพื่อความสบายใจ มั่นใจ

หลายๆ เสียงกล่าวตรงกันว่า เบี้ยแก้ที่บูชามาเพื่อพกติดตัวนั้นสำคัญที่กรรมวิธีปลุกเสก จะต้องมีที่มาที่ไปผ่านมือเกจิอย่างละเอียดทุกขั้นตอน และอีกประเด็นสำคัญคือองค์ประกอบต่างๆจะต้องครบถ้วน เพื่อกันไม่ให้ของเข้าตัว พลิกตำราทำความเข้าใจให้ตรงกัน “เบี้ยแก้” หมายถึง เครื่องรางของขลังชนิดหนึ่งสำหรับแก้คุณไสย มนตร์ดำ ยาสั่ง ทำด้วยเบี้ยจั่นซึ่งเป็นหอยทะเลชนิดหนึ่ง บรรจุปรอทเอาไว้ภายใน แล้วปลุกเสกด้วยอาคม

คำว่า “เบี้ยแก้” มาจากคำว่า “เบี้ยแก้บน” เนื่องจากใช้เป็นเงินบนบานศาลกล่าวและเกิดสัมฤทธิผลความหมายจึงพ่วงการแก้ไขจากร้ายให้กลายเป็นดี จึงมีอานุภาพทางแก้กันสิ่งอาถรรพณ์ที่จะให้โทษ

แน่นอนว่าหัวใจสำคัญก็คือ...ทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง

โบราณาจารย์จะทำเบี้ยแก้โดยนำหอยเบี้ยมาบรรจุปรอท แล้วอุดด้วยชันโรง หุ้มด้วยแผ่นตะกั่วหรือผ้า แล้วนำมาถักด้วยเชือกทารัก หรือยางมะขวิด ผ่านการปลุกเสกกำกับ ใช้ผูกเอวหรือห้อยคอแก้คุณไสยโดยการแช่น้ำมนต์เพื่อไว้ดื่ม...อาบ

“เบี้ยแก้” เป็นเครื่องรางอันทรงคุณค่ามาแต่โบราณกาล โดยทำจากหอยเบี้ยซึ่งบรรจุปรอทไว้ภายใน ทั้งกันทั้งแก้สิ่งชั่วร้าย เสนียดจัญไร คุณไสย คุณคน คุณผี ยาสั่ง ยาเบื่อ ยาเมา พิษสัตว์ร้ายทั้งหลาย

วิธีการสร้างเบี้ยแก้ ส่วนสำคัญประกอบด้วย หอยเบี้ยแก้, ปรอท, ชันโรงใต้ดิน, ตะกั่ว, น้ำรักสีดำ, หอยเบี้ยแก้ ซึ่งเป็นหอยชนิดหนึ่งที่มีลาย เป็นเอก9ลักษณ์เฉพาะตัว ปรอท

โบราณท่านว่า “ปรอท” เป็นสิ่งมีชีวิต มีฤทธิ์ในตัวเป็นรองเพียงแต่เหล็กไหลเท่านั้น แม้ว่าจะยังไม่ผ่านการทำพิธีก็มีฤทธิ์ มีอาถรรพณ์ในตัว พวกผีกลัวมาก จำนวนปรอทที่ใช้กรอกลงในเบี้ยแก้จะต้องมีน้ำหนัก 1 บาท

ส่วน “ชันโรงใต้ดิน” ตามธรรมชาติชันโรงมี 2 ชนิด คือชันโรงบนต้นไม้ และชันโรงใต้ดิน ซึ่งชันโรงใต้ดินเป็นของอาถรรพณ์ ปกติชันโรงใต้ดินอยู่ที่ไหนที่นั่นจะไม่ไหม้ไฟ ชันโรงใต้ดินมีอิทธิคุณตามธรรมชาติเป็นมหาอุด กันไฟ กันคุณไสยได้

ชันโรงใต้ดินใช้ปิดปากเบี้ยไม่ให้ปรอทหนีตะกั่ว โบราณท่านว่า ตะกั่วเป็นของกายสิทธิ์ดีทางอยู่ ยงคงกระพัน ครูบาอาจารย์ท่านจะนำตะกั่วมาตีเป็นรูปหอยเบี้ยทาบหุ้มลงไปจนแน่นหนา จารอักขระเพิ่มลงไปเป็นสื่อชักนำพุทธบารมี ธรรมบารมีและสังฆบารมี ลงมาสู่ตัวเบี้ยแก้ ทำให้เกิดความขลังเพิ่มขึ้น

น้ำรักสีดำ ถือเคล็ดความศักดิ์สิทธิ์อีกประการหนึ่งว่า คำว่า “รัก” มีความหมายที่ดี คือเป็นที่รัก ที่เมตตาของคนทั่วไป เมื่อนำรักมาย้อมหุ้มเบี้ยแก้ย่อมเพิ่มอำนาจทางเสน่ห์เมตตา...ว่ากันว่าเสกเบี้ยจนคลานได้ กระนั้นเบี้ยแก้ที่ผ่านการบรรจุปรอทและหุ้มตะกั่ว ลงจาร และถักหุ้มแล้ว ถือว่ายังไม่ครบขั้นตอน?

“เพราะจะต้องปลุกเสกกำกับ เป็นการประชุมธาตุ หนุนธาตุ เพื่อให้เกิดฤทธิ์ เล่ากันว่ามีผู้พบเห็น หลวงปู่บุญ หลวงปู่เพิ่มแห่งวัดกลางบางแก้ว สามารถปลุกเสกเบี้ยจนคลานได้ อยู่ไม่น้อยปรอทครางในเบี้ย เรื่องที่น่าอัศจรรย์อย่างหนึ่ง ผู้ที่มีสมาธิมั่นสามารถสัมผัสได้ โดยการนำเบี้ยมาวางกลางฝ่ามือทำจิตให้เป็นสมาธิ”

จะพบว่าปรอทในตัวเบี้ยมีอาการไหวตัวและมีเสียงครางเบาๆ การทำสมาธิร่วมกับเบี้ยแก้ยังเป็นการรับอิทธิคุณ พลังอำนาจจากเบี้ยแก้เข้าสู่ตัว ถ้าเป็นโรคอยู่ เบี้ยแก้จะดูดโรคภัยถอนออกจากตัวเรา

เบี้ยแก้ของดีไม่มีเสื่อม ปกติเครื่องรางของขลังโดยทั่วไปมักจะมีข้อห้ามบางอย่างกำหนดไว้ หากผู้ใดไม่ทำตามจะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์นั้นเสื่อมลงไป เบี้ยแก้ไม่มีข้อห้ามใดๆ เบี้ยแก้เปรียบเสมือนทองคำอยู่ที่ไหนก็เป็นทองคำอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าจะอยู่ใต้ถุน ใต้สะพาน ใต้ราวผ้า ไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น...

เบี้ยแก้เมื่อเขย่าจะดังขลุกๆ อันเป็นเสียงปรอทที่กรอกเข้าไปในตัวเบี้ยกลิ้งไปกลิ้งมา เนื่องจากสามารถหดและขยายตัวตามอุณหภูมิ หากเขย่าเบี้ยแก้ตอนอากาศร้อนจะไม่ค่อยได้ยินเสียงเพราะปรอทจะขยายตัว แต่ถ้าอากาศเย็นจะมีพื้นที่ว่างในตัวเบี้ยมากกว่า เสียงจะดังฟังชัด

สรุปได้ว่า “เบี้ยแก้” มีคุณครอบจักรวาล คือดีทางป้องกัน คงกระพัน กันได้สารพัด เป็นเสน่ห์เมตตาทางโชคลาภอีกต่างหาก ควรจะรีบหาติดตัวกันเอาไว้ ซึ่งเบี้ยแก้นั้นถ้าสร้างถูกวิธีการสร้างยากมาก

ซึ่งความเชื่อเรื่องอำนาจที่เหนือธรรมชาติมีมาแต่ครั้งโบราณ เรื่องของเทวดาและภูตผีปีศาจมีอยู่ในความเชื่อของทุกชาติในโลก แน่นอนว่าต้องรวมความเชื่อเรื่องเวทมนตร์คาถาเอาไว้ด้วย เวทมนตร์คาถาต่างๆนั้นนับเป็นเครื่องมือที่ใช้สนองความต้องการของมนุษย์ ให้ใช้ไปในด้านต่างๆสารพัด แต่เมื่อพิจารณาแล้วล้วนไม่พ้นไปจากหลักใหญ่สองประการคือ ใช้ในทางร้ายที่นิยมเรียกว่า “ไสยดำ” และใช้ในทางดีที่นิยมเรียกว่า “ไสยขาว”

เป็นที่น่าสังเกตว่า...ทั้งไสยดำไสยขาวนั้น ต่างก็มีความเห็นตรงกันว่า ผู้เรียนรู้ทางเวทมนตร์คาถานั้น จำเป็นที่จะต้องมีวัตถุอาถรรพณ์ หรือของวิเศษประเภทหนึ่งเอาไว้ประจำตัว ซึ่งของวิเศษดังกล่าวนี้ ทั้งทางไสยขาวและไสยดำต่างมีวัตถุประสงค์ในการใช้ตรงกัน...คือใช้ในการป้องกันตัวและใช้ทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม นั่นคือต้องมีอาวุธวิเศษประจำตัว โดยอาวุธวิเศษนี้จะต้องมีฤทธิ์ใช้กำจัดศัตรู ใช้ทำลายล้างเวทมนตร์อาถรรพณ์ภูตผีปีศาจ และป้องกันภัยจากอำนาจเร้นลับเหนือธรรมชาติได้
14  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / ว่านไพรดำ ดินว่านไพรดำ สายธรรมอุตฺตโมบารมี เมื่อ: 11 สิงหาคม 2563, 16:38:43
#อนุญาตเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทาน
#สายธรรมอุตฺตโมบารมี

ผู้ดูแลและผู้สืบทอด
ญาถานเบิ้ม อุตฺตโม
บรมครูใหญ่สายธรรมอุตฺตโมบารมี
ผู้สืบทอดรุ่นที่ 3 วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี
ศิษย์แห่งบูรพาจารย์สายปรมาจารย์ใหญ่หลวงปู่สำเร็จลุน

ประกอบพิธีกรรมหุงข้าวเหนียว จากดินไพรดำ พุทธคุณ 108 อย่าง
สรรพคุณของว่านคือ คงกะพัน กันมีดของมีคม กันปอบ ผี แคล้วคลาดในการเดินทาง รักษาโรค ไพลดำเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ถึงความหนังเหนียว ความแคล้วคลาด ชื่อเสียงของว่านไพลดำ และยิ่งทำการหุงข้าวเหนียวด้วยว่านไพลดำหรือดินดำไพรดำเพื่อเป็นยารักษาโรค ยิ่งมีพุทธคุณหาสิ่งใดเปรียบเทียบได้เลย

หนึ่งเดียวในประเทศไทยที่กล้าท้าพิสูจน์ของจริงที่มีอยู่ในโลก

#ดินไพรดำที่อยู่ในความดูแลของสายธรรมอุตฺตโมบารมี

ยอดแร่คือ เหล็กไหล
ยอดว่านคือ ไพรดำ
ยอดไม้คือ ไม้มณีโคตร

#สรุปง่าย..คือความเหนียวที่อยู่ในดินไพรดำ คือ น้ำมันที่ผ่านเวลามาเป็นร้อยปี ดินไพรดำจึงมาความศักดิ์สิทธิ์ในตัว

...ดินไพลดำจะมีคุณสมบัติทางฤทธิ์ ว่ากันว่าดินไพลดำจะเด่นในด้านชักนำเงินทองมาให้ผู้ครอบครองได้โดยง่าย ด้วยศาสตร์มนต์ดำเน้นการพนันขันต่อ เล่นแร่แปรธาตุ เช่น นำเอาดินไพลดำไปเล่นพนัน หรือนำเอาดินไพลดำไปทำพิธีทำให้เงินที่เราใช้ไปแล้วกลับมาหาเราเช่นเดิม เป็นต้น
ยังเด่นเรื่องอยู่ยงคงกระพัน กล่าวกันถ้าใช้คู่กับเหล็กไหลจะทำให้คนผู้นั้นฟันแทงไม่เข้า

#ดินไพลดำจะมีลักษณะดำ เหนียว แต่เมื่อจับจะไม่ติดมือ ฤทธิ์อำนาจที่มีอยู่ในตัวมีคุณสมบัติ คงทนเหมือนเหล็กไหล มีคุณวิเศษ เลิศล้ำ

#ความหายากของ “ดินไพลดำ” นั้นเล่ากันว่า ต่อให้ถึงไปเจอในป่าลึก ก็ไม่สามารถขุดออกมาได้ เพราะดินรอบโคนต้นนั้นจะมีสีดำแข็งเป็นหิน เนื้อดินเหมือนผงเหล็กดำสนิท
โบราณกล่าวว่า “ว่านไพลดำ” เป็นที่สุดของบรรดาว่านกายสิทธิ์ เพราะสมัยก่อนคนเราอยู่กับป่ากับเขา อยู่กับการรบราฆ่าฟันรบทัพจับศึกอยู่บ่อยครั้ง จึงนิยมพกชิ้นส่วนของว่านไพลดำ ดินไพรดำ วัตถุมงคลที่ทำจากว่านไพลดำ

และที่สุดของว่านไพลดำ คือการสักน้ำมันไพลดำเข้าตัว เพราะเน้นเรื่องความอยู่ยงคงกระพัน หนังเหนียว เน้นใช้ว่านในการป้องกันตัวเอง

#เรื่องดินดำไพรดำ ผู้ครอบครอง บรมครูสายธรรมอุตตโมบารมี
ตำราเขียนไว้อย่างชัดเจนในลักษณะ ต้น ดิน หัว ราก ใบ
ไพรดำ คือ วานที่มีชีวิตทิพย์
ชีวิตทิพย์ คือ มีวิญญาณ หายไปที่ไหนก็ได้
วิญญาณในที่นี้คือ เทวาขั้นสูงที่มีตบะหลายพันปีที่ยุสร้างบารมีในไพรดำเมื่อมีตบะ ถึงพันปีไพรดำ จะกลายเป็นหิน หรือแร่เหล็ก
#จุดนี้ละ ที่เขาเรียกว่า เหล็กไหลไพรดำ ส่วนที่เป็นต้นว่านไพรดำ คือ เทวาที่เข้าไปบำเพ็ญตบะ ตอนจะหายตัวไปบำเพ็ญที่อื่น ก่อนที่จะไป จะมีต้นใหม่มาแทน หรือเรียกในคำเข้าใจว่า ต้นลูกวานไพรดำ เพราะต้นแม่จะดำทั้งต้น
ในบริเวณที่ต้นไพรดำอยู่ เนื้อดินจะดำในรัศมี 2 เมตร แต่รัศมีที่อยู่ใกล้ต้นวานไพรดำ ประมาณ 12 นิ้ว ในบริเวณนั้นพื้นดิน จะดำเหนี่ยวเหมือนน้ำมันยางมะตอย ใช้มือจับจะรู้สึกเหนียวมือ แต่ไม่ติดมือ มีลักษณะเงางามเป็นเอกลักษณะ

ในส่วนนี้ คือ...ต้นวานไพรดำขับน้ำมันในตัวออกมาโดยตามธรรมชาติในส่วนนี้จึงมีความเชื่อว่า มีฤทธิ์ 108 อย่าง เทียบเท่าของหายากเท่ากับเหล็กไหลเพราะ กว่าจะทำให้ดินนั้นเกิดความเหนียวต้องใช้เวลาเป็นร้อยปี และบริเวณที่จะพอได้ต้องอยู่ในป่าลึก น้อยคนที่เข้าไปได้

นอกเหนือจากนี้แล้วจะเข้าใกล้ต้นว่านได้ยากเพราะว่านจะมีญาณเทพคุ้มครองท่านอยู่ในรัศมี 1-2 เมตร มีฤทธิ์ที่รุณแรงมากอาจทำให้หมดสติ หรือเกิดอาการปวดไปทั้งตัวโดยหาสาเหตุไม่เจอ ถ้าจะใกล้ก็ต้องเป็นคนที่ถูกเลือกไว้ได้แค่วันที่กู้ว่าถือเป็นวันทีอันตรายน้อย จะมีแต่ผู้ครอบครองเท่านั้นที่จะสามารถ จับต้องได้ในวันนั่น หลังจากกู้ขึ้นมาแล้วชิ้นส่วนต่างของว่านต้องผ่านพิธีกรรมอีกหลายอย่างจึงจะสามารถใช้การได้ และมีประโยชมหาศาล
15  ห้องพระ / พระคณาจารย์อริยสงฆ์ทั่วประเทศ / Re: ประวัติ พระอาจารย์สมศักดิ์ อุตฺตโม(ญาถ่านเบิ้ม)วัดวังม่วง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เมื่อ: 09 สิงหาคม 2563, 09:13:02
ไหว้ครูธรรมใหญ่สายธรรมอุตตโมบารมี ปี 2562 ครั้งที่ 158

ประวัติความเป็นมาไหว้ครูธรรมใหญ่สายธรรมอุตตโมบารมีครั้งแรก
ประวัติจากคำบอกเล่าจากปากท่าน และชาวบ้าน

หลวงปู่สว่าง โพธิญาโณ วัดสนามชัย บ.นาหว้าน้อย อ.เขมราฐ จ.อุบลฯ เกิดปี 2472 ศิษย์ผู้เป็นพี่ของหลวงปู่จันทร์หอม สุภาทโร เจ้าอาวาสวัดบุ่งขี้เหล็ก อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี
...หลวงปู่สว่างได้เล่าให้ลูกหลานฟังว่า สมัยนั้นท่านยังไม่ข้ามมาฝังไทย ยังธุดงปฏิบัติกรรมฐานตามป่าเขาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
เล่าเรียนอาคมสายปู่สมเด็จลุน จึงมีโอกาสได้เจอกับศิษย์ผู้น้อง คือ หลวงปู่จันทร์หอม สุภาทโร ต่อมาท่านปรมาจารย์ใหญ่ท่านอาจารย์สมเด็จตันที่ประสิทธิ์วิชา
ท่านเป็นเคยอุปถากหลวงปู่สมเด็จลุน จึงได้แบ่งเกษา อิฐิ บ้างส่วนให้หลวงปู่สว่างติดตัว ต่อมาหลวงปู่ท่านได้เดินทางข้ามมาฝั่งประเทศไทยในปี พ.ศ.2513 มาอยู่ที่วัดสนามชัย หลังจากนั้นไม่นานเกิดปัญหาภายในประเทศลาวเมื่อ พ.ศ.2518 พี่น้องทางประเทศลาวจึงข้ามมาฝังไทยเป็นจำนวนมาก

ความเป็นมาพิธีกรรมไหว้ครูธรรมใหญ่สายอุตฺตมะอุตฺตโม ในทุกปีจะมีการทำพิธีกรรมไหว้ผีไท้หรือผีเชื่อสาย พร้อมกับพิธีไหว้ครูธรรมใหญ่ที่ต้องจัดขึ้นทุกปี หลวงปู่เล่าว่า หลวงปู่สำเร็จต้นบอกกับท่านว่า พิธีกรรมไหว้ครูธรรมใหญ่เท่าที่ท่านจำได้ว่า น่าจะเริ่มมีการจัดในสมัยที่หลวงพ่ออุตตมะ วัดสิงหาร จ.อุบลราชธานี ก่อนท่านมรณะ 15 ปี ก็จะอยู่ในช่วงปี พ.ศ.2405 เพราะท่านจำได้ว่าตรงกับวันสำคัญ คือ วันพระราชสมภพ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ (เจ้าเจ็ดตน) ซึ่งเป็นองค์สุดท้ายแห่งนครเชียงใหม่ พ.ศ.2405 จะอยู่ในช่วงนี้ ปีนั้นจะตรงกับวัน อาทิตย์ ที่ 2 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2405 ขึ้น ๓ ค่ำ
เดือนสาม(๓) ปีระกา ที่เริ่มมีการทำพิธีไหว้ครูธรรมใหญ่อย่างเป็นทางการ เพราะการประกอบพิธีกรรมไหว้ครูธรรมใหญ่สายธรรมอุตตโมบารมีที่สืบทอดจากตำรา ให้ศิษย์ถือธรรมเนียมปฏิบัติ ในการไหว้ครูแต่ละปี ต้องให้ตรงกับ 3 ค่ำ เดือนสาม ของทุกปี
หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!